วีดีโอคลับ 99

​วิดีโอคลับ 99

ร้านชื่อ “วิดีโอคลับ 99” ซ่อนตัวอยู่บนชั้นสองของตึกแถวเก่าคร่ำครึ ตรงข้าม โรงหนังปารีส ย่านสะพานขาว ป้ายไฟนีออนหน้าร้านเลข “9” ตัวท้ายกะพริบติด ๆ ดับ ๆ เหมือนลมหายใจรวยรินของยุคสมัยที่กำลังจะเปลี่ยนผ่าน

ปี 2540 ผมชื่อโจ อายุ 24 เพิ่งกลายเป็นผู้ประสบภัยจากวิกฤตต้มยำกุ้งเต็มขั้น ถูกบริษัทลอยแพพร้อมเงินชดเชยน้อยนิด เงินในบัญชีเหลือไม่ถึงหมื่น แต่อารมณ์ชั่ววูบที่อยากหนีจากความจริงอันโหดร้าย ทำให้ผมพาตัวเองมายืนอยู่หน้าบันไดไม้ที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าด เพื่อมาหา “ลุงแดง” เจ้าของร้านเช่าวิดีโอที่ผมเป็นลูกค้ามาตั้งแต่สมัยขาสั้น

เย็นวันนั้นฝนพรำลงมาไม่ขาดสาย กลิ่นอับชื้นของพรมเก่าปนกับกลิ่นเนื้อเทปแมกเนติกที่เป็นเอกลักษณ์ ลุงแดงหลับกรนเบา ๆ อยู่หลังเคาน์เตอร์ ปล่อยให้ทีวีจอตู้ฉายหนังจีนกำลังภายในสีซีด ๆ อยู่ลำพัง

ผมเดินไล้นิ้วไปตามสันปกเทป จนสายตาไปสะดุดกับม้วนหนึ่งที่วางแอบอยู่มุมล่าง

“ผีเสื้อและดอกไม้” ฉบับ VHS พ.ศ. 2528 ปกกระดาษยับยู่ยี่จนสีแทบมองไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร

วินาทีที่ผมเอื้อมมือจะหยิบ ก็มีมือเรียวบางของใครอีกคนเอื้อมมาแตะที่สันเทปเล่มเดียวกันพอดี

ผมชะงักแล้วเงยหน้าขึ้น

พบกับผู้หญิงผมสั้นประบ่า สวมแว่นสายตากรอบดำอันใหญ่ เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีน้ำเงินเข้มทับด้วยเสื้อกั๊กถักสีครีม กางเกงยีนส์ขาม้าฟอกสีซีด… การแต่งตัวที่ดูเชย แต่กลับมีเสน่ห์อย่างประหลาดเมื่ออยู่บนตัวเธอ

ดวงตาหลังเลนส์แว่นคู่นั้นมองมาที่ผม นิ่งสงบ แต่ลึกซึ้งเหมือนบ่อน้ำ

“ชอบเรื่องนี้เหรอ” เธอถามเสียงเบา แทรกเสียงฝนด้านนอก

ผมอึ้งไปนิด ไม่ชินกับการถูกผู้หญิงทักก่อน โดยเฉพาะคนที่มีบุคลิกน่าค้นหาแบบนี้

“ครับ… เห็นปกมันเก่าดี เลยกะว่าจะลองยืมไปดูสักหน่อย”

เธอยิ้มมุมปากเพียงนิดเดียว ก่อนจะดันม้วนเทปมาทางผม

“งั้นเอาไปดูก่อนเลย ฉันรอรอบหน้าได้”

“ไม่เป็นไรครับ คุณมาก่อน เอาไปเถอะ” ผมรีบปฏิเสธตามมารยาท

“รับไปเถอะ” เธอยืนยันเสียงนุ่ม “ฉันดูมาสิบกว่ารอบแล้ว ให้คนที่ไม่เคยดูได้ดูก่อนดีกว่า”

พูดจบ เธอเดินเลี่ยงไปที่เคาน์เตอร์ หยิบสมุดยืมคืนเล่มหนาขึ้นมาจรดปากกาเซ็นชื่อคืนเทปอีกม้วน ลายมือหวัดแต่สวยงาม เขียนชื่อว่า “พัชรี” และมีวงเล็บเล็ก ๆ เขียนด้วยหมึกซึมสีน้ำเงินว่า “(ผีเสื้อ)”

