ประสบการณ์ของมนุษย์เงินเดือนกากๆอย่างผม

กระทู้คำถาม
สิ่งที่ผมอยากมาเล่าในวันนี้แค่เป็นการแชร์ประสบการณ์กากๆ ให้กับหลายคนไม่ว่ากำลังจะเริ่มทำงานใหม่ หรือทำงานมาสักพักแล้ว ขอแนะนำตัวเองก่อนล่ะกันครับ ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่อายุเกือบๆ สามสิบอีกไม่นานแล้วครับ ตอนนี้ผมพึ่งจะเริ่มทำงานที่ใหม่ จะเข้าเดือนที่สองแล้วครับ ต้องบอกเลย ตอนนี้ผมเหมือนคนที่กำลังหมดตัวเพราะเกิดจากน้ำมือ เพราะความหยิ่ง ความมั่นใจตัวเองสูง คิดว่าเก่ง ไม่ยอมคน สุดท้ายทำให้ชีวิตในฝันอันแสนหวานของผม เสียศูนย์ไประดับนึ่ง ไงผมขอตัดเข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ

ตั้งแต่เริ่มงานที่แรกผมเป็นคนหนึ่งที่ได้งานที่ดี นายที่ดี เพื่อนร่วมงานที่ดี และสวัสดิการที่ดี เช่นกัน สมัยนั้น ผมได้เงินไม่มาก ประมาน 17000 บาทถ้วนๆ แต่เลือกอยู่หอตรงข้ามกับที่ทำงาน ยอมจ่ายแพงหน่อยใจกลางกรุง แค่ดินข้ามก็ถึงเลย จึงทำให้รายจ่ายค่าเดินทางมาเฉลี่ยได้ และสามารถมีเงินเก็บได้ ต่อเดือนประมาน 1000 บาท และรวมกับโบนัสที่ได้ถึง 5 – 5.5 เท่าต่อปี ทำให้ผมมีเงินเก็บอยู่ระดับหนึ่ง หลังจากที่ผมทำงานอยู่ถึง สามปีกว่า จึงมีเหตุจำส่วนตัวที่ทำให้ผมเลือกที่จะเดินออกมา เสี่ยงกับฝันตอนนั้น แต่สุดท้ายผมก็เลือกที่จะไม่ได้ทำตามฝันตนเอง แต่สุดท้ายแล้ว ผมว่างงานอยู่สามเดือนกว่าจนได้ที่ใหม่จนได้

สมัยนั้น ผมดีใจมากครับว่าในที่สุดผมก็ได้งานที่ๆสอง พร้อมกับเงินเดือนและตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นอย่างที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน เท่านั้นและครับ ชีวิตกากๆของผมก็เริ่มขึ้นในที่สุดหลังจากนี้ ด้วยความที่อาชีพผมจะค่อนข้างจะเฉพาะทาง จึงทำให้เงินเดือนผมค่อนข้างก้าวกระโดด (แต่ไม่ได้เยอะอะไรขนาดที่เป็นแสนเป็นล้านต่อเดือนน่ะครับ แต่สำหรับตอนนั้น มันก็เยอะสำหรับผมมากๆล่ะครับ) บวกกับสวัสดิการและโบนัส ที่ดีจนทำให้ผมคิดว่า ชีวิตนี้อยากจะฝากไว้กับเขา และด้วยความกากๆๆ ของผม ผมคิดในตอนนั้นว่า เห้ยเราเก่งเค้าถึงรับเราเข้ามา เพราะตำแหน่งตรงนั้นเค้าต้องการคนอายุ 35 อัพ แต่ตอนนั้นผม 20 กว่าเท่านั้น หลังจากนั้น ผมเริ่มเกรียนในเรื่องการใช้ชีวิต เลิกวางแผน เลิกเก็บเงิน ใช้เงินมากขึ้นไปกับเรื่องไร้สาระ ที่เป็นทรัพย์สินที่มีแต่ลด และลด ลงเลื่อย เช่น นาฬิกา ของแต่บ้าน รถยนต์ เสื้อผ้า รองเท้า สิ่งเดียวที่รู้สึกมีค่ามากสุดคงเป็นบ้าน และ คอนโดนี้ล่ะครับ แต่ประเด็นคือ อ่อ และผมก็ทำงานเสริมด้วย ยิ่งทำให้มีเงินผลาญได้มากขึ้น ยิ่งมีมากก็ยิ่งใช้มากเช่นกัน

