ผมกำลังนั่งเครื่องบินไปหาดใหญ่ ไม่ได้มีธุระอะไรสำคัญมากมาย แค่เพื่อนสมัยเรียนคนนึงจัดงานแต่งงาน ช่วงนี้มีแต่คนแต่งงาน อาจเป็นเพราะวัย มีงานแต่งงานให้ผมเดินทางไปร่วมงานทั่วประเทศ งานทุกงานก็เหมือนๆกัน เขียนคำอวยพร ใส่ซอง กินข้าว เปิดตัวบ่าวสาว แขกผู้ใหญ่ขึ้นมาพูดถึงคุณงามความดีของบ่าวสาว และแนวทางการครองรักชั่วนิรันดร์ ดื่มแสดงความยินดี ตัดเค้ก โยนช่อดอกไม้ บ่าวสาวหอมแก้มกัน แล้วก็เมา ก็มีเท่านี้ งานแต่งเป็นเหมือนพิธีกรรมหนึ่งทางสังคม เป็นการประกาศให้ทุกคนรอบตัวทราบถึงการมีคู่ครองบนยุคสมัยค่านิยมผัวเดียวเมียเดียว การแสดงออกถึงการร่วมแสดงความยินดีจากเพื่อน พี่ น้อง เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ทั้งธุรกิจโรงแรม ชุดแต่งงาน ช่างแต่งหน้า ออแกไนเซอร์ ช่างภาพนิ่งและเคลื่อนไหว รวมถึงหมุนเวียนวัฒนธรรมการใส่ซองซึ่งกันและกัน คนมาร่วมงานใส่ซองเท่าไร รอบหน้าหากคนนั้นแต่งงานก็จะใส่กลับไปในจำนวนที่เท่ากัน เป็นค่านิยมที่ผมได้ยินมานาน ผมไม่รู้หรอกว่ามันจริงมั้ย เพราะผมก็ยังไม่เคยจัดงานแต่งของตัวเองซักที
ลูกเรือบนเครื่องประกาศรหัสสายการบิน เส้นทางการเคลื่อนที่ เวลาต้นทางปลายทางและชื่อกัปตัน ผมลืมชื่อกัปตันในทันทีที่เธอพูดจบ อีกซักพักจะมีคนมาเล่าให้ฟังถึงข้อแนะนำด้านความปลอดภัยบนเครื่อง ต้องทำอย่างไรเมื่อความกดอากาศผิดปกติ กรุณาตั้งใจฟัง เธอว่าอย่างนั้น แต่ผมก็ไม่เห็นจะมีใครตั้งใจฟังการสาธิตดังกล่าวซักเท่าไร
ผมมองผ่านกระจกเครื่องบินที่กำลังจอดหยุดรอการจราจรในสนามบิน รอเวลาเอาเครื่องขึ้น ถนนเลียบรันเวย์มีรถวิ่งขวักไขว่ ฝนตกปรอยๆ ผมมองออกไปเห็นตัวเองในอีกช่วงเวลาหนึ่ง จอดรถอยู่บนถนนเลียบรันเวย์ ดูการขึ้นลงของเครื่องบินในวันที่ฝนพรำอย่างไร้จุดหมาย
“หนูไม่ชอบอ่านหนังสือจนจบเล่ม” หญิงสาวผมดำผิวสีน้ำผึ้ง ริมฝีปากสวย ผู้ร่วมอุดมการณ์การขับรัถเล่นดูเครื่องบินนั่งอยู่บนรถข้างๆผมเอ่ยขึ้น
วิทยุบนรถบรรเลงเพลง ฝน ของศิลปินไร้สังกัดชื่อ ยาคแล็ป ร่วมกับเสียงร้องสวยใสของ แพรวา เย็ลโล่วแฟง
“หนูไม่อยากรู้ว่าตอนจบของมันเป็นยังไง หนังสือในห้องหนูนะ มีเยอะแยะเต็มไปหมด แต่หนูไม่เคยอ่านมันจนจบเลย ไม่รู้เพราะหนูไม่อยากรู้ตอนจบหรือหนูยังมีความพยายามไม่มากพอ” เธอลังเลกับเหตุผลเสริมที่เธออธิบาย แต่ผมเห็นด้วยกับเหตุผล ‘ไม่อยากรู้ตอนจบ’ ของเธอมากกว่า
