คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 4
ไม่ได้เป็นกูรูทางด้านศานสนานะคะ เป็นแค่ชาวพุทธที่อ่านมาบ้างจำมาบ้างตามหนังสือธรรมมะ
และลองเอาหลักมาใช้ กับชีวิตจริง ก็พอรู้พอเข้าใจว่า หลักที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ถ้าใครลองทำ
จะรู้จริงเห็นจริง ตามที่ตัวเราปฎิบัติ หรือในทางปรัชญา เราเรียกว่า สัจธรรม นั่นเอง
ในทางธรรม การสอนให้คนมีเมตตา รู้จักทำทาน รู้จักให้ มักใช้กุศดลบาย ของคำว่า" บุญ " มาอ้างอิงผล
นั่นคือ การใส่บาตรก็ได้บุญ ทำทานคนยากจน ก็ได้บุญ บริจาค ทรัพย์สิ่งของให้แก่ คนด้อยโอกาส
ก็ได้บุญ ทางพุทธ จึงปลูกฝังการทำทานเป็นผลบุญที่ได้รับ ในชาตินี้ หรือชาติหน้า
แต่ถ้ามองไปในหลักปฎิบัติ จริงๆแล้ว การให้ทาน นั่นนำมาซึ่งความมสบายใจ ลดความเกลียดโกรธ
ลดความตระหนี่ ลดการยึดติดนั่นแหล่ะ
และหากใครปฎิบัติได้อย่างสม่ำเสมอ นั่นก็คือฝึกจิตให้สมบรูณ์ ให้เป็นคนมีความโอบอ้อม ยั้งคิด และปล่อยวาง
มวลรวมๆ ก็คือการขัดเกลาทางด้านจิตใจ
อ้อมอาจอธิบายได้ไม่ละเอียดนักนะคะ เพียงแต่หากจะใช้ชีวิตให้มีความสุข ก็ยึดหลักธรรมเข้าไว้
รักษาศีล 5 เท่าที่จะทำได้ ระลึกว่าสุดท้ายตายไปเอาอะไรไปไม่ได้ ก็เลยเบาลง วางลงได้ มีความสุขได้ในชีวิตประจำวัน
เพราะลำพังดิ้นรนทำงานก็เหนื่อยพอแรง หากเจออะไรหนักๆ ก็ใช้หลักธรรมเข้ามาใช้น่ะค่ะ
ไม่ว่าจะทำบุญหรือทำทาน ตามกำลังทรัพย์ที่พอมี ไม่ลำบาก ทุกอย่างล้วนสร้างความสุขใจให้เราได้ค่ะ
และก็ ทานทำได้โดยไม่เสียเงิน อย่างที่คุณสวยเขียนไว้ในมู้นั่นแหล่ะ
และลองเอาหลักมาใช้ กับชีวิตจริง ก็พอรู้พอเข้าใจว่า หลักที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ถ้าใครลองทำ
จะรู้จริงเห็นจริง ตามที่ตัวเราปฎิบัติ หรือในทางปรัชญา เราเรียกว่า สัจธรรม นั่นเอง
ในทางธรรม การสอนให้คนมีเมตตา รู้จักทำทาน รู้จักให้ มักใช้กุศดลบาย ของคำว่า" บุญ " มาอ้างอิงผล
นั่นคือ การใส่บาตรก็ได้บุญ ทำทานคนยากจน ก็ได้บุญ บริจาค ทรัพย์สิ่งของให้แก่ คนด้อยโอกาส
ก็ได้บุญ ทางพุทธ จึงปลูกฝังการทำทานเป็นผลบุญที่ได้รับ ในชาตินี้ หรือชาติหน้า
แต่ถ้ามองไปในหลักปฎิบัติ จริงๆแล้ว การให้ทาน นั่นนำมาซึ่งความมสบายใจ ลดความเกลียดโกรธ
ลดความตระหนี่ ลดการยึดติดนั่นแหล่ะ
และหากใครปฎิบัติได้อย่างสม่ำเสมอ นั่นก็คือฝึกจิตให้สมบรูณ์ ให้เป็นคนมีความโอบอ้อม ยั้งคิด และปล่อยวาง
มวลรวมๆ ก็คือการขัดเกลาทางด้านจิตใจ
อ้อมอาจอธิบายได้ไม่ละเอียดนักนะคะ เพียงแต่หากจะใช้ชีวิตให้มีความสุข ก็ยึดหลักธรรมเข้าไว้
