❝ ดราม่ายูโดไทย! และทิศทางในอนาคตวงการกีฬายูโด ❞


ดราม่ายูโดไทย และทิศทางในอนาคตวงการกีฬายูโด
จากข่าวก็คือ น้องพีท นักกีฬายูโดทีมชาติไทย
ดีกรีเหรียญทองซีเกมส์ที่สิงค์โปร์
และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งกีฬาโอลิมปิก ที่ประเทศบราซิล


ขอเกริ่นนิดนึงค่ะ คนทั่วไปอาจไม่รู้จักกีฬายูโดนัก ด้วยเพราะว่าในสมัยก่อนยังไม่มีการโฆษณา การหาพรีเซนเตอร์ต่างๆทำให้ยูโดไทยไม่แพร่หลายนักอย่างมากจะรู้จักแค่กลุ่มคนในวงการ ทำให้ยูโดไทยหยุดอยู่กับที่มานานมาก จนในเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจารย์แก้ว ผศ.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ โค้ชทีมชาติคนล่าสุด ได้เชิญ พี่หมาก ปริญ พี่ชาฮับ พี่เบิร์ด ( นักแสดงสุดหล่อ และนายแบบ ) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และได้ทำการหาสปอนเซอร์ ทั้ง ลองกานอยด์ (ยาทากล้ามเนื้อ) คีล่า(เสื้อกีฬา)  มาลี(น้ำผลไม้)


ผศ.ชาญชัย สุขสุวรรณ์


ทูตกีฬายูโดของสมาคมยูโดไทย

มหาวิทยาลัยรังสิต(อำนวยสถานที่จัดการแข่งขันยูโดชิงแชมป์เอเชีย และ ยูโดชิงแชมป์ประเทศไทย) และสปอนเซอร์ต่างๆอีกมากมายโดย อาจารย์แก้ว เป็นผู้จัดหามา  หลักฐานที่เห็นได้ชัดก็คือ ช่วงที่ อ.แก้วมาเป็นโค้ช จะเห็นได้ว่าเป็นช่วงที่บุคคลทั่วไปเริ่มรู้จักกีฬายูโดกันมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนๆที่ผ่านมา จนเมื่อ 4ปีก่อน อีก 1 ประวัติศาสตร์กีฬายูโดที่ได้เข้าร่วมกีฬาโอลิมปิกโดย พี่ต้น ที่ได้โควต้าไปแข่ง แต่ด้วยทั้งประสบการณ์ของกีฬายูโดไทยในโอลิมปิดยังมีไม่มากนักจึงทำผลงานที่ได้ไม่ดีเท่าไร และปัจจุบัน น้องพีท คุณาธิป นักยูโดรุ่น 100 กก.ขึ้นไป  ได้ไปแข่ง เกริ่นอีกนิดนะคะ  ก่อนจะได้รับสิทธิ์ไปแข่งขันกีฬายูโดในโอลิมปิกนั้น นักกีฬาจะต้องทำการลงแข่งขันแมทต่างๆที่ IJF(International Judo Federation) เป็นผู้จัด เพื่อเก็บแต้มและสร้าง Ranking ของตัวเอง ซึ่งในปีที่ผ่านมาพีทมีโอกาสแข่งเพียง 5 รายการเท่านั้น แต่ก็สร้าง Ranking จาก 96 ขึ้นมาเป็น 60 ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาอย่างมากสำหรับนักยูโดไทยคนหนึ่งกับการแข่งขันระดับโลก จะเห็นได้ว่า การไปแข่งขันโอลิมปิกของพีทรอบนี้ ไม่ใช่ไปเพราะได้โควต้าอย่างเดียวเหมือนรอบก่อน แต่เกิดจากการพัฒนาศักยภาพและกระตือรือร้นด้วยตัวเอง

