ย้อนกลับไปวันนี้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ที่บ้านของฉันได้สูญเสียเสาหลักของครอบครัวไป เมื่อเสาหลักล้มลง สิ่งที่ตามมาคือบ้านทั้งหลังพังครืนลงมา..
คืนวันที่ 5 กรกฏาคม เป็นคืนที่เราทั้งครอบครัวได้รับเชิญไปทานอาหารโต๊ะจีนที่งานแต่งงานใกล้บ้าน เราทั้งครอบครัวที่มีฉัน แม่ พี่ชาย และพ่อ ได้นั่งรวมกลุ่มกันกับคนรู้จัก คืนวันนั้นเป็นคืนที่ฉันมีความสุขมาก เพราะเราไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้เท่าใดนัก แต่ก็นั่นแหละ.. ลึกๆในใจของฉันมันมีความเศร้ากักเก็บซ่อนอยู่ ฉันไม่รู้ว่าวันนั้นฉันเศร้าเพราะอะไร สื่งเดียวที่ฉันรู้ในตอนนั้นคือ "พ่อของฉันหล่อเหลือเกิน" ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวนะ แต่ทั้งโต๊ะเองก็เห็นตรงกัน ว่าพ่อดูดีมากเกินไป..
เวลาล่วงผ่านมาจนถึงสองทุ่ม พ่อของฉันมีภารกิจเป็นแพทย์สนามมวยให้เวทีมวยเวทีหนึ่ง ทำให้พ่อฉันต้องปลีกตัวออกมาจากงาน ซึ่งในตอนนั้นเอง ฉันได้ลืมของไว้บนรถ จึงได้เดินมากับพ่อด้วย
ตลอดระยะเวลาที่เราเดินทางมา พ่อเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาของพ่อให้ฉันฟัง รวมไปถึงบอกกับฉัน เรื่อง "ของขวัญวันเกิด" ของลูกสาวคนนี้ในอีก 15 วันข้างหน้า พ่อบอกฉันว่า..
'พ่อซื้อของขวัญไว้ให้ฉันแล้ว ของขวัญชิ้นนั้นถูกซ่อนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ที่มีแค่พ่อกับแม่เท่านั้นที่รู้' ซึ่งฉันในตอนนั้นมีแต่ความคิดที่ว่า "ทำไมพ่อไม่รอให้เอง จะให้ไปถามแม่ทำไม" พ่อฉันแค่ยิ้มตอบกลับมา พร้อมกับบอกว่า "พ่อบอกไว้ก่อน เผื่อไว้น่ะ"
ในตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กอายุ 15 ที่มีการประมวลผลของสมองที่ค่อนข้างช้า ฉันจึงคิดไม่ทันว่า 'นั่นคือประโยคสั่งเสียประโยคแรก'
เราเดินมาถึงรถ ฉันได้ของของฉัน พ่อก็เคลื่อนรถออกมาจากที่จอดรถแล้วจอดไว้หน้าปากซอยทางออก ก่อนที่ท่านจะดับเครื่อง แล้วเดินมาส่งฉันที่งาน ฉันถามพ่อว่าพ่อมาส่งทำไม ใกล้แค่นี้ฉันเดินมาเองก็ได้ ไม่เห็นต้องลำบากเดินมาเลย พ่อก็ยิ้มแล้วตอบแค่ว่า "พ่ออยากเดินมาส่ง แค่อยากเดินมา พ่อกลัวว่าจะไม่ได้เดินมาส่งลูกอีก"
และนั่นคือ 'ประโยคสั่งเสียประโยคที่สอง'
พ่อเดินมาส่งฉันที่งาน ก่อนที่ท่านจะหันหลังเดินจากไป ในชั่วขณะนั้นใจของฉันมันร่วงลงไปอยู่ตรงตาตุ่ม ฉันรีบมองไปที่แผ่นหลังกว้างด้วยความรู้สึกที่ว่ากลัวจะไม่ได้เจอกันอีก ฉันภาวนาให้ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นแค่เรื่องตลก
แน่นอน..เรื่องมันไม่ตลกเลย
เวลา 22.00 น. ของคืนวันที่ 5 เราได้รับการติดต่อจากทางโรงพยาบาลที่แจ้งมาว่า "พ่อนอนอยู่โรงพยาบาล ความดันโลหิตสูงมาก" พวกเราในตอนนั้นต่างก็ตกใจแล้วรีบไปโรงพยาบาลทันที
พอไปถึงเราเห็นพ่อนอนอยู่บนเตียง ปากก็บ่นแต่ว่า "ปวดหัว" พี่ชายฉันร้องไห้..ส่วนฉัน..ร้องไห้หนักยิ่งกว่า
ความรู้สึกฉันในตอนนั้นคือไม่อยากให้พ่อต้องทรมานแบบนี้ ฉันเข้าใจเลยว่า เวลาของคนรอมันทรมานขนาดไหน..
