เธอ… เขา...
กว่าแปดปีแล้วที่ผมรู้จักเธอ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่านี้มันควรจะเป็นผมรู้จักเธออยู่ฝ่ายเดียวเมื่อนานแสนนานมาแล้วมากกว่า ตั้งแต่ครั้งที่เราทั้งคู่ยังเป็นนักเรียนมัธยม เธอเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าป๊อปปูล่าของโรงเรียน ไม่ว่าที่ไหนรอบกายเธอมักจะถูกรายล้อมไปด้วยเพื่อนฝูง
เธอเป็นคนเก่ง คุยสนุก ร่าเริง เป็นประเภทที่ทำให้บรรยากาศอึมครึมเปลี่ยนไปได้เพียงแค่มีเธออยู่ตรงนั้นด้วย ผมเพิ่งรู้ว่ารักแรกพบในใครๆ พูดกันนั้นมีอยู่จริง
ระหว่างผมกับเธอ หากจะให้เปรียบเทียบกัน คำว่าดอกฟ้ากับหมาวัดหรือไม่ก็ท้องฟ้ากับก้นเหวคงจะไม่ดูเกินไปนัก ผมรู้ตัวดีเสมอ แต่ความรักไม่ใช่เรื่องของเหตุและผล ผมยังคงหวัง ยังคงแอบมองเธออยู่ห่างๆ แม้ว่าผมจะไม่มีตัวตนสำหรับเธอ
ฉันรู้จักเขาจริงๆ เมื่อห้าปีที่แล้ว จะว่าไปแล้วก่อนหน้านั้นหากฉันไม่บังเอิญหันไปเห็นเขาในบางครั้งบางคราวฉันก็คงไม่รู้ว่าในชั้นเรียนมีเขาอยู่ด้วย ดูเหมือนเขาเป็นคนค่อนข้างเงียบ เขามักนั่งอยู่หลังห้องหรือไม่ก็นั่งเงียบๆ ในกลุ่มเด็กผู้ชาย ไม่มีใครที่ดูจะสนิทสนมเป็นพิเศษ
ซึ่งนั่นก็รวมถึงฉันด้วย
วันสุดท้ายของผมและเพื่อนร่วมรุ่นในสถานศึกษาแห่งนี้ ผมไม่รู้ว่าเธอจะไปทำอะไรหรือเรียนต่อที่ไหน นึกใจหายว่าอาจจะไม่ได้เจอเธออีกแล้ว ผมเดินเข้าไปทักทายเธอที่กำลังยืนรอเพื่อนๆ อยู่คนเดียวด้วยความกล้าอันน้อยนิดที่รวบรวมมาได้ เธอทำสีหน้างุนงงเล็กน้อยก่อนที่จะยิ้มออกมาและพูดคุยกับผม
ผมดีใจมากที่ตัดสินใจทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องลงไป อย่างน้อยตอนนี้เธอก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของผมแล้ว
จู่ๆ เขาก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางแปลกๆ อีกทั้งยังสะดุดขาตัวเองจนแทบจะล้มหน้าคะมำอีก แปลกใจลึกๆ เพราะปกติเขาไม่ใช่ประเภทเดินเข้าไปคุยกับใครก่อน
คำทักทายดูขัดเขินจนฉันแอบหัวเราะอยู่ในใจ คิดว่าเขาเป็นคนที่ดูตลก คำพูดที่ใช้ก็ดูเชยๆ ยังไงพิกล แต่หลังจากได้คุยกับเขาแล้วฉันว่าเขาก็เป็นคนที่ค่อนข้างคุยสนุกทีเดียว และที่สำคัญกว่านั้นเขาดูนอบน้อม สุภาพ และดูอบอุ่นกว่าที่คิดไว้มาก
ความสัมพันธ์ของเราดำเนินไปอย่างราบเรียบ ผมพูดคุยกับเธอได้อย่างสนิทสนมตอนเข้าเรียนที่สถานศึกษาแห่งใหม่ที่สถาบันและคณะเดียวกัน
เธอคงไม่รู้ว่าผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะทำให้ตัวเองได้เข้ามาเรียนที่เดียวกับเธอ แต่เพียงเพราะรัก ผมอยากได้อยู่ใกล้แม้เพียงระยะสายตา ผมต้องการเห็นรอยยิ้มของเธอเหมือนที่ผ่านๆ มา
วันแรกของการเปิดภาคเรียนเธอเดินเข้ามาทักทายผมด้วยใบหน้าเกลื่อนยิ้ม
ผมดีใจมาก เธอยังจำผมได้
สถานศึกษาใหม่ที่อะไรๆ ก็ใหม่ เหลียวซ้ายแลขวาเจอแต่ความแปลกตา และฉันก็พบเขายืนอยู่ท่ามกลางความไม่คุ้นเคยนั้น ฉันดีใจและรีบเดินตรงดิ่งไปหา นั่นเป็นครั้งที่สองที่ได้คุยกับเขา ท่าทางของเขาออกจะขัดเขินซึ่งฉันเดาว่าเขาอาจจะไม่คุ้นเคยกับการคุยกับเพศตรงข้ามสักเท่าไหร่
เรายืนคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ท่าทางซื่อๆ ของเขาทำให้บรรยากาศรอบกายผ่อนคลายลง ฉันยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดายอย่างไม่รู้ตัว
เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป เราเริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้น คุยกันปรับทุกข์กันมากขึ้น เรารู้จักกันและกันมากขึ้น มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขเหลือเกิน ผมชอบมองใบหน้ากลมของเธอ ดวงตาดำนั้นช่างเปล่งประกายสดใสได้อย่างน่าประหลาด
ผมไม่อยากสูญเสียเธอ ไม่อยากสูญเสียวันเวลาล้ำค่าเหล่านี้ไปให้ใคร เสี้ยววินาทีนั้นผมตัดสินใจทำในสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะกล้าทำออกไป
ราวเวลาหยุดนิ่ง ทุกคำพูดจากปากของผมเองดูเชื่องช้ายาวนานกว่าจะหลุดออกไปได้แต่ละคำ ผมสารภาพรักกับเธอ ขอคบกับเธอในฐานะที่มากกว่าเพื่อน เธอมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยที่ได้ยิน
ใจหนึ่งผมอยากวิ่งหนีหลังจากพูดจบ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากฟังคำตอบ และในที่สุดคำตอบนั้นก็ทำให้ใจผมพองโต ผมฉีกยิ้มกว้างกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยจำได้ในชีวิตนี้
วันเวลาผ่านไป เราคุยกันบ่อยขึ้น ฉันและเขาสนิทกันมากขึ้น ฉันรู้สึกสนุกและมีความสุขเมื่อได้อยู่กับเขา อาจเป็นเพราะเราเคยรู้จักกันมาก่อนหน้านี้ทำให้เข้ากันได้ง่ายกว่าคนอื่น เขาเป็นเพื่อนที่ดีเวลาได้คุยเล่นกัน เป็นพี่ชายที่ดีเวลามีเรื่องทุกข์ใจ
เขาสารภาพรักกับฉันในระหว่างที่เรากำลังกินขนมเค้กกันอยู่ในร้านช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ฉันตกใจ จ้องมองใบหน้าของเขา ฉันสับสนไม่รู้ว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง แววตาสับสนของเขาแฝงความนัยไว้มากมายจนฉันกลัวที่จะปฏิเสธ
ฉันไม่ปฏิเสธความหวังดีนั้น เราทั้งคู่ยังเป็นเด็กกันอยู่มาก เมื่อวันเวลาผ่านไปทั้งเขาและฉันอาจได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย เมื่อถึงเวลานั้นเราอาจจะได้รู้จักความรักที่แท้จริง ฉันหวังว่าเวลาจะช่วยหาคำตอบที่ถูกต้องสำหรับเราสองคน
ผมรู้ดีถึงความแตกต่างระหว่างเราสองคน ผมพยายามทำทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้ ผมไม่อยากให้เธอรู้สึกน้อยหน้าใคร ผมอยากให้เธอมีความสุขเวลาที่เราได้เดินไปไหนมาไหนด้วยกัน ผมพยายามพัฒนาตัวเองในหลายๆ เรื่อง
ผมเรียนหนักขึ้น เล่นกีฬามากขึ้น พยายามเป็นคนเก่งในสายตาของใครต่อใครเพื่อให้เธอไม่ต้องอายใครเวลาพูดถึงผม
ผมต้องพยายาม พยายามให้มากกว่านี้
หลังจากวันนั้น ฉันรู้ดีว่าเขาพยายามมากขนาดไหน เขาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองมากมายเพื่อฉัน ลึกๆ แล้วฉันดีใจเพราะไม่เคยมีใครทำอะไรเพื่อฉันได้มากขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นในใจลึกๆ แล้วกลับรู้สึกตรงกันข้าม ความรู้สึกสงสารค่อยๆ ซึมออกมาจากความรู้สึกส่วนลึก
ฉันทำให้เขาไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ ฉันกำลังรู้สึกว่าตัวเองทำผิดต่อเขามากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ
ฉัน...