ทีนี้ขอเข้าประเด็นเลยนะคะ ก่อนการไปแข่งต่างๆระดับโลก ก็ต้องมีการซ้อม การเก็บตัว เนื่องจากพีทเป็นคนที่ตัวใหญ่สุดในประเทศ จึงหาคู่ซ้อมที่ทนรับแรงกระแทกได้ยาก จะมีคนที่ตัวใกล้ๆกันมากๆก็คือ ปาล์ม ณวรรษ ลองจินตนาการดูง่ายๆก็ได้ค่ะ เวลาเราล้มเราเจ็บไหม คำตอบคือเจ็บ และถ้าโดนทุ่มล่ะ แรงเหวี่ยง+น้ำหนักตัว+แรงดึงดูดของโลก ย่อมเจ็บกว่าล้มธรรมดาแน่นอน ปาล์มเป็นคนอ้วนที่หนักกว่า 130 กก.และสูงกว่า 180 ซม.ต้องแรงกระแทกจากการโดนทุ่ม ของพีทที่น้ำหนักกว่า150 กก.และสูงกว่า 190 ซม.คงไม่ต้องเดาว่าแต่ละวันร่างกายต้องรับภาระหนักขนาดไหน ถึงจะบอกว่าเป็นนักกีฬาก็เถอะ แต่ร่างกายก็ยังเป็นคน เต็มที่ก็แค่ไม่พูดไม่บ่นไม่สำออยแค่นั้นเอง


