มาถึงวันนี้ ..เชื่อว่าหลายคนทั้งนอกและในบรรดาสาวกเองบางคน... ก็คงยังงงกับสาระที่ปรากฎในแถลงการณ์ของเหล่าศิษย์ ว่าจู่ ๆ มามุกแป๊กสิ้นคิดได้ไงถึงได้ลากเอา
"การเมือง" มาเชื่อมกับ
"วัด" ซึ่งผลที่ตามมาเป็นที่รู้กันในหมู่นักวิเคราะห์การเมืองในทำนองเลือกที่จะ
"ฆ่าตัวตาย" เอง
ไม่รู้เหมือนกันว่า... แถลงการณ์สั้น ๆ แต่เล่นเอาวัดสะเทือนสั่นวันนั้น..ใครหนอช่างปั่นวาทะ...หรือลิขิตปิดฉากนั้นมันมาจากมันสมองพระเดชพระคุณรูปใดที่หาญกล้าและจงใจจะท้าชนอำนาจรัฐแบบเต็ม ๆ แบบนั้น
ทั้งที่ก่อนหน้า...แนวทางของวัดดูเหมือนจะพยายามวางตัวให้สังคมเข้าใจว่า
"ที่นี่ ปลอดการเมือง"
แถมกำหนดจุดไว้ ในภาพลักษณ์
"สว่าง...สงบ...สวดมนต์..สันติ..อหิงสา..." แม้นลึก ๆ อาจจะไม่ค่อยสอดคล้องต้องกับทัศนคติของชาวพุทธที่มีมุมมองแตกต่างกันมากโข
การยกเหตุ
"บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย" เลยหมดใจจะมอบตัว.... ถือว่าเป็น เหตุผลที่
"ไปไม่เป็น"
เพราะรู้อยู่แล้วว่า..บ้านเมืองมันจะประชาธิปไตยหรือไม่ แต่หากถ้าเป็นรัฐสภาพ.. เป็นรัฐถาธิปัตย์..ที่นั่นก็ย่อมมีกฎหมาย และหากฝืนกฎหมายสวนจารีตปฎิบัติ คนขัดและไม่ยอมรับก็ต้องกลายเป็นอย่างอื่นที่รัฐแห่งนั้นไ่ม่พึงปรารถนา!
และสิ่งที่น่ากลัวก็คือ มาถึงเพลานี้....ต้องบอกได้คำเดียวว่า ถนนการเมืองทุกสาย มุ่งมาใช้ประโยชน์ที่นี่แบบไม่ต้อง
"นิมนต์" เข้าเต็ม ๆ แล้ว!!
การเมือง เป็นเรื่อง
"ผลประโยชน์" และที่สำคัญมันไม่เลือกเพศ...วัย และ สถานะว่าจะเป็น พระเถรเณรชี ตราบเท่าที่ อะไรจะได้
"ประโยชน์ " ถ้าไม่รีบฉกฉวยโอกาสนี้ คงพลาดรถเมล์เที่ยวสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างแดง นปช.ต่างประเทศนั่นปะไร...เริ่มแล้ว!
กลุ่มนี้ มักไม่พลาดที่จะเกาะสถานการณ์และวันนี้เลือกใช้วัดแห่งนี้เป็นประโยชน์แบบที่ถ้าศานุศิษย์ใดชมได้ฟังแล้ว ..ต้องร้องจ๊าก..เพราะกำลังนำ หายนะและโหมไฟมาเผา
"วัด" ในไม่ช้า
และหลายสิ่งที่ก๊วนนี้กำลังปลุกปั่น ถ้าได้ยินได้ฟังและไ่มใช่แดงจ๋า..อย่างพวกนั้น เชื่อว่าหลายคนอาจนำมาสู่การตัดสินใจที่จะเลือกได้ว่า "ท่านจะเดินหน้าสู้ตายพร้อมเรา (แบบที่ไม่น่าจะตาย)"..หรือ
"จะยอมถอยออกมาเพราะสุดท้ายมันไม่ใช่อย่างที่เราคิด". แบบทีต้นธาตุต้นธรรมปั่นนิยาย "พญามาร" นั่นละ
อย่าลืมว่า พวกแดงอำมหิตต่างประเทศพวกนี้ ไม่ธรรมดา! เล่นสารพัดสกปรกทั้งใต้ดินถึงบนฟ้า เพราะถือว่าอยู่นอก ไกลคุกไทย จะเล่นถล่มแบบไหนไม่ใช่ปัญหา!
และเมื่อ นปช.ต่างด้าว เริ่มเข้ามาเกาะกุมสุมอาศัยประโยชน์จากสำนักแห่งนี้.... ภาพของ
"ถนนอักษะโมเดล" ในวันที่ถูกสลายก็อาจเริ่มตั้งเค้าลาง และสุดท้ายอาจย้อนมาถึงสำนักแห่งนี่ในที่สุด!
แต่ก็นั่นล่ะ... ถ้าจะต้องเกิดอะไรกับ องคาพยพของสำนักแห่งนี้ มีเรื่องเดียวและเหตุผลเดียวคือ
"อัตตะอาตมา" ที่ต้องฮัมเบาๆว่า
"ฉันมาไกล..มาไกลเหลือเกิน..!"
