[กระทู้เพ้อๆ เจ้อๆ] พลีชีพขนาดหนักจร้าาาาาา คำเตือน กระทู้นี้ไร้สาระ !!!!

กระทู้นี้ไม่มีอะไรมากครับ แค่อยากเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองแบบ เพ้อๆ เจ้อๆ เพราะตอนนี้เหงามากๆๆๆๆๆ (เปล่าอ่อยนะค่ะ 5555+) ก็ชีวิตวัยรุ่นธรรมดานะครับ วัย 20 กำลัง 21 กับการเรียนมหาลัยปี 3 กำลังจะขึ้นปี 4 และก็มีภาระความรับผิดชอบมากมายเหลือเกิ๊นนนนนน เอาล่ะครับมาเริ่มที่เรื่องแรกกันเลย
.
เรื่อราวของ...ความรัก
.....ตั้งแต่จำความได้ เรารู้แค่ว่าเรารักพ่อ เรารักแม่ รู้จักแค่นี้จริงๆ อันที่จริงก็มีพี่สาว น้องชายนะ แต่เราไม่รู้สึกว่าเราจะรู้สึกเหมือนพ่อเหมือนแม่ ทำไมถึงรู้ว่ารักพ่อกับแม่ ???? เด็กๆ เน๊าะ เรารู้หรอกว่าอะไรคือความรัก เราแค่รู้สึกว่าเราไม่อยากห่างจากพ่อแม่ เราไม่อยากให้พ่อแม่ห่างจากเราเลย เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งตอนนั้น ผมก็เด็กมากๆๆๆ พ่อกับแม่ไปค่ายทหารแล้วเขาจับไปกระโดดหอสูงๆ อ่ะครับที่มันจะไหลไปตามสลิง ผมร้องไห้ครับรู้ว่าจะร้องไห้หนักมากๆๆๆๆๆ คือตอนนั้นที่จำได้คือทำไมต้องเอาพ่อกับแม่เราไปอะไรประมาณนั้น แล้วเรารู้สึกว่าเราไม่อยากทำให้ท่านเสียใจเลยเพราะเรา นี่ก็เป็นช่วงวัยเด็กนะครับก่อนเข้าอนุบาลเรารู้จักคำว่า "รัก" แค่นี้จริงๆ
.....ต่อมาก็เริ่มเข้าช่วงประถม เราก็จะมีศัพท์คำหนึ่งที่เราเพิ่งจะรู้จักนั้นคือคำว่า "แฟน" ตอนนั้นเข้าใจคำว่าแฟนว่า คือการที่ผู้ชายกับผู้หญิงต้องเล่นด้วยกันบ่อยๆ แค่นั้นจริงๆ เด็กทุกคนจะถูกแซวนะว่า ชอบคนนั้น ชอบคนนี้ โดนล้อกันในห้องเรียนไรแบบนี้ แต่ผมครับ !!!! เนื่องจากบ้านเราไม่ได้อยู่ในตัวจังหวัด ผมเรียนอนุบาลที่โรงเรียนประจำอำเภอ แต่พอประถมพ่อกับแม่และป้าๆ ลุงๆ มีความเห็นคือให้ส่งไปเรียน ป.1 โรงเรียนในเมือง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องความรัก ??? อย่างที่บอกไปแล้วครับว่าเด็กๆ มักจะโดนแซวในชั้นเรียนว่า ชอบคนนั้น ชอบคนนี้ แต่ผมไม่เคยมีโมเม้นนั้นเลย สิ่งที่เจอแซวคือ "ตุ๊ด" กับ "กระเทย" คือตอนนั้นเราก็รู้บ้างแล้วแหละว่าอะไรคือตุ๊ด อะไรคือกระเทย แต่ว่าตอนนั้นนะ ผมก็ยังมองว่าตัวเองไม่ได้เป็นนะ ผมเล่นเหมือนผู้ชายทุกอย่าง (ยกเว้นเตะบอล) ดูการ์ตูนทุกเรี่องเหมือนกับที่พวกเขาดูกัน แต่เราก็ยังถูกล้อมาเรื่อยๆ ถ้าให้ผมคิดย้อนกลับไปหาเหตุผลว่าทำไมเพื่อนๆถึงชอบล้อผมว่า เป็นตุ๊ดนะ ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะผมเพิ่งเข้ามาเรียนในเมือง เลยไม่กล้าคุยกับใคร ขี้อายไม่กล้าแสดงออกใดๆเลย แล้วชอบอยู่เงียบๆ ไม่ค่อยไปไหนมาไหนกับใคร ชีวิตความรักตอนประถม 1-6 ก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็ใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็โดนแซวมันตลอดแหละครับว่าเป็น ตุ๊ด เป็น กระเทย เราจะไม่มีโมเม้นแบบถูกแซวว่าชอบคนนั้น คนนี้ เลยยยยยยย แล้วเราก็ไม่รู้สึกชอบใครด้วยแหละ ช่วงนี้ผมเลยยังไม่อินกับคำว่า "แฟน" เท่าไหร่ยังรู้สึกเฉยๆ