นอกไปจากความเห็นด้วยแล้ว อีกความรู้สึกหนึ่งคือความประหลาดใจ ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อ่านหนังสือมาแล้วหลายเล่ม แต่ก็ยังไม่มีเล่มไหนเลย ที่ผมหยุดอ่านด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ไม่อยากรู้ตอนจบ’ แต่หากเปรียบหญิงสาวผู้ไม่ชอบอ่านหนังสือจนจบเล่มคนนี้กับนวนิยายเล่มใหม่ที่อยู่ในมือผม หนังสือเล่มนี้คงเป็นเล่มแรกที่ผมจะไม่อ่านมันจนจบด้วยเหตุผลลักษณะเดียวกัน
เครื่องบินลอยขึ้นสู่ระดับความสูงเหนือระดับก้อนเมฆ ภาพถนนเรียบรันเวย์ที่มีผมกับสาวสวยผู้ที่ไม่ต้องการอ่านหนังสือจนจบกำลังจอดรถดูเครื่องบินขึ้นลงอยู่เรือนหายไป อันที่จริงผมอาจเป็นมนุษย์คนที่กำลังเฝ้ามองจากด้านล่าง มองเครื่องบินบินฝ่าก้องเมฆและเรือนหายไป หรือผมอาจจะเป็นคนที่อยู่บนเครื่องบิน มองลงมาบนพื้น จนเครื่องบินขึ้นแตะระดับความสูงที่สามารถมองเห็นรถยนต์คันนั้นเป็นเพียงจุดๆเดียว ผมไม่รู้ว่าตัวเอง ณ ขณะนี้เป็นตัวผมคนไหน แต่ผมรู้แค่เพียงว่า ผมทั้งสองคน ตกอยู่ในความสับสน และความซึมเศร้าทางอารมณ์ ไม่แตกต่างกัน
ลูกเรือทาปากสีแดงสด สีเดียวกันกับสีของยูนิฟอร์มเริ่มเดินเสิร์ฟอาหารบนเครื่อง รายการอาหารมีให้สำหรับผู้สั่งจองล่วงหน้าเท่านั้น ผมได้กลิ่นผัดกระเพราลอยเข้าจมูก กลิ่นอาหารไม่ได้ดึงดูด แต่ก็ไม่ได้สร้างความรำคาญ ผมไม่หิวจึงไม่ขอรับอาหารหรือของว่างใดๆ จากพนักงานสาวสวยเหล่านั้น ผมก้มหน้าก้มตาอ่าน นอร์วิเจียนวูด ของ ฮารูกิ มุราคามิ ที่ผมพกมาเป็นเพื่อนร่วมทาง แน่นอนนิยายเล่มนี้ไม่ใช่เล่มที่ผมไม่อยากอ่านจนจบ ถึงแม้ผมจะรู้ว่าตอนจบของเรื่องนี้มันจะเจ็บปวดเพียงใด ผมก็ยังคงอยากรับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้น เพราะความเจ็บปวดจากการรู้สึกถึงความศูนย์เสียไปซึ่งตัวละครที่เรารักในนิยาย เทียบไม่ได้เลยกับการศูนย์เสียตัวละครที่เรารักในชีวิตจริง
ฝนเริ่มซาลงพอที่จะขับรถไปต่อได้หลังจากที่หยุดดูเครื่องบินมาเป็นชั่วโมงแล้ว ผมนับไม่ได้ว่ามีเครื่องบินขึ้นลงไปแล้วกี่ลำ มีรถผ่านเคลื่อนตัวผมไปทั้งหมดกี่คัน มีหยาดฝนตกลงบนกระจกหน้ารถผมซักกี่เม็ด เอาเข้าจริงๆ ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยนอกไปจากดวงตาเป็นประกายหนึ่งคู่ ที่อยู่ตรงหน้า ผมรู้สึกได้ในสำนึกว่าภาพนี้จะติดตาผมไปเช่นเดียวกับหลายๆภาพที่ชัดเจนอยู่ในความทรงจำ ผมมีคุณสมบัตินี้ คุณสมบัติในการจดจำ ‘ภาพหลอนแห่งความทรงจำ’ ในลิ้นชักสมองของผมมีภาพเหล่านั้นบรรจุอยู่หลายภาพ และผมก็รู้สึกได้ ณ ขณะนี้ว่าผมได้เก็บภาพนี้ลงในลิ้นชัก ‘ภาพหลอนแห่งความทรงจำ’ อีกภาพหนึ่งแล้ว
