นี่เป็นกระทู้แรกของเรา เราอาจจะเขียนงงๆ ถ้าเขียนผิดหรืออ่านไม่รู้เรื่อง เราขอโทษด้วย เราก็ไม่รู้จะเล่ายังไงดี ขอเริ่มจากที่เราเริ่มรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่ตอนขึ้นม.ปลาย เราขอบอกแบบเป็นข้อๆไปเลยละกัน
1.เราเข้าสังคมไม่เป็นแล้ว ตอนแรกนึกว่าปรับตัวกับโรงเรียนใหม่ไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ เพราะอยู่มาสามปี ต้องปรับได้อยู่แล้ว คือเราเคยพูดเก่ง คุยเก่ง เป็นคนขี้อายนิดหน่อย แต่ตอนนี้เราไม่รู้จะคุยยังไงคะ เริ่มต้นไม่ถูก ถ้าให้เริ่มพูดก็พูดไม่รู้เรื่องเลย เหมือนลิ้นพัน กับคนในครอบครัวก็เป็น ไม่ชอบสบตาคน เริ่มขี้กลัว เราใช้เวลานานมากกว่าจะสนิทใจกับใคร เรามีกลุ่มเพื่อนแต่เราไม่อยากออกไปไหนกับเพื่อน เราบอกไปว่าเราขี้เกียจ แต่จริงๆเราไม่อยากไป ไม่อยากเจอใคร คุยกับใคร ไปแล้วไม่มีตัวตน เราเป็นแบบนี้มาตลอด เราอาจจะยิ้มแย้มให้แต่ในใจเราไม่มีความสุขเลย
2.เราชอบนอนมากๆ ง่วงตลอดเวลา กลับบ้านมาถ้าไม่มีอะไรทำจริงๆก็นอน ปิดเทอมนี่นอนได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่ทำอะไรเลย ขึ้นรถก็เหมือนกัน ขึ้นรถปุ๊บเรานอนหลับเลย ตื่นมาอีกทีก็ถึงที่หมายแล้ว มันห้ามใจไม่ได้จริงๆ เราไม่รู้ว่ามันเกี่ยวอะไรกันไหม แต่เราเป็นแบบนี้จนโดนว่า
3. เราร้องไห้ง่ายมากๆ แต่เป็นเฉพาะตอนอยู่ที่บ้าน อยู่ข้างนอกเราไม่ค่อยจะงอแงร้องไห้ เหมือนเราอดทนไว้ได้ แต่พออยู่ในบ้าน ถ้าทะเลาะอะไรกับคนในครอบครัว เราปล่อยโฮเลย ร้องไห้เยอะมาก ร้องจนหายใจไม่ทัน สะอื้นแบบหนักมาก เหมือนจะขาดใจ ห้ามไม่ได้ด้วยเคยลองแล้ว แม่บอกให้หยุดร้อง ก็หยุดไม่ได้ เลยโดนไล่ออกจากห้องไปเลย เหมือนเราเก็บเรื่องที่กดดันจากข้างนอกมา แล้วพอมีเจอในบ้านอีก เราเลยทนไม่ไหว
4.เราตื่นเต้นและเครียดได้ง่ายมากๆ คือเราออกไปพูดรายงานหน้าห้อง จะมือสั่นแรงมากๆ พูดเสียงสั่น พูดไม่รู้เรื่องตลอด และเราก็จะเก็บไปคิดมากๆตลอดว่าทำได้ไม่ดี เลยกดดันตัวเองตลอดเวลา ทุกการกระทำ เราจะกลับมานั่งคิดว่าทำไมเราทำแบบนั้นลงไป เวลาเราแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ ก็จะคิดมากแล้วก็เครียดจนคิดไม่ออกแล้วก็ร้องไห้ไปเลย