เวลาผ่านไปสักพักพ่อของฉันถูกย้ายตัวไปที่ห้องสังเกตอาการ พ่อเรียกฉันเข้าไปใกล้ พร้อมกับบอกแค่ว่าเดี๋ยวพ่อก็หายดีแล้วไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นพ่อก็ยัดเงินใส่กำมือฉัน 800 กว่าบาท ท่านบอกว่านี่เป็นเงินค่าจ้างที่ได้มาในวันนี้ ให้ฉันเก็บเอาไว้เผื่อฉันไม่มีเงิน..
คืนนั้นแทนที่ฉันจะได้อยู่เฝ้าพ่อแต่กลับมาเฝ้าบ้านเพียงคนเดียวไว้ถึงตอนเช้าฉันจึงค่อยไปเฝ้าท่านแทน..
เช้าวันที่ 6 กรกฏาคม ฉันไปหาพ่อที่โรงพยาบาล ใบหน้าท่านยิ้มแย้มแจ่มใส คุยกับเตียงนู้นเตียงนี้ไปทั่ว ก่อนที่ท่านจะชวนฉัน "ให้กินข้าวต้มด้วยกัน" และนั่นคือการสั่งเสียครั้งสุดท้าย..
ฉันไม่ได้กินข้าวต้มกับพ่ออีกเลย..พ่อให้ฉันรอกินข้าวต้มมานานมากเกินไปแล้ว..ท่านให้ฉันรอกินข้าวต้มพร้อมท่านมาตั้ง 8 ปี ตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งวันนี้ฉันไม่เคยรู้รสชาติของข้าวต้มอีกเลย
หลังจากชวนฉันกินข้าวต้ม พ่อฉันก็ฟุบลงไปกับเตียง เสียงหายใจดังครืดคราด ฉันทำอะไรไม่ถูก พี่พยาบาลลากฉันออกมา พี่บุรุษพยาบาลกระโดดขึ้นเตียงปั๊มหัวใจให้พ่อเรียกให้กลับมา ฉันในตอนนั้นทำอะไรไม่ได้ นอกจากร้องไห้ อ้อนวอน ภาวนา ให้ใครสักคนช่วยอย่าเพิ่งเอาพ่อไป
แต่คำอ้อนวอนของฉันไม่เป็นผล..
ท่านจากไป..ทิ้งไว้แค่ภาพปั๊มหัวใจเป็นสิ่งสุดท้ายที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำตลอดมา
งานศพของพ่อฉันถูกจัดขึ้นในวันที่ 6 กรกฎาคม แม่ฉันร้องไห้ พี่ฉันร้องไห้ แต่ฉัน 'ร้องไม่ได้' พ่อฉันบอกเสมอว่าใครจะร้องไห้ก็ได้ แต่ต้องยกเว้นฉัน ฉันห้ามร้องไห้ให้พ่อเห็นเด็ดขาด ลูกสาวพ่อต้องเข้มแข็ง ฉันเกลียดคำว่า "ลูกสาวพ่อต้องเข้มแข็ง" มันทำให้ฉันผูกติดอยู่กับคำว่า "พ่อต้องไม่ผิดหวัง"
ตลอดวันงานทั้ง 3 วัน ฉันไม่มีน้ำตาสักหยด ฉันคิดแค่ว่า แม่ฉันร้อง พี่ฉันร้อง ถ้าฉันร้องด้วยอีกคนใครจะเป็นคนที่เข้มแข็งล่ะ เพื่อตัดปัญหาฉันจึงเอามันซ่อน
...เอาน้ำตาทั้งหมดซ่อนไว้ในใจ...