“หนูอยากมาดูเครื่องบินตรงนี้นานแล้ว แต่ไม่เคยมีใครพามา มีอยู่วันหนึ่งหนูลงมาจากเครื่องแล้วก็ขับรถหลงมาทางนี้ เลยรู้ว่าถนนตรงนี้สวยมากๆ ได้เห็นเครื่องบินขึ้นลง แต่ตอนนั้นมันมืดแล้ว ไม่เหมือนตอนนี้ อากาศดี ขอบคุณพี่มากนะคะที่ชวนหนูมา”
ผมก็ขอบคุณเธอเช่นกันที่ทำให้ผมไม่ต้องขับรถมาดูเครื่องบินคนเดียวอีกแล้ว
พนักงานสาวสวยหยอกล้อกันเรื่องทรงผมของกันและกันรอเวลาจำหน่ายสินค้า ผมยังคงจมลึกไปกับ นาโอโกะ ตัวละครสาวลึกลับในนอร์วิเจียนวูด ประหนึ่งกับตัวเองเป็นตัวละครเอกในนิยายเล่มนั้น นอกหน้าต่างยังคงเต็มไปด้วยเมฆ กัปตันประกาศด้วยน้ำเสียงราวกับไม่มั่นใจในข้อมูลของตัวเอง
“ตอนนี้เราอยู่ที่ระดับความสูง 37,000 ฟุต บินด้วยความเร็ว 850 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะถึงสนามบินหาดใหญ่เวลา 15.50 ขออภัยที่เครื่องดีเลย์เนื่องจากสภาวะอากาศ” ผมลืมชื่อกัปตันเป็นครั้งที่สอง
เครื่องบินบินฝ่าเข้าสู่กลุ่มเมฆสีดำ ผมมองออกไปนอกหน้าต่างได้ยินเสียงฟ้าสะเทือนส่องแสงเป็นประกายคล้ายเครื่องบินจะถูกผ่าให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ตัวเครื่องสั่นไหวราวกับแผ่นดินไหวที่ระดับ 11 ริกเตอร์ เครื่องช่วยหายใจหล่นลงมาจากด้านบน ผมไม่มีแรงแม้แต่จะหยิบเครื่องช่วยหายใจนั้นมาคล้องใส่ให้ตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงกรณีมีเด็กมาด้วย พนักงานบนเครื่องทำอะไรไม่ถูก ไม่เหมือนกับตอนที่มีการสาธิต ผมหมดสติไปกับภาพหลอนในความทรงจำภาพเดิม ใบหน้าของสาวสวยที่ไม่ชอบอ่านหนังสือจนจบเล่ม อีกไม่กี่นาทีผมคงสูญสลายไปจากโลกนี้ ไม่มีอะไรเหลือไว้ ไม่มีแม้แต่ความทรงจำของผมบนฟ้า หรือความทรงจำของผมบนพื้นดิน
หญิงสาวผู้ไม่ชอบอ่านหนังสือจนจบเล่ม
ลูกเรือบนเครื่องประกาศรหัสสายการบิน เส้นทางการเคลื่อนที่ เวลาต้นทางปลายทางและชื่อกัปตัน ผมลืมชื่อกัปตันในทันทีที่เธอพูดจบ อีกซักพักจะมีคนมาเล่าให้ฟังถึงข้อแนะนำด้านความปลอดภัยบนเครื่อง ต้องทำอย่างไรเมื่อความกดอากาศผิดปกติ กรุณาตั้งใจฟัง เธอว่าอย่างนั้น แต่ผมก็ไม่เห็นจะมีใครตั้งใจฟังการสาธิตดังกล่าวซักเท่าไร
ผมมองผ่านกระจกเครื่องบินที่กำลังจอดหยุดรอการจราจรในสนามบิน รอเวลาเอาเครื่องขึ้น ถนนเลียบรันเวย์มีรถวิ่งขวักไขว่ ฝนตกปรอยๆ ผมมองออกไปเห็นตัวเองในอีกช่วงเวลาหนึ่ง จอดรถอยู่บนถนนเลียบรันเวย์ ดูการขึ้นลงของเครื่องบินในวันที่ฝนพรำอย่างไร้จุดหมาย
