@@@@@@@@@@@--------------------- ต ล ก ก า ร เ มื อ ง--------------@@@@@@@@@

กระทู้สนทนา
เมื่อตลกร้องให้
เรานิยามพวกเขาว่า
"หัวเราะร่า น้ำตาริน"

จ่านอนดู Patch Adams ในช่อง Universal
มันก็เหมือนหนังเกือบทุกเรื่องที่ รอบิ้น วิลเลี่ยมส์ เล่น
นั่นก็คือหนังอารมณ์ในแบบ ฟีล กู๊ด ตามสไตล์ที่รอบิ้นถนัด

แต่ทำไมคนที่มีบุคลิคตลก สร้างเสียงหัวเราะให้โลก ชีวิตจริงมันมักมีแต่ความเศร้า ??

อย่างกรณีของรอบิ้นนี้ถึงขนาดปลิดชีพตัวเอง
ด้วยการเอาเข็มขัดมาผูกคอตาย และ กรีดข้อมือ ลาโลกไปแบบช็อคแฟนหนัง




จ่าชอบรอบิ้นจาก Dead Poets Society
มันคือหนังที่สร้างแรงบันดาลใจให้จ่าในตอนวัยรุ่น

บท "ครูคีทติ้ง" ที่รอบิ้นเล่นเอาไว้
และ คำสอนที่ครูสอนเด็กๆว่า "Carpe diem (คาเพ เดี้ยม) ...seize the day"
ซึ่งเอามาจากบทกวีของ Horace ที่ในหนังมันหมายถึง "จงอยู่กับวันนี้ และ ทำชีวิตเราให้พิเศษสุด" นั้น

มันเป็นอะไรที่วัยรุ่นในยุคจ่าโคตรจะ "จับใจ" จนกลายเป็นหนังที่เปลี่ยนชีวิตของหลายๆคน

แต่ก็นั่นแหละ
ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่เสียงหัวเราะอย่างเดียว
เพราะชีวิตมันก็มีขึ้น มีลง ตามบุญตามกรรมของแต่ละคน

รอบิ้นก็หนีไม่พ้นข้อนี้
จากที่เคยรวยๆก็ดันมาถังแตกได้ซะอย่างงั้น
เมื่อเงินหมด งานอะไรเข้ามาก็ต้องทำ ขนาดหนังซีรี่ส์กระจอกๆก็ยังต้องรับเล่นเลย

แถมไปๆมาๆไอ้หนังซีรี่ส์ที่ว่ากระจอกๆก็ดันล้มโครงการไปซะอีก !!!




รอบิ้นรำพันไว้ก่อนตายว่า

"ไอเพิ่งขายฟาร์มไป 35 ล้านเหรียญ เพราะไอถังแตก
ตอนปี 88 ที่หย่าเมียครั้งแรกไอก็จ่ายค่าเลี้ยงดูไปตั้งเยอะ
พอมาปี 08 หย่าเมียครั้งที่ 2 คราวนี้ไอแทบจะไม่เหลืออะไรเลย
เมีย 2 คนของไอโกยเงินจากกระเป๋าไอไปจนหมดตัว ผู้หญิงมันจะฉีกหัวใจเราเป็นชิ้นๆผ่านกระเป๋าตังค์เรา"
       
คนเราพอหมดตูดก็ห่อเหี่ยว
กรณีของรอบิ้นก็เลยตามมาด้วย "โรคซึมเศร้า"
จนถึงขนาดต้องทำอัตวินิบาตกรรมให้สิ้นเรื่องสิ้นราวจบ "ชีวิตตลก" ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป

แต่ก็นั่นแหละครับ
ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องตลกกันต่อไป

มีตลกมากมาย
ที่ผันตัวเองเข้าสู่แวดวงการเมือง
และ มีตำแหน่งทางการเมืองจนลบภาพความตลกในอดีตลงไปก็หลายคน

http://www.telegraph.co.uk/comedy/comedians/actors-and-comedians-who-went-into-politics/ben-jones/

ดาราตลก เบน โจนส์ เข้าไปอยู่ในพรรคเด็มโมแคร็ท
แถมยังมีบทบาทเรียกร้องให้ บิล คลินตั้น ไขก๊อกลาออก
ในกรณีให้อีหนูมอนิก้า ลิวสินสกี้  "อมนกเขา" ในทำเนียบขาว

อัล แฟรงเค่น นักเขียนตลก คนนี้ก็ลงเลือกตั้ง และ ได้เป็นวุฒิสมาชิก

อัล เมอเร่ย์ ดาราตลกอีงกฤษ คนนี้ถึงขนาดตั้งพรรค FUKP Party
แม้จะได้คะแนนเสียงไม่มากไม่มายนัก แต่มันคือ "ความกล้าหาญ" ของตลกที่ชอบการเมือง

บ้านใกล้เรือนเคียงของเราก็มีครับ

ที่พม่าก็มี "ตลกที่ไม่ตลก" อยู่คนหนึ่ง

"ซาการ์นา" เป็นตลกที่เดินเข้าเดินออกคุกเป็นว่าเล่น
เพราะดันชอบแสดงตลกเรียกเสียงฮาในแบบที่เสียดสีรัฐบาลทหารพม่า
คนพม่าดูแล้วก็คงขำ (เพราะส่วนใหญ่ก็เกลียดเผด็จการกันเป็นปกติอยู่แล้ว)



แต่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าในตอนนั้นไม่ขำด้วย
ซาการ์นาก็เลยโดนเอาไป "ปรับทัศนคติ" เป็นประจำ
หลังๆรัฐบาลทหารเลยสั่งห้ามไม่ให้ซาการ์นาแสดงซะเลย

http://www.huffingtonpost.co.uk/2012/07/01/zarganar-burma-myanmar-bono-amnesty-_n_1640892.html
https://www.ifex.org/burma/2014/09/16/zarganar_interview/







ถึงแม้ซาการ์นาจะโดนห้ามเล่นตลก
แต่เผด็จการทหารก็ไม่สามารถไปห้าม "ปาก" เขาได้
ซาการ์นาใช้วิธีด่าเผด็จการผ่านสำนักข่าวต่างประเทศ

เขาโพทะนาว่า...