5.เราทำอะไรไม่เคยสำเร็จเลย เราเคยเรียนพิเศษหลายๆอย่าง แต่ไม่สำเร็จเลยสักอย่าง เรียนเปียโนมาแต่ก็เล่นไม่เป็น เรียนพิเศษคณิตก็ยังทำเกรดได้ไม่ดี นั้นเป็นสิ่งที่แม่เราไม่ชอบมาก จะมีปัญหากันเพราะเรื่องนี้บ่อยๆ ด้วยความที่เราไม่มีอะไรโดดเด่นทำให้เราไม่รู้ว่าเราคิดจะทำอะไรต่อไปในชีวิต เราต่ออะไรดี อยากทำงานอะไร คือไม่มีในหัวเลย แล้วเราก็เป็นคนที่ตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย เหมือนเราไม่รู้ว่าจะต้องเลือกอะไร สับสนในตัวเองมาก แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆก็ทำไม่ได้ และเป็นแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆมาตลอด
จากที่พิมพ์มาคือที่เราพอจะนึกได้ว่าตอนม.ปลายเราเป็นยังไง แต่ตอนนี้มันแย่ไปกว่านั้นอีก
เราฝ่าฟันชีวิตม.ปลายมา ช่วงปิดเทอมเราใช้ชีวิตแบบไม่รู้อนาคต นอนอย่างเดียว เหนื่อยมาก ง่วงมาก ตลอดเวลา ไม่ทำอะไรเลย ใช้ชีวิตไปวันๆอยู่ไปวันๆ เป็นแบบนี้หลายเดือนมาก เพราะเราไม่รู้จะทำอะไรกับชีวิต เรานึกอะไรไม่ออก เราไม่เห็นอนาคตของตัวเอง เราทะเลาะกับแม่บ่อยขึ้น เราไม่เข้าใจกับคนในครอบครัว เราคุยกับใครปรึกษากับใครไม่ได้เลย ต้องเก็บไว้คนเดียว เราตามใจคนอื่นมาตลอด เราเรียนม.ปลายมาเข้าสายวิทย์คณิตเพราะผู้ใหญ่บอกว่าจะได้มีทางเลือกเยอะๆ เราก็เอาที่เขาสบายใจค่ะ
เราสอบเข้ามหาลัย เราก็ยื่นคะแนนไปเลือกคณะที่เราคะแนนถึงหลายๆที่ ครอบครัวจะได้ภูมิใจว่าเราติดหลายที่ ตอนม.ปลายวิชาที่เราทำได้ดีคือภาษา เพราะงั้นเราเลยติดมหาลัยแห่งหนึ่ง เรียนเกี่ยวกับภาษาเนี่ยแหละ เราจ่ายตังค์ค่าเรียนไปแล้วแต่เรากลับไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่เรามี เราไม่อยากอยู่ที่ตรงนี้เลย มันไม่ใช่ที่ที่เราต้องการ คือเรามีความคิดมาตลอดว่าจะไปต่างประเทศ ไปเรียนต่อ ไปทำงาน อะไรก็ได้ แต่เราไม่กล้าขอคนในครอบครัว จนวันนึงเราลองถามออกไป เขาก็ฟังเราค่ะ ก็ตกลงกันว่าจะทำไง จะเรียนอะไร นู่นนี่ เขาก็มีข้อตกลงกับเราคือเราต้องเรียนอยู่ที่ไทยก่อนหนึ่งปี แล้วค่อยไปตอนปีหน้า เพราะว่าเรามาบอกช้าไป จริงๆเราก็ไม่โอเคเท่าไหร่ เพราะเราไม่อยากเสียเวลากับตรงนี้ แต่การไปเรียนต่อต่างประเทศต้องใช้เงินเยอะมาก และครอบครัวเราก็กลัวว่าเราจะเอาตัวรอดไม่ได้ เลยต้องเป็นแบบนี้ไป ซึ่งตอนแรกเราก็งอแงมากมาย จนเราเริ่มทำใจได้ว่าคงต้องอยู่ต่อไป จนกว่าจะโอเคกันทุกฝ่าย