สิ่งที่ทรมานที่สุด ไม่ใช่วันงานศพ แต่เป็นการใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ที่มีแต่ความทรงจำร่วมกับพ่อ เราทุกคนกลับบ้าน พาพ่อกลับไปยังบ้านที่พ่อรัก
และต่อจากนี้คงไม่มีแล้ว...
เสียงคุยของพ่อที่มักจะดังขึ้นในทุกเย็น
ต่อจากนี้คงไม่มีใครแกล้งลูกสาวคนนี้
ต่อจากนี้คงไม่มีใครพาเที่ยวอีก
ต่อจากนี้คงไม่มีเสียงบ่นของพ่อ
ต่อจากนี้คงไม่ได้ยินเสียงของพ่ออีก
ต่อจากนี้จะไม่เห็นพ่ออีกต่อไป..
สิ่งที่ได้ยินต่อๆกันมาว่า "ที่แรกที่คนตายเดินทางไปคืออยู่ในความทรงจำของใครหลายคน" พ่อได้เข้ามาอยู่ในความทรงจำของพวกเราแล้ว ความทรงจำที่ลึกที่สุด ที่ไม่มีใครมาพรากจากกันไปได้
สิ่งเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้ คือการใช้ชีวิตทุกวันให้มีค่าที่สุด รักผู้หญิงที่พ่อรักมากที่สุดเพื่อชดเชยในส่วนของพ่อ
ลูกทุกคนสัญญาว่าจะรักแม่ให้มากที่สุด จะดูแลท่านให้เหมือนกับที่พ่อเคยดูแล จะพาแม่ไปเที่ยว จะพาแม่ไปทำบุญ จะพาแม่ไปกินข้าว จะพาแม่ไปตามสิ่งที่แม่อยากไป
"พ่อไม่ต้องห่วง"
ตอนนี้ลูกของพ่อทุกคนสบายดี มีหนูที่เพิ่งกระดูกแตกมา แต่ลูกสาวพ่อต้องเข้มแข็ง เพราะงั้นลูกสาวของพ่อจึงไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้พี่ชายก็ยังคงชอบตกปลาเหมือนเดิม แต่ก็มีงานประจำทำแล้วนะ! หลานของพ่อกำลังซน แต่ก็เรียนเก่งมาก ตอนนี้หนูมาฝึกงาน ฝึกเสร็จก็จะกลับไปดูแลแม่ เวลาฝึกมีท้อบ้างแต่ก็จะทำออกมาให้เต็มที่ แล้วอีกอย่างหนึ่งลูกสาวพ่อคนนี้ได้รับของขวัญแล้วนะคะ ^^ แล้วก็ยังรอพ่อกลับมากินข้าวต้มพร้อมกันอยู่นะ แม่ชอบบ่นว่าต่อให้หนูจะป่วยหนักถึงกับต้องกินข้าวต้มแค่ไหนมันก็ไม่ยอมกิน จะกินก่อนได้ไงต้องรอกินพร้อมพ่อสิ! ส่วนแม่ตอนนี้ก็สบายดีค่ะ บ่นว่าหาเงินส่งควายเรียนให้ฟังทุกวัน ฮ่า แม้จะมีเจ็บออดๆแอดๆบ้าง แต่แม่ก็ยังคงเป็นแม่ ยังเข้มแข็งเสมอ
พ่อคะ พวกเราสัญญาว่าจะใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุขมากที่สุด เอาให้เวลาที่พ่อมองมาจากบนนู้นต้องอิจฉาเลยล่ะ พ่ออยู่บนนั้นต้องดูแลตัวเองดีๆ ต้องกินข้าวให้ตรงเวลา (ถ้าบนนั้นเขากินกันนะ) พ่อต้องออกกำลังกายให้มากๆ แล้วพ่อต้องรอนะคะ

รอวันที่เราทุกคนจะได้เจอกันอีกครั้งในห้วงใดห้วงหนึ่งของกาลเวลา
#รักพ่อ
#ลูกสาวตัวแสบ
กระทู้นี้ขอระลึก แด่พ่อผู้จากไป..