สี่ปีในสถานศึกษาผ่านไป ความรักของเรายังคงเหมือนเดิม ผมได้งานที่ดี ฐานะทางการเงินค่อนข้างมั่นคง ผมมั่นใจว่าในเวลานี้ผมสามารถทำตามที่ผมเคยพูดไว้กับเธอได้
ผมจะไม่ทำให้เธอต้องลำบาก จะทำให้เธอมีความสุขตลอดไป
ผมรวบรวมความกล้าอีกครั้ง
ที่ร้านกาแฟร้านเดิม เขานั่งรออยู่ที่โต๊ะตัวเดิม ฉันเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับเขา เขาทำท่าตกใจเล็กน้อย พูดจาติดๆ ขัดๆ กว่าปกติ ดูเหมือนเขาจะกลับกลายเป็นเขาเมื่อครั้งที่เรารู้จักกันใหม่ๆ ท่าทางแบบนี้ที่ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้งฉันก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้
เขาหยิบแหวนสีทองเปล่งประกายเงาวับออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
เธอตกใจ หยุดนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยลงทันใด สายตาที่จ้องมองมาดูครุ่นคิด ผมสังเกตเห็นความกังวลที่ปรากฏขึ้นในแววตาครู่หนึ่ง ใจจดจออยู่กับคำตอบที่กำลังจะได้รับ มันช่างเหมือนกับวันนั้นที่ผมขอคบกับเธอเป็นแฟน
แต่ในเวลานี้มันจริงจังกว่านั้นมาก เพราะมันหมายถึงชีวิตที่เหลืออยู่ของเราสองคน ผมเห็นเธอขยับริมฝีปากขึ้นลงอย่างเชื่องช้า
ราวกับแสงทั้งโลกส่องลงมาที่ผม รอยยิ้มฉีกกว้าง นึกไปถึงว่าตัวเองช่างเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก ภาพสวยงามในชีวิตที่เหลืออยู่ต่อจากนี้ปรากฏขึ้นตรงหน้า ต่อจากนี้ผมจะได้ใช้ชีวิตกับคนที่ผมรักและเฝ้าฝันมาตลอดแล้ว
ฉันตกใจกับคำขอของเขา ทำได้เพียงนั่งนิ่งประหนึ่งวิญญาณของตัวเองไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น ใจเต้นราวกับวิ่งมาสักหลายกิโลเมตร ตาหลบลงต่ำอย่างครุ่นคิด ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยผิดต่อฉัน เขามั่นคง ใจดี และเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ไม่แน่ใจว่ามันเกิดจากความรู้สึกใด มันเป็นความรัก ความห่วงหาอาทร ความสงสาร หรืออะไรกันแน่ รู้เพียงว่าฉันไม่อาจผิดต่อเขา ไม่อาจทำให้เขาเสียใจ เพราะความพยายามและความรักที่เขามีให้ฉันมันมากมายเสียเหลือเกิน
มากมายเกินกว่าที่ฉันจะเอ่ยปฏิเสธออกไป
เธอ...เขา...