"เผด็จการมันห่วยชชจริงๆว่ะ พายุนากิสทำคนตายไปเป็นเบือ
แต่เผด็จการมันโคตรไร้ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชน
ไอต้องเป็นคนกลางประสานคนวงการบันเทิง รวบรวมเงินทองข้าวของไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย"

ครั้งนั้นปรากฏว่าซาการ์นะโดนจับเลย
และ ถูกตัดสินจำคุก 59 ปี ในข้อหา "วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเผด็จการ" (ฮา...)

ยังดีที่นานาชาติช่วยกันกดดัน
จนเผด็จการพม่าต้องนิรโทษกรรมให้ซาการ์นา
พร้อมๆกับการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองอีก 6 พันคน !!!!






นอกจากซาการ์นา ที่ "หัวเราะร่า น้ำตาริน" แล้ว
พม่าก็มี "ตลกที่ไม่ตลก" อีก 1 คณะ คือ Moustache Brothers
ตลกคณะนี้มีมุขที่โดนใจคนพม่า ที่ดันบังเอิญมาเกี่ยวข้องกับไทยคือ "มุขปวดฟัน"

Moustache Brothers ชอบเล่นมุขว่า.....

"หากใครปวดฟันแล้วละก็ คงต้องหาทางมารักษาที่เมืองไทย
เพราะที่พม่านั้น รัฐบาลเผด็จการทหารไม่อนุญาตให้ผู้คน 'เปิดปาก' อะไรเลย"

http://www.bbc.com/news/magazine-20528893
http://www.nytimes.com/2015/07/30/arts/international/skirting-comedy-limits-in-myanmar.html?_r=0




Moustache Brothers เคยไปเล่นตลกที่หน้าบ้าน อองซาน ซู จี
ปรากฏว่าโดนทหารเอาตัวไป "ปรับทัศนคติ" ถึง 6 ปี พอโดนปล่อยก็ถูกกักบริเวณ
แถมยังมีคำสั่งห้าม Moustache Brothers แสดงให้คนพม่าดู แต่เล่นให้ต่างชาติดูได้เท่านั้น




แต่ตลกที่จ่าว่า "เศร้า" สุดๆ
คงไม่พ้น ชาลี แชปลิน แน่ๆเลยครับ

แม่ของชาลีเป็นนักเต้นระบำ
ส่วนพ่อของเขาเป็นดาราที่ติดเหล้างอมแงม
ชาลีลำบากตั้งแต่เด็ก ทำงานตั้งแต่เด็กส่งของ ,
ลูกมือในครัว , ส่งหนังสือพิมพ์ ไปจนถึงงานในโรงงานค่าแรงต่ำ
                                     
วันหนึ่งแม่ชาลีไม่สบาย
ไอ้หนูชาลีเลยต้องไปทำหน้าที่เต้นระบำแทนแม่
การออกสู่เวทีครั้งแรกของไอ้หนูชาลีประสบความสำเร็จ เพราะคนดูชอบมาก



แต่โอกาสของไอ้หนูชาลีกลับต้องแลกมาด้วยชีวิตของแม่
เพราะหลังจากนั้นไม่นานแม่ก็มาตายจากอาการหลอดลมอักเสบ !! (เศร้าว่ะ)

http://www.charliechaplin.com/en/biography/articles/21-Overview-of-His-Life

ในช่วงชีวิตที่ชาลีรุ่งๆนั้น
เขาประกาศจะสร้างหนังเรื่อง The Great Dictator
ซึ่งเป็นหนังล้อเลียนเผด็จการฮิตเล่อร์ และ พลพรรคนาซี

ชาลีได้รับกำลังใจจากสายหนัง
ที่พากันจองหนังของเขาอย่างล้นหลาม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็โดนคำขู่จากพวกที่ชอบนาซีว่าจะถล่มโรงหนังที่ฉายเรื่องนี้ด้วยระเบิด




ชาลีไปหมกตัวใช้ชีวิตบั้นปลายเงียบๆ
อยู่ที่เมืองเวย์เว ริมทะเลสาปเจนีวา ที่สวิส
เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชฯจากควีนอลิซาเบธ

และ กลายเป็น Sir Charles Spencer Chaplin ในที่สุด

ก่อนที่ในอีก 2 ปีถัดมาหลังจากที่ได้รับเกียรตินั้น
ชาลีก็ลาโลกไปอย่างสงบโดยมีลูก และ เมียอยู่เคียงข้าง

ชาลีมันเคยพูดไว้ว่า.....

"ชีวิตคนเรานั้น ถ้าเราไปมองดูมันใกล้ๆ มันอาจเป็นเรื่องเศร้า
แต่ถ้าเราถอยหลังออกมามองดูมันจากที่ใกลๆแล้วละก็  ชีวิตมันก็คือเรื่องตลกดีๆนี่เอง"

อืมมมมม....นี่มันปรัชญาชัดๆ ....!!!!!!!!














จ่าพิเชษฐ์
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่