คืนวันที่ 5 กรกฏาคม เป็นคืนที่เราทั้งครอบครัวได้รับเชิญไปทานอาหารโต๊ะจีนที่งานแต่งงานใกล้บ้าน เราทั้งครอบครัวที่มีฉัน แม่ พี่ชาย และพ่อ ได้นั่งรวมกลุ่มกันกับคนรู้จัก คืนวันนั้นเป็นคืนที่ฉันมีความสุขมาก เพราะเราไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้เท่าใดนัก แต่ก็นั่นแหละ.. ลึกๆในใจของฉันมันมีความเศร้ากักเก็บซ่อนอยู่ ฉันไม่รู้ว่าวันนั้นฉันเศร้าเพราะอะไร สื่งเดียวที่ฉันรู้ในตอนนั้นคือ "พ่อของฉันหล่อเหลือเกิน" ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวนะ แต่ทั้งโต๊ะเองก็เห็นตรงกัน ว่าพ่อดูดีมากเกินไป..
เวลาล่วงผ่านมาจนถึงสองทุ่ม พ่อของฉันมีภารกิจเป็นแพทย์สนามมวยให้เวทีมวยเวทีหนึ่ง ทำให้พ่อฉันต้องปลีกตัวออกมาจากงาน ซึ่งในตอนนั้นเอง ฉันได้ลืมของไว้บนรถ จึงได้เดินมากับพ่อด้วย
ตลอดระยะเวลาที่เราเดินทางมา พ่อเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาของพ่อให้ฉันฟัง รวมไปถึงบอกกับฉัน เรื่อง "ของขวัญวันเกิด" ของลูกสาวคนนี้ในอีก 15 วันข้างหน้า พ่อบอกฉันว่า..
'พ่อซื้อของขวัญไว้ให้ฉันแล้ว ของขวัญชิ้นนั้นถูกซ่อนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ที่มีแค่พ่อกับแม่เท่านั้นที่รู้' ซึ่งฉันในตอนนั้นมีแต่ความคิดที่ว่า "ทำไมพ่อไม่รอให้เอง จะให้ไปถามแม่ทำไม" พ่อฉันแค่ยิ้มตอบกลับมา พร้อมกับบอกว่า "พ่อบอกไว้ก่อน เผื่อไว้น่ะ"
ในตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กอายุ 15 ที่มีการประมวลผลของสมองที่ค่อนข้างช้า ฉันจึงคิดไม่ทันว่า 'นั่นคือประโยคสั่งเสียประโยคแรก'
เราเดินมาถึงรถ ฉันได้ของของฉัน พ่อก็เคลื่อนรถออกมาจากที่จอดรถแล้วจอดไว้หน้าปากซอยทางออก ก่อนที่ท่านจะดับเครื่อง แล้วเดินมาส่งฉันที่งาน ฉันถามพ่อว่าพ่อมาส่งทำไม ใกล้แค่นี้ฉันเดินมาเองก็ได้ ไม่เห็นต้องลำบากเดินมาเลย พ่อก็ยิ้มแล้วตอบแค่ว่า "พ่ออยากเดินมาส่ง แค่อยากเดินมา พ่อกลัวว่าจะไม่ได้เดินมาส่งลูกอีก"
และนั่นคือ 'ประโยคสั่งเสียประโยคที่สอง'
พ่อเดินมาส่งฉันที่งาน ก่อนที่ท่านจะหันหลังเดินจากไป ในชั่วขณะนั้นใจของฉันมันร่วงลงไปอยู่ตรงตาตุ่ม ฉันรีบมองไปที่แผ่นหลังกว้างด้วยความรู้สึกที่ว่ากลัวจะไม่ได้เจอกันอีก ฉันภาวนาให้ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นแค่เรื่องตลก
แน่นอน..เรื่องมันไม่ตลกเลย
เวลา 22.00 น. ของคืนวันที่ 5 เราได้รับการติดต่อจากทางโรงพยาบาลที่แจ้งมาว่า "พ่อนอนอยู่โรงพยาบาล ความดันโลหิตสูงมาก" พวกเราในตอนนั้นต่างก็ตกใจแล้วรีบไปโรงพยาบาลทันที
พอไปถึงเราเห็นพ่อนอนอยู่บนเตียง ปากก็บ่นแต่ว่า "ปวดหัว" พี่ชายฉันร้องไห้..ส่วนฉัน..ร้องไห้หนักยิ่งกว่า
ความรู้สึกฉันในตอนนั้นคือไม่อยากให้พ่อต้องทรมานแบบนี้ ฉันเข้าใจเลยว่า เวลาของคนรอมันทรมานขนาดไหน..