กว่าแปดปีแล้วที่ผมรู้จักเธอ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่านี้มันควรจะเป็นผมรู้จักเธออยู่ฝ่ายเดียวเมื่อนานแสนนานมาแล้วมากกว่า ตั้งแต่ครั้งที่เราทั้งคู่ยังเป็นนักเรียนมัธยม เธอเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าป๊อปปูล่าของโรงเรียน ไม่ว่าที่ไหนรอบกายเธอมักจะถูกรายล้อมไปด้วยเพื่อนฝูง
เธอเป็นคนเก่ง คุยสนุก ร่าเริง เป็นประเภทที่ทำให้บรรยากาศอึมครึมเปลี่ยนไปได้เพียงแค่มีเธออยู่ตรงนั้นด้วย ผมเพิ่งรู้ว่ารักแรกพบในใครๆ พูดกันนั้นมีอยู่จริง
ระหว่างผมกับเธอ หากจะให้เปรียบเทียบกัน คำว่าดอกฟ้ากับหมาวัดหรือไม่ก็ท้องฟ้ากับก้นเหวคงจะไม่ดูเกินไปนัก ผมรู้ตัวดีเสมอ แต่ความรักไม่ใช่เรื่องของเหตุและผล ผมยังคงหวัง ยังคงแอบมองเธออยู่ห่างๆ แม้ว่าผมจะไม่มีตัวตนสำหรับเธอ
ฉันรู้จักเขาจริงๆ เมื่อห้าปีที่แล้ว จะว่าไปแล้วก่อนหน้านั้นหากฉันไม่บังเอิญหันไปเห็นเขาในบางครั้งบางคราวฉันก็คงไม่รู้ว่าในชั้นเรียนมีเขาอยู่ด้วย ดูเหมือนเขาเป็นคนค่อนข้างเงียบ เขามักนั่งอยู่หลังห้องหรือไม่ก็นั่งเงียบๆ ในกลุ่มเด็กผู้ชาย ไม่มีใครที่ดูจะสนิทสนมเป็นพิเศษ
ซึ่งนั่นก็รวมถึงฉันด้วย
วันสุดท้ายของผมและเพื่อนร่วมรุ่นในสถานศึกษาแห่งนี้ ผมไม่รู้ว่าเธอจะไปทำอะไรหรือเรียนต่อที่ไหน นึกใจหายว่าอาจจะไม่ได้เจอเธออีกแล้ว ผมเดินเข้าไปทักทายเธอที่กำลังยืนรอเพื่อนๆ อยู่คนเดียวด้วยความกล้าอันน้อยนิดที่รวบรวมมาได้ เธอทำสีหน้างุนงงเล็กน้อยก่อนที่จะยิ้มออกมาและพูดคุยกับผม
ผมดีใจมากที่ตัดสินใจทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องลงไป อย่างน้อยตอนนี้เธอก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของผมแล้ว
จู่ๆ เขาก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางแปลกๆ อีกทั้งยังสะดุดขาตัวเองจนแทบจะล้มหน้าคะมำอีก แปลกใจลึกๆ เพราะปกติเขาไม่ใช่ประเภทเดินเข้าไปคุยกับใครก่อน
คำทักทายดูขัดเขินจนฉันแอบหัวเราะอยู่ในใจ คิดว่าเขาเป็นคนที่ดูตลก คำพูดที่ใช้ก็ดูเชยๆ ยังไงพิกล แต่หลังจากได้คุยกับเขาแล้วฉันว่าเขาก็เป็นคนที่ค่อนข้างคุยสนุกทีเดียว และที่สำคัญกว่านั้นเขาดูนอบน้อม สุภาพ และดูอบอุ่นกว่าที่คิดไว้มาก
ความสัมพันธ์ของเราดำเนินไปอย่างราบเรียบ ผมพูดคุยกับเธอได้อย่างสนิทสนมตอนเข้าเรียนที่สถานศึกษาแห่งใหม่ที่สถาบันและคณะเดียวกัน
เธอคงไม่รู้ว่าผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะทำให้ตัวเองได้เข้ามาเรียนที่เดียวกับเธอ แต่เพียงเพราะรัก ผมอยากได้อยู่ใกล้แม้เพียงระยะสายตา ผมต้องการเห็นรอยยิ้มของเธอเหมือนที่ผ่านๆ มา
วันแรกของการเปิดภาคเรียนเธอเดินเข้ามาทักทายผมด้วยใบหน้าเกลื่อนยิ้ม
ผมดีใจมาก เธอยังจำผมได้
สถานศึกษาใหม่ที่อะไรๆ ก็ใหม่ เหลียวซ้ายแลขวาเจอแต่ความแปลกตา และฉันก็พบเขายืนอยู่ท่ามกลางความไม่คุ้นเคยนั้น ฉันดีใจและรีบเดินตรงดิ่งไปหา นั่นเป็นครั้งที่สองที่ได้คุยกับเขา ท่าทางของเขาออกจะขัดเขินซึ่งฉันเดาว่าเขาอาจจะไม่คุ้นเคยกับการคุยกับเพศตรงข้ามสักเท่าไหร่
เรายืนคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ท่าทางซื่อๆ ของเขาทำให้บรรยากาศรอบกายผ่อนคลายลง ฉันยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดายอย่างไม่รู้ตัว
เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป เราเริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้น คุยกันปรับทุกข์กันมากขึ้น เรารู้จักกันและกันมากขึ้น มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขเหลือเกิน ผมชอบมองใบหน้ากลมของเธอ ดวงตาดำนั้นช่างเปล่งประกายสดใสได้อย่างน่าประหลาด
ผมไม่อยากสูญเสียเธอ ไม่อยากสูญเสียวันเวลาล้ำค่าเหล่านี้ไปให้ใคร เสี้ยววินาทีนั้นผมตัดสินใจทำในสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะกล้าทำออกไป
ราวเวลาหยุดนิ่ง ทุกคำพูดจากปากของผมเองดูเชื่องช้ายาวนานกว่าจะหลุดออกไปได้แต่ละคำ ผมสารภาพรักกับเธอ ขอคบกับเธอในฐานะที่มากกว่าเพื่อน เธอมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยที่ได้ยิน
ใจหนึ่งผมอยากวิ่งหนีหลังจากพูดจบ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากฟังคำตอบ และในที่สุดคำตอบนั้นก็ทำให้ใจผมพองโต ผมฉีกยิ้มกว้างกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยจำได้ในชีวิตนี้
วันเวลาผ่านไป เราคุยกันบ่อยขึ้น ฉันและเขาสนิทกันมากขึ้น ฉันรู้สึกสนุกและมีความสุขเมื่อได้อยู่กับเขา อาจเป็นเพราะเราเคยรู้จักกันมาก่อนหน้านี้ทำให้เข้ากันได้ง่ายกว่าคนอื่น เขาเป็นเพื่อนที่ดีเวลาได้คุยเล่นกัน เป็นพี่ชายที่ดีเวลามีเรื่องทุกข์ใจ
เขาสารภาพรักกับฉันในระหว่างที่เรากำลังกินขนมเค้กกันอยู่ในร้านช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ฉันตกใจ จ้องมองใบหน้าของเขา ฉันสับสนไม่รู้ว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง แววตาสับสนของเขาแฝงความนัยไว้มากมายจนฉันกลัวที่จะปฏิเสธ
ฉันไม่ปฏิเสธความหวังดีนั้น เราทั้งคู่ยังเป็นเด็กกันอยู่มาก เมื่อวันเวลาผ่านไปทั้งเขาและฉันอาจได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย เมื่อถึงเวลานั้นเราอาจจะได้รู้จักความรักที่แท้จริง ฉันหวังว่าเวลาจะช่วยหาคำตอบที่ถูกต้องสำหรับเราสองคน
ผมรู้ดีถึงความแตกต่างระหว่างเราสองคน ผมพยายามทำทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้ ผมไม่อยากให้เธอรู้สึกน้อยหน้าใคร ผมอยากให้เธอมีความสุขเวลาที่เราได้เดินไปไหนมาไหนด้วยกัน ผมพยายามพัฒนาตัวเองในหลายๆ เรื่อง
ผมเรียนหนักขึ้น เล่นกีฬามากขึ้น พยายามเป็นคนเก่งในสายตาของใครต่อใครเพื่อให้เธอไม่ต้องอายใครเวลาพูดถึงผม
ผมต้องพยายาม พยายามให้มากกว่านี้
หลังจากวันนั้น ฉันรู้ดีว่าเขาพยายามมากขนาดไหน เขาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองมากมายเพื่อฉัน ลึกๆ แล้วฉันดีใจเพราะไม่เคยมีใครทำอะไรเพื่อฉันได้มากขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นในใจลึกๆ แล้วกลับรู้สึกตรงกันข้าม ความรู้สึกสงสารค่อยๆ ซึมออกมาจากความรู้สึกส่วนลึก
ฉันทำให้เขาไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ ฉันกำลังรู้สึกว่าตัวเองทำผิดต่อเขามากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ
ฉัน...