.....ช่วงมัธยมต้น (ม.1-3) ช่วงนี้ก็เอิ่มต้องทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ อีกแล้ว เพราะเราต้องเจอเพื่อนที่มาจากหลายอำเภอที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด แต่เวรกรรมอะไรของผม ซึ่งได้อยู่ห้องเดิมกับเพื่อนเก่าที่เรียนประถมมาด้วยกัน เกือบครึ่งอ่ะครับ OMG !!!! ตอนนั้นผมจำตัวเลขจริงๆ ไม่ได้ว่าทั้งหมดในห้องกี่คน แต่สมมติว่ามี 60 คน มีเพื่อนเก่าโรงเรียนเดียวกันห้องเดียวกันประมาณ 25 อ่ะ ซึ่งแบบมันเลยทำให้ชีวิต ม.ต้น ของผมเหมือนประถมเลยครับ จากที่มันล้อผมประมาณ 25 จาก 60 คราวนี้ก็ 60 เลยสิครับ ช่วงนี้มันทำให้ผมเริ่มรู้แล้วบ้างว่า เวลาเป็นแฟนกันต้องโทรหากัน ก่อนจะเป็นแฟนกันต้องจีบกัน เวลาพักเที่ยงต้องมานั่งข้างกัน นี่คือความรู้ใหม่ครับ จากช่วง ม.ต้น ซึ่งรู้โดยการศึกษาจากชีวิตเพื่อนๆ ตัวเองก็ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสจริงๆ จังๆ
.....ช่วงมัธยมปลาย (ม.4-6) โรงเรียนชั่งกลั่นแกล้งผมเหลือเกิ๊นนนนนน นักเรียนของเก่าต้องสอบเลือกห้องใหม่ ครับ !!!! โอเคทำใจต้องทำความรู้จักเพื่อนใหม่อีกแล้ว TT (มันยากมากสำหรับผม) ซึ่งเรามีกลุ่มเพื่อนสนิทแล้วตอน ม.ต้น แต่ชีวิตต้องเดินต่อไป บอกเลยครับช่วงนี้แหละครับคือช่วงพลิกผันชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งเลยครับ 55555+ พอผลสอบออกประกาศอะไรออกหมดแล้ว ก็ถึงวันเปิดเทอมสิครับท่าน ผมได้อยู่ห้อง 1 ครับ ซึ่งทั้งห้องมีประมาณ 60 คนครับ แต่ !!!!!! มีผู้ชายอยู่แค่ 16 คน !!!!! 16 คนจริงๆ ครับ แบบเอิ่มมมมมม ทำไมตัวเลือกเพื่อนของเรามันน้อยจัง 55555+ แรกๆเราก็ยังไม่คุ้นใครเลย มีเพื่อนเก่าที่เรียนห้องเดียวกันจากกัน ม.ต้นบ้างครับ แต่เนื่องจากว่ามันมีผู้ชายแค่ 16 คน แล้วทั้ง 15 คน มันมักจะไปด้วยกัน เหลือ 1 คนใช่ไหมครับ ผมเอง ตอนนั้นคิดเองว่าเราไม่เหมาะกับพวก 15 คน นั้นแน่ๆ ผมมองดูพวกเขาเป็นแบบพวกเถื่อนๆ ไรแบบนี้อ่า !!! แล้วตอนนั้นทุกคนยังมองว่าเราเป็น กระเทย อยู่ เหมือนเค้าก็แซวเราล้อเราอีกเหมือนเดิม (ซึ่งตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้เรายังคิดว่าเราเป็นผู้ชายอยู่ อิ๊อิ๊) เราเลยเลือกที่จะไปไหนมาไหนกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่มาจากห้องเดียวกันสมัย ม.ต้น นี้แหละครับท่านผู้ชมจุดพลิกผัน แรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรนะครับแต่เด็กผู้หญิง ม.4 เริ่มมีรุ่นพี่มาจีบ รุ่นน้องมาจีบ ไปแอบชอบรุ่นน้อง แล้วเราก็จะอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้นทั้งหมด แม้กระทั้งว่าเรื่องของผู้หญิ๊งงงงงงงงผู้หญิง เขาก็คุยกันต่อหน้าผมหมดเลย จากแรกๆ ก็เขินจนชินชาาาาาไปหมด แล้วก็จะมีเริ่มชวนมองผู้ชายยยยจร้าาาาา หลังจากผ่านช่วงม.4  ผมก็มองแต่ผู้ชาย แต่ไม่คิดจะแต่งหญิงนะ 55555555+ เข้าเรื่องๆ ช่วง ม.