เวลาผ่านไปสักพักพ่อของฉันถูกย้ายตัวไปที่ห้องสังเกตอาการ พ่อเรียกฉันเข้าไปใกล้ พร้อมกับบอกแค่ว่าเดี๋ยวพ่อก็หายดีแล้วไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นพ่อก็ยัดเงินใส่กำมือฉัน 800 กว่าบาท ท่านบอกว่านี่เป็นเงินค่าจ้างที่ได้มาในวันนี้ ให้ฉันเก็บเอาไว้เผื่อฉันไม่มีเงิน..
คืนนั้นแทนที่ฉันจะได้อยู่เฝ้าพ่อแต่กลับมาเฝ้าบ้านเพียงคนเดียวไว้ถึงตอนเช้าฉันจึงค่อยไปเฝ้าท่านแทน..
เช้าวันที่ 6 กรกฏาคม ฉันไปหาพ่อที่โรงพยาบาล ใบหน้าท่านยิ้มแย้มแจ่มใส คุยกับเตียงนู้นเตียงนี้ไปทั่ว ก่อนที่ท่านจะชวนฉัน "ให้กินข้าวต้มด้วยกัน" และนั่นคือการสั่งเสียครั้งสุดท้าย..
ฉันไม่ได้กินข้าวต้มกับพ่ออีกเลย..พ่อให้ฉันรอกินข้าวต้มมานานมากเกินไปแล้ว..ท่านให้ฉันรอกินข้าวต้มพร้อมท่านมาตั้ง 8 ปี ตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งวันนี้ฉันไม่เคยรู้รสชาติของข้าวต้มอีกเลย
หลังจากชวนฉันกินข้าวต้ม พ่อฉันก็ฟุบลงไปกับเตียง เสียงหายใจดังครืดคราด ฉันทำอะไรไม่ถูก พี่พยาบาลลากฉันออกมา พี่บุรุษพยาบาลกระโดดขึ้นเตียงปั๊มหัวใจให้พ่อเรียกให้กลับมา ฉันในตอนนั้นทำอะไรไม่ได้ นอกจากร้องไห้ อ้อนวอน ภาวนา ให้ใครสักคนช่วยอย่าเพิ่งเอาพ่อไป
แต่คำอ้อนวอนของฉันไม่เป็นผล..
ท่านจากไป..ทิ้งไว้แค่ภาพปั๊มหัวใจเป็นสิ่งสุดท้ายที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำตลอดมา
งานศพของพ่อฉันถูกจัดขึ้นในวันที่ 6 กรกฎาคม แม่ฉันร้องไห้ พี่ฉันร้องไห้ แต่ฉัน 'ร้องไม่ได้' พ่อฉันบอกเสมอว่าใครจะร้องไห้ก็ได้ แต่ต้องยกเว้นฉัน ฉันห้ามร้องไห้ให้พ่อเห็นเด็ดขาด ลูกสาวพ่อต้องเข้มแข็ง ฉันเกลียดคำว่า "ลูกสาวพ่อต้องเข้มแข็ง" มันทำให้ฉันผูกติดอยู่กับคำว่า "พ่อต้องไม่ผิดหวัง"
ตลอดวันงานทั้ง 3 วัน ฉันไม่มีน้ำตาสักหยด ฉันคิดแค่ว่า แม่ฉันร้อง พี่ฉันร้อง ถ้าฉันร้องด้วยอีกคนใครจะเป็นคนที่เข้มแข็งล่ะ เพื่อตัดปัญหาฉันจึงเอามันซ่อน
...เอาน้ำตาทั้งหมดซ่อนไว้ในใจ...