สี่ปีในสถานศึกษาผ่านไป ความรักของเรายังคงเหมือนเดิม ผมได้งานที่ดี ฐานะทางการเงินค่อนข้างมั่นคง ผมมั่นใจว่าในเวลานี้ผมสามารถทำตามที่ผมเคยพูดไว้กับเธอได้
ผมจะไม่ทำให้เธอต้องลำบาก จะทำให้เธอมีความสุขตลอดไป
ผมรวบรวมความกล้าอีกครั้ง
ที่ร้านกาแฟร้านเดิม เขานั่งรออยู่ที่โต๊ะตัวเดิม ฉันเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับเขา เขาทำท่าตกใจเล็กน้อย พูดจาติดๆ ขัดๆ กว่าปกติ ดูเหมือนเขาจะกลับกลายเป็นเขาเมื่อครั้งที่เรารู้จักกันใหม่ๆ ท่าทางแบบนี้ที่ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้งฉันก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้
เขาหยิบแหวนสีทองเปล่งประกายเงาวับออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
เธอตกใจ หยุดนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยลงทันใด สายตาที่จ้องมองมาดูครุ่นคิด ผมสังเกตเห็นความกังวลที่ปรากฏขึ้นในแววตาครู่หนึ่ง ใจจดจออยู่กับคำตอบที่กำลังจะได้รับ มันช่างเหมือนกับวันนั้นที่ผมขอคบกับเธอเป็นแฟน
แต่ในเวลานี้มันจริงจังกว่านั้นมาก เพราะมันหมายถึงชีวิตที่เหลืออยู่ของเราสองคน ผมเห็นเธอขยับริมฝีปากขึ้นลงอย่างเชื่องช้า
ราวกับแสงทั้งโลกส่องลงมาที่ผม รอยยิ้มฉีกกว้าง นึกไปถึงว่าตัวเองช่างเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก ภาพสวยงามในชีวิตที่เหลืออยู่ต่อจากนี้ปรากฏขึ้นตรงหน้า ต่อจากนี้ผมจะได้ใช้ชีวิตกับคนที่ผมรักและเฝ้าฝันมาตลอดแล้ว
ฉันตกใจกับคำขอของเขา ทำได้เพียงนั่งนิ่งประหนึ่งวิญญาณของตัวเองไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น ใจเต้นราวกับวิ่งมาสักหลายกิโลเมตร ตาหลบลงต่ำอย่างครุ่นคิด ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยผิดต่อฉัน เขามั่นคง ใจดี และเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ไม่แน่ใจว่ามันเกิดจากความรู้สึกใด มันเป็นความรัก ความห่วงหาอาทร ความสงสาร หรืออะไรกันแน่ รู้เพียงว่าฉันไม่อาจผิดต่อเขา ไม่อาจทำให้เขาเสียใจ เพราะความพยายามและความรักที่เขามีให้ฉันมันมากมายเสียเหลือเกิน
มากมายเกินกว่าที่ฉันจะเอ่ยปฏิเสธออกไป