ทำไงให้ตัวเองหายจากการเป็นศรัทธาจริตคะ รู้สึกว่าตัวเองล้นเกิน

ตามหัวข้อเลยค่ะ

มาเสริมนิดหน่อยเผื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ  เวลานึกถึงพระพุทธเจ้า  น้ำตามันไหล เพิ่งไปกรรมฐานมา 7 วัน เจออภิสังขารมารตามระเบียบ ด่าอาจารย์ เถียงอาจารย์ในใจ  มันผุดขึ้นเอง กอปรกับมีพี่ที่มาทำกรรมฐานที่วัด แกไม่เชื่อเรื่อลมารนี่ คิดว่าเราไม่ศรัทธาพระ เพราะเห็นตัวอย่างทีไม่ดี ทั้งๆทีเราใส่บาตรทุกวัน ไม่ค่อยเลือกพระ แล้วแต่จะไปจ้ะเอ๋องค์ไหน  บางทีเห็นองค์ไหนได้น้อย อีกวันเราจะไปรอองค์นั้น  ยิ่งพระอาจารย์ด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึง  แต่พี่คนนี้ไม่เข้าใจว่ามันไม่เกียวกันเลยยยย  เพราะมารทีเจอ ยิ่งพระองค์ไหนขึ้นชื่อว่าเป็นอริยสงฆ์ สอนเก่งๆ บารมีแก่กล้า จิตเราจะยิ่งด่าหนัก  ตอนเราไปวัดอัมพวัน คำด่าหลวงพ่อจรัญ ผุดขึ้นในระดับวินาทีเลย เรานั่งสู้กับความคิดอุบาทว์ๆอยู่ 9 วัน จนรอบสุดท้ายเราสู้ไม่ไหว ลุกไปนอนเลยค่ะ ไม่อยากด่าใคร ปลัดขิกเต็มหัวเลย ว่ากันตรงๆ รับไม่ได้จริงๆ   นี่คือสิ่งที่เราเจอ แต่พี่เค้าคิดว่าเราบ้า  มีเพื่อนเค้ามานั่งฟังด้วย เราโดนรุมเลยทีนี้  แถมว่าเราอีกว่า มาวึดนุ่งชุดขาว ถ้าไม่ปล่อยวางก็ไม่มีประโยชน์ (เค้าคิดว่าเราด่าพระเพราะไม่ชอบพวกอลัชชีหากินในผ้าเหลือง แต่วิปัสสนาจารย์เข้าใจว่าเราเจออะไร มีแต่ป้าๆ นั่นแหละไม่เข้าใจ)แถมบอกให้เราไปหาอาจารย์อ้อยคนที่เขียนเข็มทิศชีวิต  ว่าเราเพี้ยน
แต่จุดพีคมาอยู่ตรงที่ป้าบอกว่า ตาเราแข็งๆ  น่าจะมีอะไรสักอย่างอยู่ในตัว ที่จริงเราไม่สมควรเชื่อ แต่เนื่องจากตอนนึกถึงพระพุทธ ขอพรพระพุทธ เราจะน้ำตาไหล คือมันมาเอง เราก็นอยด์สิ  กรูไม่ได้ร้องนะ ไม่ได้เศร้าด้วย แล้วใคร?
เราเลยจุดธูปถามเทวดา ปกติเราจะเจอท่านตอนวิกฤตเสมอ ที่มาบ่อยๆเป็นผู้หญิง มาบอกให้ทำดีมากๆ มาปลุกตอนจิตจะหลุด เราถามท่านว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้  อยู่บ้านไม่เห็นเป็น  เราก็คิดค่ะว่าตัวเองมาวัดแล้วเพี้ยน คือมันดูอ่อนไหวเกิน  ทำไมแค่สวดมนต์ ระลึกถึงพระรัตนตรัย น้ำตามันต้องไหลด้วย พาลไปถามแกมรู้สึกน้อยใจลึกๆ ว่าที่เราทำนี่มันใช่แล้วเหรอ คนดีที่ท่านพยายามบอกเราเราเป็น มันเป็นยังไงกัน แน่  ช่วยมาบอกเราด้วย
คืนนั้นเจอท่านมาเข้าฝันด่าเลยค่ะ แต่คราวนี้ผู้ชายมา ปกติไม่เคยออกโรง มาในรูปลักษณ์ คนอื่นตลอด และไม่เคยคุยกับเราตรงๆเหมือนองค์ผู้หญิง ว่าถ้าสงสัยในวิธีปฏิบัติ ข้าจะปิดกั้นบุญภวนาเจ้าเสีย อย่างเจ่าสมควรจะเกลือกกลั้วเผือกตม  สรุปไม่ได้คำตอบ แต่ได้คำด่าแทน  เราก็ไม่เชื่อค่ะ คิดว่ามารจะมาลดกำลังใจในการปฏิบัติ แต่ยอมรับว่ากำลังใจถดถอย  ปฏิบัติก็ยากอยู่แล้วยังจะมีคนมาขวางอีก  

และเช้าวันนั้นไปเปิดหนังสือเจอสองหจ้าติดกัน หน้าแรกเขียนว่า การเป็นมนุษย์นั้นยาก  การพบพระพุทธศาสนาเป็นของยาก  การมีโอกาสได้ฟังพระสัทธรรมเป็นของยาก การที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นเป็นของยาก  
อีกหน้านึงเขียนว่า  ตัวเองเท่านั้นที่มัวหมอง ตัวเองเท่านั้นที่ผ่องใส ไม่มีใครมาทำให้เรามัวหมองหรือผ่องใสได้ นอกจากตัวเราเอง  แถมตอนเย็นก่อนเทศน์ พระอาจารย์ก็พูดขึ้นมาก่อนเลยเรื่องมิจฉาทิฎฐิ แล้วก็ทวนข้อความในหนังสือหน้าแรกที่เราอ่านเจอ พร้อมขยายความ สรุปทั้งวันสิ่งที่เราเจอ มันต้องการบอกเราว่า ที่เราตั้งคำถามกับเทวดาไปนั้น มันคือมิจฉาทิฏฐิใช่หรือไม่
หลังจากนั้น เราไม่ไปคุยกับบรรดาป้าๆอีกเลย  ปลีกตัวมาอยู่คนเดียว  แต่อาการน้ำตาไหลตอนระลึกถึงพระรัตนตรัยยังมีอยู่  เรามานั่งคิดดูเคยเห็นคนของบางศาสนาทีรใช้ศรัทธานำรองเพลงแล้วร้องไห้ไปด้วย หรือว่าเราจะเป็นแบบนั้น แต่ว่าเราเป็นพุทธ ไม่ควรเป็นแบบนั้น เลยมาตั้งกระทู้ถามค่ะ

ส่วนบางท่านบอกให้เราเปลี่ยนศาสนา ปัญหาอยู่ที่เราทำใจให้เชื่อไม่ได้ค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่