“หนูไม่ชอบอ่านหนังสือจนจบเล่ม” หญิงสาวผมดำผิวสีน้ำผึ้ง ริมฝีปากสวย ผู้ร่วมอุดมการณ์การขับรัถเล่นดูเครื่องบินนั่งอยู่บนรถข้างๆผมเอ่ยขึ้น
วิทยุบนรถบรรเลงเพลง ฝน ของศิลปินไร้สังกัดชื่อ ยาคแล็ป ร่วมกับเสียงร้องสวยใสของ แพรวา เย็ลโล่วแฟง
“หนูไม่อยากรู้ว่าตอนจบของมันเป็นยังไง หนังสือในห้องหนูนะ มีเยอะแยะเต็มไปหมด แต่หนูไม่เคยอ่านมันจนจบเลย ไม่รู้เพราะหนูไม่อยากรู้ตอนจบหรือหนูยังมีความพยายามไม่มากพอ” เธอลังเลกับเหตุผลเสริมที่เธออธิบาย แต่ผมเห็นด้วยกับเหตุผล ‘ไม่อยากรู้ตอนจบ’ ของเธอมากกว่า
นอกไปจากความเห็นด้วยแล้ว อีกความรู้สึกหนึ่งคือความประหลาดใจ ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อ่านหนังสือมาแล้วหลายเล่ม แต่ก็ยังไม่มีเล่มไหนเลย ที่ผมหยุดอ่านด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ไม่อยากรู้ตอนจบ’ แต่หากเปรียบหญิงสาวผู้ไม่ชอบอ่านหนังสือจนจบเล่มคนนี้กับนวนิยายเล่มใหม่ที่อยู่ในมือผม หนังสือเล่มนี้คงเป็นเล่มแรกที่ผมจะไม่อ่านมันจนจบด้วยเหตุผลลักษณะเดียวกัน
เครื่องบินลอยขึ้นสู่ระดับความสูงเหนือระดับก้อนเมฆ ภาพถนนเรียบรันเวย์ที่มีผมกับสาวสวยผู้ที่ไม่ต้องการอ่านหนังสือจนจบกำลังจอดรถดูเครื่องบินขึ้นลงอยู่เรือนหายไป อันที่จริงผมอาจเป็นมนุษย์คนที่กำลังเฝ้ามองจากด้านล่าง มองเครื่องบินบินฝ่าก้องเมฆและเรือนหายไป หรือผมอาจจะเป็นคนที่อยู่บนเครื่องบิน มองลงมาบนพื้น จนเครื่องบินขึ้นแตะระดับความสูงที่สามารถมองเห็นรถยนต์คันนั้นเป็นเพียงจุดๆเดียว ผมไม่รู้ว่าตัวเอง ณ ขณะนี้เป็นตัวผมคนไหน แต่ผมรู้แค่เพียงว่า ผมทั้งสองคน ตกอยู่ในความสับสน และความซึมเศร้าทางอารมณ์ ไม่แตกต่างกัน
ลูกเรือทาปากสีแดงสด สีเดียวกันกับสีของยูนิฟอร์มเริ่มเดินเสิร์ฟอาหารบนเครื่อง รายการอาหารมีให้สำหรับผู้สั่งจองล่วงหน้าเท่านั้น ผมได้กลิ่นผัดกระเพราลอยเข้าจมูก กลิ่นอาหารไม่ได้ดึงดูด แต่ก็ไม่ได้สร้างความรำคาญ ผมไม่หิวจึงไม่ขอรับอาหารหรือของว่างใดๆ จากพนักงานสาวสวยเหล่านั้น ผมก้มหน้าก้มตาอ่าน นอร์วิเจียนวูด ของ ฮารูกิ มุราคามิ ที่ผมพกมาเป็นเพื่อนร่วมทาง แน่นอนนิยายเล่มนี้ไม่ใช่เล่มที่ผมไม่อยากอ่านจนจบ ถึงแม้ผมจะรู้ว่าตอนจบของเรื่องนี้มันจะเจ็บปวดเพียงใด ผมก็ยังคงอยากรับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้น เพราะความเจ็บปวดจากการรู้สึกถึงความศูนย์เสียไปซึ่งตัวละครที่เรารักในนิยาย เทียบไม่ได้เลยกับการศูนย์เสียตัวละครที่เรารักในชีวิตจริง