ในช่วงนี้ทุกอย่างเริ่มแย่มากขึ้น เราเครียดเรื่องเข้ามหาลัย เราเครียดเรื่องเรียนต่อ เราทะเลาะกับแม่เยอะมาก เราเริ่มไม่ฟังใคร ใครแนะนำอะไร เราต่อต้านทุกอย่าง เราไม่อยากฟังใครพูด ไม่อยากได้ยินเสียงใครพูดบ่นอะไรทั้งนั้น เราคุยอะไรกับแม่ก็เห็นตรงกันข้ามตลอด เราคุยกับพี่สาวก็ไม่ได้ดีขึ้น กลายเป็นเราแย่กว่าเดิม เราอ่อนแอมาก ใครพูดอะไรที่แย่ๆหน่อย เราก็จะร้องไห้เยอะมากๆเป็นชั่วโมง เรามานั่งนึก นั่งคิดวนไปวนมา ที่เราวางแผนจะไปต่างประเทศเรายังไม่รู้เลยว่าจะเรียนอะไรด้วยซ้ำ ในหัวเราไม่มีอะไรเลย คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะเอาไงต่อกับชีวิต เราชอบทำอะไรก็นึกไม่ออก เราไม่มีความสุขเลย บางทีเราก็ลืมเรื่องพวกนี้ แต่ลืมได้ไม่นานเราก็กลับมาคิดอีก เป็นแบบนี้อีก
ซึ่งมันมาตรงกับช่วงรับน้องพอดี เราต้องรับน้องติดกันหลายวัน ตลอดเวลาที่ทำกิจกรรมเราไม่มีความสุข ด้วยความที่กิจกรรมมันจะมีช่วงที่กดดันเรา เราไม่รู้ว่าที่อื่นคณะอื่นเป็นยังไง แต่เราร็สึกว่าเอกที่เราอยู่จะเข้มงวดมาก กดดันมาก พี่ดุพี่ว่าตลอด เราก็เข้าใจว่ามันเป็นกิจกรรมที่ต้องการให้เราสามัคคี เราก็พยายามแล้วที่จะไม่คิดมาก เราไม่ชอบการรับน้องแบบที่ต้องมานั่งเครียดกันตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่เราทำอะไรไม่ได้นอกจากทนๆไป มีวันนึงที่เราโดนหนักพอสมควร พอเรากลับมาบ้าน เราเจอแม่ว่าเรา เราก็ร้องไห้เลย แต่แม่เราเห็นเราร้องไห้บ่อย คิดว่าเราอ่อนแอมาก เขาจะพูดว่า ร้องไห้ทำไม หยุดร้องสักที ไปสงบใจก่อนไป อะไรแบบนี้ เหมือนเขาไม่เข้าใจสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ ว่าเราหยุดไม่ได้ เราเหมือนกับควบคุมมันไม่ได้เลย พอเราหนีมาอีกห้องเราก็เจอพี่สาวมาพูดอีกว่า ทนไม่ได้หรอกับเรื่องแค่นี้ แล้วจะไปอยู่ไหนได้ โตหรือยัง ตอนนั้นเหมือนเราหลุดไปเลย เราหัวเราะไปร้องไห้ไป เราหัวเราะเยาะให้ตัวเอง สมเพชตัวเอง เราคิดแต่ว่า เรานี่แย่มาก ทำให้คนอื่นกังวลกับเรา เครียดกับเรา คนที่ที่ไม่รู้อนาคตตัวเอง คนที่ทำอะไรเองไม่เป็น อ่อนแอ ร้องไห้ง่าย เป็นภาระให้กับคนอื่น เราเห็นแก่ตัวมากที่จะให้คนอื่นมาแคร์เรา ทั้งๆที่เราทำให้เขาปวดหัว ไม่สบายใจตั้งมากมาย เราร้องไห้ไปเรื่อยๆจนเราเหนื่อยจนเราหลับไป