ผมแอบมองแล้วเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

ก่อนเธอจะผลักประตูออกจากร้าน เธอหันกลับมาสบตาผมอีกครั้ง

“ดูจบแล้ว… พรุ่งนี้มาคุยกันหน่อยนะ ว่าชอบหรือเปล่า”

เธอก้าวหายลงไปในความมืดของบันได ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดอกมะลิที่ลอยอ้อยอิ่งปนกับกลิ่นฝน

คืนนั้น ในห้องเช่าสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แถวเทเวศร์ ผมเปิดดูเทปม้วนนั้นท่ามกลางแสงไฟสลัวจากหน้าจอทีวี

เรื่องราวความรักที่บริสุทธิ์ท่ามกลางความยากลำบากของ “ฮูยัน” กับ “มิมปี” ทำให้ผมอินจนถอนตัวไม่ขึ้น

พอเพลง “ผีเสื้อ” ของพี่ชรัส เฟื่องอารมย์ดังขึ้นในช่วงท้าย น้ำตาผมก็ไหลออกมาเงียบ ๆ

อาจเพราะชีวิตผมตอนนี้ไม่ต่างจากตัวละคร… ตัวเล็ก ๆ ที่พยายามดิ้นรนบินหนีพายุฝน แต่ปีกกลับเปียกปอนจนบินไม่ไหว

วันรุ่งขึ้น ผมมายืนรอหน้าร้านตั้งแต่หกโมงเย็น ทั้งที่ร้านเปิดหนึ่งทุ่ม

ผมยืนพิงเสาไฟ มองดูน้ำฝนที่ขังเป็นแอ่งบนฟุตปาธ สะท้อนแสงไฟนีออนที่เริ่มเปิดขึ้นทีละดวง

หนึ่งทุ่มตรง เสียงประตูเหล็กม้วนถูกดึงขึ้น

“พัชรี” ยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดผ้ากันเปื้อนของร้าน

“มารอตั้งนานแล้วเหรอ” เธอทัก รอยยิ้มเดิมที่มุมปากกลับมาอีกครั้ง

“ก็… กลัวเทปจะโดนคนอื่นยืมตัดหน้าไปก่อน” ผมแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ

เธอหัวเราะเสียงใส ก่อนจะเปิดทางให้ผมเข้าไป ลุงแดงบ่นงึมงำฝากร้านไว้กับเรา แล้วหนีขึ้นไปนอนบนชั้นลอยตามระเบียบ

คืนนั้น เรานั่งดู “ผีเสื้อและดอกไม้” ด้วยกันอีกรอบบนโซฟาตัวยาวตัวเดิม เสียงพัดลมเพดานครางฮึ่ม ๆ แข่งกับเสียงฝนที่เริ่มลงเม็ดหนักขึ้น

เธอฮัมเพลงประกอบได้ทุกท่อน เสียงของเธอไม่ได้เพราะเหมือนนักร้องอาชีพ แต่มีความจริงใจที่ทำให้คนฟังรู้สึกอุ่นวาบ

จนกระทั่งถึงเพลง “เพียงสบตา”

ฉากที่พระเอกแอบมองนางเอกด้วยความรู้สึกล้นปรี่

เธอก็หันหน้ามามองผมพอดี ราวกับนัดกันไว้

ในความสลัวของร้าน แสงจากจอทีวีกระทบเสี้ยวหน้าของเธอ

เราสบตากันเนิ่นนาน ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงดนตรีที่ทำหน้าที่แทนความรู้สึก

มือของผมที่วางอยู่บนเบาะโซฟา ค่อย ๆ ขยับไปแตะที่หลังมือของเธอ… แผ่วเบา และกล้า ๆ กลัว ๆ

เธอชะงักไปนิดหนึ่ง ลมหายใจผมสะดุด

แต่แล้ว… เธอก็ค่อย ๆ พลิกฝ่ามือกลับมา สอดนิ้วประสานกับมือผม

กระชับแน่น… อุ่น… และมั่นคง

เรานั่งจับมือกันอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้หนังฉายไปจนจบม้วน โดยที่สายตาของเราแทบไม่ได้มองที่จออีกเลย