ฝนเริ่มซาลงพอที่จะขับรถไปต่อได้หลังจากที่หยุดดูเครื่องบินมาเป็นชั่วโมงแล้ว ผมนับไม่ได้ว่ามีเครื่องบินขึ้นลงไปแล้วกี่ลำ มีรถผ่านเคลื่อนตัวผมไปทั้งหมดกี่คัน มีหยาดฝนตกลงบนกระจกหน้ารถผมซักกี่เม็ด เอาเข้าจริงๆ ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยนอกไปจากดวงตาเป็นประกายหนึ่งคู่ ที่อยู่ตรงหน้า ผมรู้สึกได้ในสำนึกว่าภาพนี้จะติดตาผมไปเช่นเดียวกับหลายๆภาพที่ชัดเจนอยู่ในความทรงจำ ผมมีคุณสมบัตินี้ คุณสมบัติในการจดจำ ‘ภาพหลอนแห่งความทรงจำ’ ในลิ้นชักสมองของผมมีภาพเหล่านั้นบรรจุอยู่หลายภาพ และผมก็รู้สึกได้ ณ ขณะนี้ว่าผมได้เก็บภาพนี้ลงในลิ้นชัก ‘ภาพหลอนแห่งความทรงจำ’ อีกภาพหนึ่งแล้ว
“หนูอยากมาดูเครื่องบินตรงนี้นานแล้ว แต่ไม่เคยมีใครพามา มีอยู่วันหนึ่งหนูลงมาจากเครื่องแล้วก็ขับรถหลงมาทางนี้ เลยรู้ว่าถนนตรงนี้สวยมากๆ ได้เห็นเครื่องบินขึ้นลง แต่ตอนนั้นมันมืดแล้ว ไม่เหมือนตอนนี้ อากาศดี ขอบคุณพี่มากนะคะที่ชวนหนูมา”
ผมก็ขอบคุณเธอเช่นกันที่ทำให้ผมไม่ต้องขับรถมาดูเครื่องบินคนเดียวอีกแล้ว
พนักงานสาวสวยหยอกล้อกันเรื่องทรงผมของกันและกันรอเวลาจำหน่ายสินค้า ผมยังคงจมลึกไปกับ นาโอโกะ ตัวละครสาวลึกลับในนอร์วิเจียนวูด ประหนึ่งกับตัวเองเป็นตัวละครเอกในนิยายเล่มนั้น นอกหน้าต่างยังคงเต็มไปด้วยเมฆ กัปตันประกาศด้วยน้ำเสียงราวกับไม่มั่นใจในข้อมูลของตัวเอง
“ตอนนี้เราอยู่ที่ระดับความสูง 37,000 ฟุต บินด้วยความเร็ว 850 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะถึงสนามบินหาดใหญ่เวลา 15.50 ขออภัยที่เครื่องดีเลย์เนื่องจากสภาวะอากาศ” ผมลืมชื่อกัปตันเป็นครั้งที่สอง
เครื่องบินบินฝ่าเข้าสู่กลุ่มเมฆสีดำ ผมมองออกไปนอกหน้าต่างได้ยินเสียงฟ้าสะเทือนส่องแสงเป็นประกายคล้ายเครื่องบินจะถูกผ่าให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ตัวเครื่องสั่นไหวราวกับแผ่นดินไหวที่ระดับ 11 ริกเตอร์ เครื่องช่วยหายใจหล่นลงมาจากด้านบน ผมไม่มีแรงแม้แต่จะหยิบเครื่องช่วยหายใจนั้นมาคล้องใส่ให้ตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงกรณีมีเด็กมาด้วย พนักงานบนเครื่องทำอะไรไม่ถูก ไม่เหมือนกับตอนที่มีการสาธิต ผมหมดสติไปกับภาพหลอนในความทรงจำภาพเดิม ใบหน้าของสาวสวยที่ไม่ชอบอ่านหนังสือจนจบเล่ม อีกไม่กี่นาทีผมคงสูญสลายไปจากโลกนี้ ไม่มีอะไรเหลือไว้ ไม่มีแม้แต่ความทรงจำของผมบนฟ้า หรือความทรงจำของผมบนพื้นดิน