ตั้งแต่วันนั้นมาเราก็ร้องไห้มาตลอด เรากดดันตัวเองตลอด เราคิดว่าตัวเราไม่มีค่า ทุกวันเราหนีมาร้องไห้ในห้องน้ำ เราแอบร้องไห้ตอนนอน เราร้องไห้ตอนอยู่คนเดียว เราคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะทำยังไง เราเคยคิดว่าเราควรไปตายดีกว่าใช้ชีวิตแบบนี้ เสียดายเงินพ่อแม่ เสียดายเวลา แต่เราถูกปลูกฝังมาว่าฆ่าตัวตายไม่ดีเลย ทำให้พ่อแม่เสียใจ ทำคนอื่นลำบาก เราเลยทำไม่ลง เราคิดว่าจะไปพบจิตแพทย์ เราขอให้พี่สาวไปกับเรา เขาก็คิดว่าเราคิดไปเอง ไม่มีอะไรหรอก
ตอนนี้เราไม่อยากบอกแม่ว่าเราเป็นยังไง เพราะเราพยายามบอกไปครั้งหนึ่งแล้ว แม่เราก็พูดประมาณว่า ไปทำไม เป็นอะไร คนอื่นโชคดีกว่าเราตั้งเยอะแยะ รู้ไหมว่าตัวเองโชคดี ไปเข้าวัดสิ สงบจิตสงบใจสิ ไปทำบุญสิ ชีวิตจะได้ดีขึ้น ส่วนตัวเราคิดว่าเราเลยจุดนั้นมาแล้ว จุดที่สามารถพึ่งพาศาสนาหรือเห็นแก่คนอื่นมากกว่าตัวเอง อีกอย่างถ้าเขาเห็นเราร้องไห้ เขาก็จะบอกว่า เราจะไปที่ไหนได้ แค่นี้ยังร้องไห้เลย จะไหวหรอ ไปอยู่ไกลๆไม่มีใครดูแลนะ เราเลยคิดว่าบอกไปคงไม่มีประโยชน์ เราคิดว่าเราตอนนี้เปราะบางมาก อ่อนแอมาก เราไม่อยากฟังเขาว่าอะไรเราอีกในตอนนี้ เราไม่รู้จะทำยังไงจริงๆเราไม่แน่ใจว่าเป็นแบบนี้ควรจะไปหาจิตแพทย์ไหม หรือเราควรจะปล่อยมันไปเลย
เราควรจะทำยังไงกับชีวิตเราตอนนี้ดี ?
1.เราเข้าสังคมไม่เป็นแล้ว ตอนแรกนึกว่าปรับตัวกับโรงเรียนใหม่ไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ เพราะอยู่มาสามปี ต้องปรับได้อยู่แล้ว คือเราเคยพูดเก่ง คุยเก่ง เป็นคนขี้อายนิดหน่อย แต่ตอนนี้เราไม่รู้จะคุยยังไงคะ เริ่มต้นไม่ถูก ถ้าให้เริ่มพูดก็พูดไม่รู้เรื่องเลย เหมือนลิ้นพัน กับคนในครอบครัวก็เป็น ไม่ชอบสบตาคน เริ่มขี้กลัว เราใช้เวลานานมากกว่าจะสนิทใจกับใคร เรามีกลุ่มเพื่อนแต่เราไม่อยากออกไปไหนกับเพื่อน เราบอกไปว่าเราขี้เกียจ แต่จริงๆเราไม่อยากไป ไม่อยากเจอใคร คุยกับใคร ไปแล้วไม่มีตัวตน เราเป็นแบบนี้มาตลอด เราอาจจะยิ้มแย้มให้แต่ในใจเราไม่มีความสุขเลย
2.เราชอบนอนมากๆ ง่วงตลอดเวลา กลับบ้านมาถ้าไม่มีอะไรทำจริงๆก็นอน ปิดเทอมนี่นอนได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่ทำอะไรเลย ขึ้นรถก็เหมือนกัน ขึ้นรถปุ๊บเรานอนหลับเลย ตื่นมาอีกทีก็ถึงที่หมายแล้ว มันห้ามใจไม่ได้จริงๆ เราไม่รู้ว่ามันเกี่ยวอะไรกันไหม แต่เราเป็นแบบนี้จนโดนว่า