หลังจากนั้นได้สองปีพอดี ผมรู้สึกไม่พอในคนเป็นนายในเรื่องงาน จึงทำให้ผมตัดสินใจลาออกแบบไม่คิดว่าตนเองจะต้องหางานก่อน และผมเลือกที่จะลาออกกะทันหันเพราะรู้สึกว่า แค่จะไปทำงานอีกเช้าต่อมา ผมยังไม่อยากไปเลย จะสุดท้ายเจรจา ได้ว่า ผมขอออก ภายในเจ็ดวัน ทางบริษัทก็ตกลง ตอนนั้นที่ผมออกมา ผมไม่คิดอะไรเลยครับ ผมรู้ว่า เงินในบัญชีที่ผมมีคำนวณดูจากการใช้จ่ายแล้ว ผมสามารถอยู่ได้เกือบสองปีโดยที่ว่างๆงานแบบนั้น โดยที่จ่ายหนี้และใช้ส่วนตัวได้หมด สุดท้ายแล้วผ่านไปสามเดือน ผมก็ยังผลาญเงินแบบไม่คิด แบบเกินตัว จนเงินหมดตัว และผมคิดว่างานที่ผมแบบนอกเวลาจะป้อนเงินผมเข้ามาได้ สุดท้าย ด้วยหลายๆปัญหาทำให้ผมเสียเงินที่ลงทุนไปหลายแสนอยู่เหมือนกัน จึงทำให้ผมหมดตัวอย่างเป็นทางการ และตั้งแต่ผมออกจากงานมา ผมก็ยังหายงานใหม่ไม่ได้เลย ทีนี้ทำไงล่ะครับ เกรียนแตกสิครับ ไล่กดบัตรมาใช้สิทีนี้ คิดว่าเราเก่ง เราออกมาที่ไหนก็รับเรา เงินเดือนต้องได้อย่างน้อยๆเท่ากับ หรือ มากกว่าเท่านั้น ไม่งั้นก็ไม่ทำ จึงทำให้ไม่มีบริษัทไหนให้เงินเดือนตามที่ผมขอไป ด้วยสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ด้วยแล้ว ไม่มีใครอยากจ่ายแพง มีแต่คนลัดเข็มขัดกันหมด ทีนี้ทำงัยล่ะครับ หนี้ก็เยอะขึ้นเลื่อยๆ งานก็ไม่มี จนสุดท้ายผมก็ต้องลดความมั่นใจและความเกรียนของตนเองลง และสุดท้ายผมก็ได้งาน ที่ไม่ได้อย่างที่ตนเองต้องการ แต่เพราะสาเหตุของเงินที่หมุนไม่ทัน จึงต้องรับงานนี้แบบไม่เต็มใจ แต่อย่างไรก็ตามงานนี้เป็นงานดีน่ะครับ แต่แค่ไม่ใช่งานที่อยากทำที่สุดน่ะครับ

บทเรียนที่ผมได้รับคือ ถ้าคิดจะออกจากงาน ริอาจออกมาโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก่อน อย่าใจร้อน คิดเยอะๆ เพราะผลที่ตามมามันมีอีกมาก สอง ถ้ามีงานที่ดีแล้วนั้น จนตั้งใจทำงานให้ดีในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้แล้ว สามจงอย่ามั่นใจว่าตนเองเก่ง ตนเองแน่ ไม่อดตาย สุดท้ายแล้ว เงินมีเท่าไร วางแผนไมดี ก็หมดไป และตามมาด้วยหนี้บัตรเครติดอีกมากมายที่ผมต้องมาตามใช้หนี้ด้วยความที่เป็นคนใช้เงินเกินตัว
สุดท้ายนี้ผมอยากให้บทเรียนกับเด็กใหม่ ใจร้อนทั้งหลายน่ะครับ ทำอะไรให้ใจเย็นๆ ทุกอย่างมีผลกระทบทั้งหมด ผมนี้ล่ะครับ ที่แย่เพราะความเกรียนของตนเอง
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่