รักษาศีล 5 เท่าที่จะทำได้ ระลึกว่าสุดท้ายตายไปเอาอะไรไปไม่ได้ ก็เลยเบาลง วางลงได้ มีความสุขได้ในชีวิตประจำวัน
เพราะลำพังดิ้นรนทำงานก็เหนื่อยพอแรง หากเจออะไรหนักๆ ก็ใช้หลักธรรมเข้ามาใช้น่ะค่ะ
ไม่ว่าจะทำบุญหรือทำทาน ตามกำลังทรัพย์ที่พอมี ไม่ลำบาก ทุกอย่างล้วนสร้างความสุขใจให้เราได้ค่ะ
และก็ ทานทำได้โดยไม่เสียเงิน อย่างที่คุณสวยเขียนไว้ในมู้นั่นแหล่ะ
แสดงความคิดเห็น
มุมนี้อารมณ์ดี."รอวันฟ้าใส.กลุ่มอดีตคนเคยสวยรักประชาธิปไตย นอนตะแคงจนตาแข็ง"(เราเข้าใจคำว่า ‘บุญ’ และ ‘ทาน’แคบลง )
หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการทำบุญ
คือ การถวายของให้พระหรือวัดเท่านั้น ความคิดนี้ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว
เนื่องจากการถวายของแก่พระสงฆ์นั้น ก็ถือว่าเป็น ‘ทาน’ อย่างหนึ่ง
‘ทาน’ ในพระพุทธศาสนานั้น หมายถึง การสละสิ่งของจะให้ใครก็ตาม
ไม่ว่าจะเป็นพระ หรือฆราวาส ก็เรียกว่า ‘ทาน’ ทั้งสิ้น อย่างทานที่ถวายพระสงฆ์ก็ เรียกว่า ‘สังฆทาน’
แต่คนมักจะเข้าใจผิดว่า การให้ของแก่ฆราวาส เรียกว่า ‘ทาน’ แต่การให้ของแก่พระ เรียกว่า ‘บุญ’ อันนี้ไม่ใช่
‘บุญ’ ในพระพุทธศาสนานั้นมี 10 อย่าง โดยมี ‘ทาน’ เป็นหนึ่งในบุญเหล่านั้น
นอกจากนี้ ก็จะมีการทำบุญอีก 9 วิธีที่เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย
เช่น การรักษาศีล การบำเพ็ญภาวนา การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘เวยยาวัจจมัย’ คือ บุญที่เกิดจากการทำเพื่อส่วนรวม ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า ‘จิตอาสา’
แต่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ‘บุญ’ เกิดจากการถวายของให้พระ ทำให้คนส่วนใหญ่มุ่งแต่จะถวายสิ่งของ
ถวายเงินให้พระอย่างเดียว ไม่สนใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ปฏิเสธที่จะเป็นจิตอาสารักษาสิ่งแวดล้อม
มองข้ามการทำงานช่วยเหลือสังคม ฯลฯ เหตุผลเพราะ ประการที่หนึ่ง
เราไปเน้นการให้ด้วยเงิน ทั้ง ๆ ที่สามารถให้อย่างอื่นได้ด้วย
เช่น ให้เวลา ให้แรงงาน หรีอให้ความรู้ ประการที่สอง เรามักไปเน้น ‘ผู้รับ’ ที่เป็น ‘พระ’ มากกว่าคนทั่วไป
คนในอดีตจะเข้าใจคำว่า ‘บุญ’ กว้างกว่าคนในปัจจุบัน ยกตัวอย่างง่ายๆ
คนเมืองเพชรแตก่อนเวลาเขาจะปลูกต้นไม้สักต้น เขาจะมีคาถาเรียกว่า “คาถากลบดิน”คือ
‘พุทธัง ผลาผล นกเกาะได้บุญ คนกินเป็นทาน
ธัมมัง ผลาผล นกเกาะได้บุญ คนกินเป็นทาน
สังฆัง ผลาผล นกเกาะได้บุญ คนกินเป็นทาน’
จะเห็นได้ว่า การปลูกต้นไม้นั้นก็ถือเป็นการทำบุญ
เป็นการให้ทานที่ไม่ต้องใช้เงินเลย แต่เกิดจากจิตที่เมตตาทั้งกับคนและสัตว์