3. เราร้องไห้ง่ายมากๆ แต่เป็นเฉพาะตอนอยู่ที่บ้าน อยู่ข้างนอกเราไม่ค่อยจะงอแงร้องไห้ เหมือนเราอดทนไว้ได้ แต่พออยู่ในบ้าน ถ้าทะเลาะอะไรกับคนในครอบครัว เราปล่อยโฮเลย ร้องไห้เยอะมาก ร้องจนหายใจไม่ทัน สะอื้นแบบหนักมาก เหมือนจะขาดใจ ห้ามไม่ได้ด้วยเคยลองแล้ว แม่บอกให้หยุดร้อง ก็หยุดไม่ได้ เลยโดนไล่ออกจากห้องไปเลย เหมือนเราเก็บเรื่องที่กดดันจากข้างนอกมา แล้วพอมีเจอในบ้านอีก เราเลยทนไม่ไหว
4.เราตื่นเต้นและเครียดได้ง่ายมากๆ คือเราออกไปพูดรายงานหน้าห้อง จะมือสั่นแรงมากๆ พูดเสียงสั่น พูดไม่รู้เรื่องตลอด และเราก็จะเก็บไปคิดมากๆตลอดว่าทำได้ไม่ดี เลยกดดันตัวเองตลอดเวลา ทุกการกระทำ เราจะกลับมานั่งคิดว่าทำไมเราทำแบบนั้นลงไป เวลาเราแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ ก็จะคิดมากแล้วก็เครียดจนคิดไม่ออกแล้วก็ร้องไห้ไปเลย
5.เราทำอะไรไม่เคยสำเร็จเลย เราเคยเรียนพิเศษหลายๆอย่าง แต่ไม่สำเร็จเลยสักอย่าง เรียนเปียโนมาแต่ก็เล่นไม่เป็น เรียนพิเศษคณิตก็ยังทำเกรดได้ไม่ดี นั้นเป็นสิ่งที่แม่เราไม่ชอบมาก จะมีปัญหากันเพราะเรื่องนี้บ่อยๆ ด้วยความที่เราไม่มีอะไรโดดเด่นทำให้เราไม่รู้ว่าเราคิดจะทำอะไรต่อไปในชีวิต เราต่ออะไรดี อยากทำงานอะไร คือไม่มีในหัวเลย แล้วเราก็เป็นคนที่ตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย เหมือนเราไม่รู้ว่าจะต้องเลือกอะไร สับสนในตัวเองมาก แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆก็ทำไม่ได้ และเป็นแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆมาตลอด
จากที่พิมพ์มาคือที่เราพอจะนึกได้ว่าตอนม.ปลายเราเป็นยังไง แต่ตอนนี้มันแย่ไปกว่านั้นอีก
เราฝ่าฟันชีวิตม.ปลายมา ช่วงปิดเทอมเราใช้ชีวิตแบบไม่รู้อนาคต นอนอย่างเดียว เหนื่อยมาก ง่วงมาก ตลอดเวลา ไม่ทำอะไรเลย ใช้ชีวิตไปวันๆอยู่ไปวันๆ เป็นแบบนี้หลายเดือนมาก เพราะเราไม่รู้จะทำอะไรกับชีวิต เรานึกอะไรไม่ออก เราไม่เห็นอนาคตของตัวเอง เราทะเลาะกับแม่บ่อยขึ้น เราไม่เข้าใจกับคนในครอบครัว เราคุยกับใครปรึกษากับใครไม่ได้เลย ต้องเก็บไว้คนเดียว เราตามใจคนอื่นมาตลอด เราเรียนม.ปลายมาเข้าสายวิทย์คณิตเพราะผู้ใหญ่บอกว่าจะได้มีทางเลือกเยอะๆ เราก็เอาที่เขาสบายใจค่ะ