สิ่งที่ทรมานที่สุด ไม่ใช่วันงานศพ แต่เป็นการใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ที่มีแต่ความทรงจำร่วมกับพ่อ เราทุกคนกลับบ้าน พาพ่อกลับไปยังบ้านที่พ่อรัก
และต่อจากนี้คงไม่มีแล้ว...
เสียงคุยของพ่อที่มักจะดังขึ้นในทุกเย็น
ต่อจากนี้คงไม่มีใครแกล้งลูกสาวคนนี้
ต่อจากนี้คงไม่มีใครพาเที่ยวอีก
ต่อจากนี้คงไม่มีเสียงบ่นของพ่อ
ต่อจากนี้คงไม่ได้ยินเสียงของพ่ออีก
ต่อจากนี้จะไม่เห็นพ่ออีกต่อไป..
สิ่งที่ได้ยินต่อๆกันมาว่า "ที่แรกที่คนตายเดินทางไปคืออยู่ในความทรงจำของใครหลายคน" พ่อได้เข้ามาอยู่ในความทรงจำของพวกเราแล้ว ความทรงจำที่ลึกที่สุด ที่ไม่มีใครมาพรากจากกันไปได้
สิ่งเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้ คือการใช้ชีวิตทุกวันให้มีค่าที่สุด รักผู้หญิงที่พ่อรักมากที่สุดเพื่อชดเชยในส่วนของพ่อ
ลูกทุกคนสัญญาว่าจะรักแม่ให้มากที่สุด จะดูแลท่านให้เหมือนกับที่พ่อเคยดูแล จะพาแม่ไปเที่ยว จะพาแม่ไปทำบุญ จะพาแม่ไปกินข้าว จะพาแม่ไปตามสิ่งที่แม่อยากไป
"พ่อไม่ต้องห่วง"
ตอนนี้ลูกของพ่อทุกคนสบายดี มีหนูที่เพิ่งกระดูกแตกมา แต่ลูกสาวพ่อต้องเข้มแข็ง เพราะงั้นลูกสาวของพ่อจึงไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้พี่ชายก็ยังคงชอบตกปลาเหมือนเดิม แต่ก็มีงานประจำทำแล้วนะ! หลานของพ่อกำลังซน แต่ก็เรียนเก่งมาก ตอนนี้หนูมาฝึกงาน ฝึกเสร็จก็จะกลับไปดูแลแม่ เวลาฝึกมีท้อบ้างแต่ก็จะทำออกมาให้เต็มที่ แล้วอีกอย่างหนึ่งลูกสาวพ่อคนนี้ได้รับของขวัญแล้วนะคะ ^^ แล้วก็ยังรอพ่อกลับมากินข้าวต้มพร้อมกันอยู่นะ แม่ชอบบ่นว่าต่อให้หนูจะป่วยหนักถึงกับต้องกินข้าวต้มแค่ไหนมันก็ไม่ยอมกิน จะกินก่อนได้ไงต้องรอกินพร้อมพ่อสิ! ส่วนแม่ตอนนี้ก็สบายดีค่ะ บ่นว่าหาเงินส่งควายเรียนให้ฟังทุกวัน ฮ่า แม้จะมีเจ็บออดๆแอดๆบ้าง แต่แม่ก็ยังคงเป็นแม่ ยังเข้มแข็งเสมอ
พ่อคะ พวกเราสัญญาว่าจะใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุขมากที่สุด เอาให้เวลาที่พ่อมองมาจากบนนู้นต้องอิจฉาเลยล่ะ พ่ออยู่บนนั้นต้องดูแลตัวเองดีๆ ต้องกินข้าวให้ตรงเวลา (ถ้าบนนั้นเขากินกันนะ) พ่อต้องออกกำลังกายให้มากๆ แล้วพ่อต้องรอนะคะ
#รักพ่อ
#ลูกสาวตัวแสบ