ปาล์ม ณวรรษ


จากดราม่าที่พีทบอกว่า นายกสมาคมยูโดไม่สนับสนุน นั้น ดูภาพประกอบ





ถ้าเราๆอ่านวิเคราะห์ธรรมดา ก็จะคิดว่า เฮ้ย!!!! เป็นนักกีฬา มันได้เงินอัดฉีดจากสมาคมอยู่แล้ว มีเบี้ยเลี้ยงวันๆไม่ต้องทำไรหรอก แค่ซ้อมก็พอ และก็นอนพักผ่อน และพอไปแข่ง ยังไงก็ต้องทำเรื่องผ่าน สมาคมให้เซ็นต์ยอมให้แข่ง ตามที่หลายๆท่านรู้มาถูกไหมคะ  แต่ใครจะรู้ละว่า จริงๆแล้ว เงินที่ส่งมาถึงนักกีฬา มีเท่าไร ค่าแรงขั้นต่ำยังเยอะกว่าเลย เงินเบิกจาก กกท. มาเท่าไรไม่รู้แต่ถึงมือนักกีฬาแค่เนี๊ยะ กินข้าววันนึงก็ไม่พอละ แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปซ้อม นี่ยังไม่รวมการซื้อ neo tape และยาแก้เจ็บปวดต่างๆนะคะที่ต้องลงทุนซื้อเอง เช่นยาแก้อักเสบ arcoxia เม็ดละไม่ต่ำกว่า 50 บาท whey protein ที่ต้องเสริมสร้าง ทั้งหมดนี่ ออกเองหมด ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและม.รังสิต ซึ่งทั้งหมดนี้ สมาคมไม่เคยให้อะไรเลย แล้วอย่างนี้เรียกว่าสนับสนุนได้หรอ ส่วนเรื่องการเซ็นต์อนุมัติให้พีทไปแข่ง ไม่รู้เพราะกลัวเสียหน้าหรือเปล่าเลยไม่ปฏิเสธการเซ็นต์ เพราะ พีทมีทั้งผลงานดีที่สุดในประเทศไทย เรื่องการพิจารณาจึงจำเป็นต้องให้พีทได้รับคนแรก ส่วนเรื่องคู่ซ้อมนะคะ แน่นอน เจ็บกันทุกคน โดยเฉพาะปาล์ม จนช่วงหลังต้องหาคู่ซ้อมเพิ่ม มาช่วยแบ่งเบาภาระ แต่จุดที่พีคคือ มีเอกสารคู่ซ้อมส่งมาให้เซ็นต์รับเงิน แต่น้องๆเพื่อนๆที่เป็นคู่ซ้อมกับไม่ได้รับเงินเลยซักบาทเดียว !!!  คู่ซ้อมทุกคน มีหน้าที่ต้องเรียน ไหนจะบาดเจ็บ บางคนเอ็นหัวไหล่อักเสบ กล้ามเนื้อหลังมีปัญหา เอ็นไขว้หน้าเข่าอักเสบ แต่ด้วยคำว่า พีทเป็นเพื่อน เป็นตัวแทนรังสิต เป็นตัวแทนทีมชาติไทย ทุกคนไม่เคยปริปากออกมาบ่นเลย จนตอนนี้หลังจากจบการแข่งขันแล้ว ถึงคราวทวงสิทธิ์แล้ว ว่าสมาคมให้อะไรกับเราบ้าง ถามว่าให้โอกาสไปแข่งไหม ไม่ใช่ เราพยายามเองก่อน ให้ทุนในการไปแข่งไหม ไม่ใช่ เราออกเงินค่าตั๋วไปเอง(จาก อ.แก้ว ทั้งนั้น) ให้ที่พักไหม ไม่ใช่เราซ้อมที่รังสิต ทำไมถึงซ้อมที่รังสิต เพราะ กกท. ไม่มีคู่ซ้อมให้ เลี้ยงข้าวเลี้ยงอาหารไหม ไม่ ตังซักบาทยังไม่ได้เลยและเงินเดือนนักกีฬาก็ไม่เคยได้ครบตรงเวลา สปอนเซอร์ที่นายกอ้างว่าหามาให้ ก็ตามที่บอก อ.แก้วเป็นคนจัดหาทั้งนั้น ถามว่าพีทอยู่ได้ไง ถ้าไม่มีปัจจัยจากสมาคมเลย คำตอบคือ จากครอบครัวและมหาวิทยาลัยรังสิตที่คอยสนับสนุนโดยได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงจากการเป็น นักศึกษา ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอ ถ้าจะต้องทั้งเรียนและซ้อมกีฬา (ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์กีฬาเพิ่มขึ้น) ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านอธิการมหาวิทยาลัยรังสิต ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ 1000 เหรียญ (ได้ครั้งเดียว เยอะกว่าสมาคมให้อีก) ทั้งหมดนี้เป็นเพียงพีทคนเดียว เพราะเราสนิทที่สุดในบรรดาทีมชาติ และเป็นน้องรักมาก(เลี้ยงข้าวมันประจำแถมไปช่วยเป็นคู่ซ้อมด้วย) เชื่อว่า นักกีฬาคนอื่นๆก็คงเจอปัญหานี้เหมือนกันแต่ไม่มีใครกล้าพูดเพราะเกรงใจ แต่มันถึงเวลาแล้วรึเปล่าที่เราจะต้องการปฏิรูปเพื่อพัฒนาวงการยูโดไทยให้พัฒนาขึ้นไประดับโลก ปัจจุบัน สมาคมยูโด ไม่ใช่สมาคมที่เล็กเหมือนอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ เป็นสมาคมที่ใหญ่ ระดับหนึ่ง แต่ด้วยวิสัยทัศน์องค์กร ไม่กว้างไกล ไม่มีการโปรโมท แผนผังองค์กรอะไรก็ไม่มี ถ้าใครเคยทำวิจัยผังองค์กรของสมาคมยูโดจะเห็นชัดเลยว่าสมาคมยูโด เป็นสมาคมที่มี นายกเป็นจุดศูนย์กลาง  และมีอาจารย์ผู้ใหญ่หลายๆท่านเป็นที่ปรึกษา มีแค่นี้เอง ไม่มีคณะกรรมการ หรือตำแหน่งอื่นๆอะไรเลย  ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นเหมือนให้เกรียติเฉยๆ และดึงไปเป็นพวกเผื่อมีเรื่องกับนักกีฬาที่เป็นเด็กรุ่นหลัง จะได้ใช้เป็นโล่ป้องกันไม่ให้ถึงนายก  องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยคนคนเดียว ย่อมไม่เกิดประสิทธิภาพที่ดีแน่นอน ลองคิดเล่นๆ ถ้าแกอคติกับนักกีฬาคนไหนก็แค่อ้างเหตุผลมาแบนนักกีฬาคนนั้น ไม่ว่านักกีฬาคนนั้นจะเก่งแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายสมาคมก็จมอยู่ที่เดิม นายกคนปัจจุบันเป็นประธานสมาคมยูโดเอเชียมาหลายสมัยมาก ไม่เคยเปลี่ยนเลย ไม่รู้เพราะอะไร ทั้งๆที่ ทั่วโลกเขาเปลี่ยนกันทุกปี ก็คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ South East Asia ไม่กระเตื้องไปไหน เพราะ วิสัยทัศน์เดิมๆ และไม่มีการปรับปรุงหรือสร้างสิ่งใหม่ๆ ก็ควรสละตำแหน่งให้คนอื่นมาทำ มาพัฒนาบ้าง
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่