เราสอบเข้ามหาลัย เราก็ยื่นคะแนนไปเลือกคณะที่เราคะแนนถึงหลายๆที่ ครอบครัวจะได้ภูมิใจว่าเราติดหลายที่ ตอนม.ปลายวิชาที่เราทำได้ดีคือภาษา เพราะงั้นเราเลยติดมหาลัยแห่งหนึ่ง เรียนเกี่ยวกับภาษาเนี่ยแหละ เราจ่ายตังค์ค่าเรียนไปแล้วแต่เรากลับไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่เรามี เราไม่อยากอยู่ที่ตรงนี้เลย มันไม่ใช่ที่ที่เราต้องการ คือเรามีความคิดมาตลอดว่าจะไปต่างประเทศ ไปเรียนต่อ ไปทำงาน อะไรก็ได้ แต่เราไม่กล้าขอคนในครอบครัว จนวันนึงเราลองถามออกไป เขาก็ฟังเราค่ะ ก็ตกลงกันว่าจะทำไง จะเรียนอะไร นู่นนี่ เขาก็มีข้อตกลงกับเราคือเราต้องเรียนอยู่ที่ไทยก่อนหนึ่งปี แล้วค่อยไปตอนปีหน้า เพราะว่าเรามาบอกช้าไป จริงๆเราก็ไม่โอเคเท่าไหร่ เพราะเราไม่อยากเสียเวลากับตรงนี้ แต่การไปเรียนต่อต่างประเทศต้องใช้เงินเยอะมาก และครอบครัวเราก็กลัวว่าเราจะเอาตัวรอดไม่ได้ เลยต้องเป็นแบบนี้ไป ซึ่งตอนแรกเราก็งอแงมากมาย จนเราเริ่มทำใจได้ว่าคงต้องอยู่ต่อไป จนกว่าจะโอเคกันทุกฝ่าย
ในช่วงนี้ทุกอย่างเริ่มแย่มากขึ้น เราเครียดเรื่องเข้ามหาลัย เราเครียดเรื่องเรียนต่อ เราทะเลาะกับแม่เยอะมาก เราเริ่มไม่ฟังใคร ใครแนะนำอะไร เราต่อต้านทุกอย่าง เราไม่อยากฟังใครพูด ไม่อยากได้ยินเสียงใครพูดบ่นอะไรทั้งนั้น เราคุยอะไรกับแม่ก็เห็นตรงกันข้ามตลอด เราคุยกับพี่สาวก็ไม่ได้ดีขึ้น กลายเป็นเราแย่กว่าเดิม เราอ่อนแอมาก ใครพูดอะไรที่แย่ๆหน่อย เราก็จะร้องไห้เยอะมากๆเป็นชั่วโมง เรามานั่งนึก นั่งคิดวนไปวนมา ที่เราวางแผนจะไปต่างประเทศเรายังไม่รู้เลยว่าจะเรียนอะไรด้วยซ้ำ ในหัวเราไม่มีอะไรเลย คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะเอาไงต่อกับชีวิต เราชอบทำอะไรก็นึกไม่ออก เราไม่มีความสุขเลย บางทีเราก็ลืมเรื่องพวกนี้ แต่ลืมได้ไม่นานเราก็กลับมาคิดอีก เป็นแบบนี้อีก
ซึ่งมันมาตรงกับช่วงรับน้องพอดี เราต้องรับน้องติดกันหลายวัน ตลอดเวลาที่ทำกิจกรรมเราไม่มีความสุข ด้วยความที่กิจกรรมมันจะมีช่วงที่กดดันเรา เราไม่รู้ว่าที่อื่นคณะอื่นเป็นยังไง แต่เราร็สึกว่าเอกที่เราอยู่จะเข้มงวดมาก กดดันมาก พี่ดุพี่ว่าตลอด เราก็เข้าใจว่ามันเป็นกิจกรรมที่ต้องการให้เราสามัคคี เราก็พยายามแล้วที่จะไม่คิดมาก เราไม่ชอบการรับน้องแบบที่ต้องมานั่งเครียดกันตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่เราทำอะไรไม่ได้นอกจากทนๆไป