ปลาย เป็นช่วงเวลาที่รู้หมดแล้วว่าแฟนคืออะไร ต้องทำอะไรบ้างเขาจีบกันยังไง เข้าใจคำว่า "แฟน" จริงๆจังๆ แล้วครับแต่ก็โดยผ่านเพื่อนหมดเลย ยังคงไม่มีแฟนจนเรียนจบ ม.6 ในวัย 17-18 ปี
.....ช่วงมหาวิทยาลัย ช่วงนี้ลำบากมากกกกก ต้องหาเพื่อน หาห้องเรียน ตามหาอาจารย์ เหมือนทุกสิ่งอย่างต้องเริ่มใหม่หมดในมหาวิทยาลัย ช่วงนี้เป็นช่วงที่แบบ อยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก อยากมีแฟนมาก เพราะเหมือนเราใช้ชีวิตอยู่คนเดียว พ่อแม่ก็อยู่ไกล เพื่อนก็ใช้ว่าจะอยู่ด้วยกันตลอด จนมันทำให้เราเหงา (จากที่คิดว่าไม่รู้จะมีแฟนไปทำไม) ใครว่าหาแฟนในมหาลัยง่าย ผมอยากเดินเข้าถามมากว่าต้องไงถึงให้มีสักทีแฟนเนี๊ยยย ???? มันยากเข้าไปอีกครับว่า หลังจากช่วงชีวิตตอน ม.4 ผมก็เริ่มที่จะชอบผู้ชายด้วยกันแหละ เปลี่ยนมาเป็น "เกย์" มันเลยทำให้ยากเข้าไปอีกคูณ 100 ไปเลยสำหรับผม ถามว่าที่ผ่านมามีคุยๆไหม มีครับเยอะมากๆๆด้วย (อิ๊อิ๊) แต่ตอนนั้นเหมือนแบบเรามีตัวเลือกเยอะเราเลยคุยไปเรื่อยๆ คุยกับทุกๆคน จนเราเบื่อเริ่มอยากมีเป็นตัวเป็นตนสักที แต่ก็ไม่เคยยยยยยย เลยครับ 55555+ ปี 1 ปี 2 ผ่านไป ปี 3 ครับในวัย 20 ปี เริ่มคบกับน้อง ปี 1 อยู่หนึ่งคน เป็นแฟนนนนน (ปรบมือเย้ๆๆ มีแฟนแล้วว) แต่ !!!!!! เราคบกันได้แค่เดือนเดียวครับ เพราะตอนนั้นเพราะทำหน้าที่เป็นหนึ่งในคณะของผู้นำนักศึกษาในการบริหารกิจกรรมนักศึกษา ผมรู้สึกน้องดูแลผมดีมากๆ น้องเขารักผมมาก แต่ในทางกลับกันผมไม่สนใจน้อง ผมดูแลกิจกรรมของผมมากๆ ผมรักในกิจกรรมของผมมากๆ ด้วยความสงสารน้องเลยบอกเลิกไป เพราะผมรู้สึกว่าผมเอาเปรียบความรักของน้องเขามากจนเกินไป และด้วยเหตุผมอื่นๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในหัวตอนนั้น จึงต้องจบชีวิตการมีแฟนไว้แค่นั้น
.....สรุป เรื่องความรัก ผมยังคงรักพ่อรักแม่ผมมากๆๆๆๆๆๆ แต่รู้สึกว่ายังใช้ชีวิตวัยรุ่นไม่คุ้มในเรื่องความรักเอามากๆ เอาตรงก็อิจฉานะครับคนที่เคยมีแฟนมีความรักมาแล้วหลายๆครั้งให้กับเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่ง แม้ว่าปลายทางของความรักมันจะจบลงด้วยดี หรือไม่ดีดี หรือบางคนอาจจะจบแบบเศร้า แต่ผมก็ยัง "อิจฉา" ครับ อย่างน้อยเขาเหล่านั้นยังได้เรียนรู้ที่จะ "รัก" และยังได้แบ่งปันความรักกับใครที่ไม่รู้ที่เข้ามาในชีวิต ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลย แล้วคุณๆล่ะครับคิดว่ายังไง ???????? ^^ (เหนื่อยแล้วพักยก) (ผิดพลาดยังไงขอโทษด้วยนะครับ กระทู้ยาวกระทู้แรกจริงๆ)
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่