หลังจากวันนั้น ทุกศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ผมมีนัดที่ “วิดีโอคลับ 99” เสมอ

เราเปลี่ยนร้านวิดีโอเก่า ๆ ให้กลายเป็นโลกใบเล็กของเรา

บางวันเธอพาผมไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่ท่าน้ำ มองดูเรือด่วนเจ้าพระยาแล่นฝ่าความมืด

เธอเล่าว่าชื่อเล่นจริง ๆ คือ “รี” แต่ที่วงเล็บว่า “ผีเสื้อ” เพราะเธอชอบความหมายของมัน

“ฉันอยากเป็นเหมือนผีเสื้อ” เธอมองออกไปที่แม่น้ำ “มีปีกที่สวยงาม ได้บินไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องยึดติดกับที่ใดที่หนึ่งนาน ๆ”

ผมบีบมือเธอเบา ๆ “แล้วผีเสื้อตัวนี้ จะบินมาเกาะที่ไหล่ผมได้นานแค่ไหนเชียว”

เธอหันมาสบตา แววตาไหวระริกวูบหนึ่ง

“ผีเสื้อมีอายุไม่นานหรอกโจ… แค่หมดหน้าฝนถึงหน้าหนาว ก็ต้องไปแล้ว”

คำพูดนั้นเป็นลางบอกเหตุที่ผมไม่อยากเชื่อ… จนกระทั่งปี 2544

ยุคสมัยเปลี่ยนไป VCD และ DVD เข้ามายึดพื้นที่ ร้านวิดีโอคลับ 99 ไปต่อไม่ไหว ลุงแดงแปะป้าย “เซ้งร้าน” ตัวโต

วันสุดท้ายที่ร้านเปิด ฝุ่นหนาเขรอะจับไปทั่วชั้นวางที่ว่างเปล่า

รีเดินเข้ามาหาผม ยื่นเทป “ผีเสื้อและดอกไม้” ม้วนเดิมใส่มือ

“เก็บไว้แทนฉันนะ” เสียงเธอสั่นเครือเล็กน้อย “แม่จะพาฉันไปอยู่เชียงใหม่… คงไม่ได้กลับมาแล้ว”

ใจผมร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม อยากจะรั้งเธอไว้ อยากจะกอดลา แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อ เหมือนถูกแช่แข็งด้วยความจริงที่เจ็บปวด

สุดท้าย ผมทำได้แค่ยืนมองแผ่นหลังเล็ก ๆ ในเสื้อลายสก๊อตตัวเก่ง เดินลงบันไดไม้ที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าด… เป็นครั้งสุดท้าย

ในปกเทป มีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กสอดไว้

ลายมือกลมสวยที่ผมคุ้นเคย

> “โจ...
ถ้าวันไหนโลกมันโหดร้าย จนเธอคิดถึงผีเสื้อ
ให้เปิดเพลง ‘เพียงสบตา’ แล้วหลับตาลงนะ
ฉันสัญญา... ว่าจะบินกลับมาหาเธอในความฝันทุกครั้ง

เวลาผ่านไปถึงปี 2568

วิดีโอคลับ 99 กลายเป็นเพียงความทรงจำ ย่านสะพานขาวเปลี่ยนหน้าไปไม่เหลือเค้าเดิม แต่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของผม ยังมีเทป VHS ม้วนเก่าที่ปกยับยู่ยี่วางอยู่เงียบ ๆ

ทุกครั้งที่ฝนตกหนัก เม็ดฝนกระแทกกระจกจนต้องเงยหน้ามอง ผมจะหยิบเทปม้วนนั้นออกมาลูบเบา ๆ แล้วเปิดเพลง “เพียงสบตา” เวอร์ชันเดิมให้ลั่นห้อง

จากนั้นผมก็หลับตาลงช้า ๆ

ในความมืดหลังเปลือกตา ผมยังเห็นผีเสื้อตัวเดิม
ผมสั้น แว่นกรอบดำ เสื้อเชิ้ตลายสก๊อต เสียงหัวเราะแผ่วเบา

เธอยังคงบินวนอยู่ตรงหน้า
เหมือนเย็นวันฝนพรำในร้านวิดีโอเล็ก ๆ บนชั้นสองตึกแถวเก่า

…และจนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังไม่เคยรู้สึกว่าเธอจากไปจริง ๆ เลย 🦋
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่