มีวันนึงที่เราโดนหนักพอสมควร พอเรากลับมาบ้าน เราเจอแม่ว่าเรา เราก็ร้องไห้เลย แต่แม่เราเห็นเราร้องไห้บ่อย คิดว่าเราอ่อนแอมาก เขาจะพูดว่า ร้องไห้ทำไม หยุดร้องสักที ไปสงบใจก่อนไป อะไรแบบนี้ เหมือนเขาไม่เข้าใจสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ ว่าเราหยุดไม่ได้ เราเหมือนกับควบคุมมันไม่ได้เลย พอเราหนีมาอีกห้องเราก็เจอพี่สาวมาพูดอีกว่า ทนไม่ได้หรอกับเรื่องแค่นี้ แล้วจะไปอยู่ไหนได้ โตหรือยัง ตอนนั้นเหมือนเราหลุดไปเลย เราหัวเราะไปร้องไห้ไป เราหัวเราะเยาะให้ตัวเอง สมเพชตัวเอง เราคิดแต่ว่า เรานี่แย่มาก ทำให้คนอื่นกังวลกับเรา เครียดกับเรา คนที่ที่ไม่รู้อนาคตตัวเอง คนที่ทำอะไรเองไม่เป็น อ่อนแอ ร้องไห้ง่าย เป็นภาระให้กับคนอื่น เราเห็นแก่ตัวมากที่จะให้คนอื่นมาแคร์เรา ทั้งๆที่เราทำให้เขาปวดหัว ไม่สบายใจตั้งมากมาย เราร้องไห้ไปเรื่อยๆจนเราเหนื่อยจนเราหลับไป
ตั้งแต่วันนั้นมาเราก็ร้องไห้มาตลอด เรากดดันตัวเองตลอด เราคิดว่าตัวเราไม่มีค่า ทุกวันเราหนีมาร้องไห้ในห้องน้ำ เราแอบร้องไห้ตอนนอน เราร้องไห้ตอนอยู่คนเดียว เราคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะทำยังไง เราเคยคิดว่าเราควรไปตายดีกว่าใช้ชีวิตแบบนี้ เสียดายเงินพ่อแม่ เสียดายเวลา แต่เราถูกปลูกฝังมาว่าฆ่าตัวตายไม่ดีเลย ทำให้พ่อแม่เสียใจ ทำคนอื่นลำบาก เราเลยทำไม่ลง เราคิดว่าจะไปพบจิตแพทย์ เราขอให้พี่สาวไปกับเรา เขาก็คิดว่าเราคิดไปเอง ไม่มีอะไรหรอก
ตอนนี้เราไม่อยากบอกแม่ว่าเราเป็นยังไง เพราะเราพยายามบอกไปครั้งหนึ่งแล้ว แม่เราก็พูดประมาณว่า ไปทำไม เป็นอะไร คนอื่นโชคดีกว่าเราตั้งเยอะแยะ รู้ไหมว่าตัวเองโชคดี ไปเข้าวัดสิ สงบจิตสงบใจสิ ไปทำบุญสิ ชีวิตจะได้ดีขึ้น ส่วนตัวเราคิดว่าเราเลยจุดนั้นมาแล้ว จุดที่สามารถพึ่งพาศาสนาหรือเห็นแก่คนอื่นมากกว่าตัวเอง อีกอย่างถ้าเขาเห็นเราร้องไห้ เขาก็จะบอกว่า เราจะไปที่ไหนได้ แค่นี้ยังร้องไห้เลย จะไหวหรอ ไปอยู่ไกลๆไม่มีใครดูแลนะ เราเลยคิดว่าบอกไปคงไม่มีประโยชน์ เราคิดว่าเราตอนนี้เปราะบางมาก อ่อนแอมาก เราไม่อยากฟังเขาว่าอะไรเราอีกในตอนนี้ เราไม่รู้จะทำยังไงจริงๆเราไม่แน่ใจว่าเป็นแบบนี้ควรจะไปหาจิตแพทย์ไหม หรือเราควรจะปล่อยมันไปเลย