เพราะจากวิถีที่มีคนคอยพนมมือห้อมล้อม...ร้องเพลงเยินยอ...ย่อขาเดินเข่าเข้าหา
"ท่านคะ...ท่านขา" แบบชี้นิ้วอะไรได้ตามนิ้วนั้น
แต่ถ้าวันนึง..จะต้องกลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แบบที่เคยเป็น....แถมต้องถูกเปิดเผยหลายเรื่อง...หลายสิ่งที่เป็นส่วนตัว ให้คนทั่วไปและสาวกเห็นแล้วตะลึงงึงงงว่า อ้าว....ที่แท้
"หลวงพี่หลอกดาว!" เรื่องแบบนี้คงให้เกิดไม่ได้
เพราะเงื่อนงำแห่ง พุทธธรรม ที่ถูกบิดเบือนมานานนั้น หากย้อนกลับไปทำจิต...ทำใจ ลองใคร่ครวญกันสักนิดก็จะพบว่า
ข้อเท็จจริงแห่งปฐมบทการค้นพบวิชชาธรรมกายที่หลวงปู่สด ท่านเข้าใจว่านี่คือวิชชาเก่าแก่..และท่านเชื่อว่าทุกคนมีธรรมกายในตัว และเรียนรู้ศึกษาทุ่มเทมาหลายสิบปี
การกำหนด
"สัมมา อรหัง" และสร้างจิตให้ก่อรูป
"พุทธมโน" ขึ้น ณ ศูนย์กลางกาย และหลงอยู่ในนิมิตโอภาสที่จิตปรุงแต่งเหล่านั้น และทึกทักเอาว่านี่คือภูมิภพที่ท่านได้พบในฌานขั้นสูงจนนำมาซึ่งการสอนสั่งและเผยแพร่ไปทั่ว
แต่แล้วเมื่อวันหนึ่งท่านก็ต้องยอมพ่ายแพ้แก่
"อนิจจัง" เพราะเมื่อท่านได้กลับมาฝึก มหาสติปัฎฐาน 4 อันพุทธองค์ทรงบัญญัติแล้ว ลองพิจารณาลงไปในนิมิตที่ท่านเห็นนั้น ท้ายสุดนิมิตก็พังสลายกลายเป็น
"อนิจจา" ท่านจึงร้องออกมาจนเป็นที่บันทึกว่าท่าน
"หลงเป็นขี้ข้าคนมาเสียนมนาน"
เมื่อท่านพบว่า วิชชาธรรมกาย มิใช่เป้าที่แท้และยังเป็นเพียงแค่
"ปฐมฌาน" ที่จิตสร้างนิมิตหลอกแล้วสิ้นสภาพ และท้ายสุดท่านก็เลือกที่จะละมิจฉาทิฎฐิ ดั่งที่เจ้าคุณโชดกบันทึกไว้ ท่านจึงได้ส่งภาพของท่านพร้อมลายเซ็นไว้เป็นที่ระลึกเพื่อยืนยันการฝึกที่ท่านพบแล้วว่าตรงที่สุดตามที่พุทธองค์ทรงแนะไว้เป็นหลักฐาน
แต่การนำความผิดพลาดของหลวงพ่อสด มาใช้เป็นประโยชน์ แม้นจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม.. สิ่งที่ผู้พึงแสวงหาโมกขธรรม จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง คือ
"ปัญญา" ลงไปพินิจ
ปัญญาที่จะแยกแยะ...ตรึกตรอง..เข้าใจ และ กล้า
"จับผิด" ในสิ่งที่มันดูแล้วขัดต่อ หลัก
"พุทธแท้"
พุทธเจ้า ท่านไม่ได้สอนอะไรที่ลึกลับซับซ้อนเกินกว่าเราจะศึกษาและเข้าใจได้.... อริยสัจสี่ ... ปฎิจสมุปปบาท...และ มรรคมีองค์8 เพียงแค่นี้ ก็ทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่เป็นจริงดั่งศรัทธาได้
การหลงเวียนว่าย...อยู่ในวัฎฎะแห่งกิเลสที่โมฆะบุรุษพึงกล่าว..พึงสอน ล้วนมีภูมิภพจบเพียงแค่
"ทุกขคติ" แบบไม่ตั้งใจ
ใครที่ยังหลงผิด... ถอยออกมาสักนิด... เวลายังมีเหลือเฟือที่จะเอื้อเฟื้อพระศาสนาให้กลับมาตรงกรอบแห่ง
"พระธรรมวินัย" และ
"พุทธประสงค์"
เขียนเตือนแบบกัลยาณมิตร.... แต่ยังถ้าคิดว่า ใครแตะพระเดชฯ เพียงนิด ก็ถือเป็น
"ศัตรู" แบบก็ต้อง
"คอย(นับวัน)ดูกัน!"
วัดพระธรรมกาย...กับ "สิทธิ" ที่จะได้ไปต่ออันริบหรี่!
มาถึงวันนี้ ..เชื่อว่าหลายคนทั้งนอกและในบรรดาสาวกเองบางคน... ก็คงยังงงกับสาระที่ปรากฎในแถลงการณ์ของเหล่าศิษย์ ว่าจู่ ๆ มามุกแป๊กสิ้นคิดได้ไงถึงได้ลากเอา "การเมือง" มาเชื่อมกับ "วัด" ซึ่งผลที่ตามมาเป็นที่รู้กันในหมู่นักวิเคราะห์การเมืองในทำนองเลือกที่จะ "ฆ่าตัวตาย" เอง
ไม่รู้เหมือนกันว่า... แถลงการณ์สั้น ๆ แต่เล่นเอาวัดสะเทือนสั่นวันนั้น..ใครหนอช่างปั่นวาทะ...หรือลิขิตปิดฉากนั้นมันมาจากมันสมองพระเดชพระคุณรูปใดที่หาญกล้าและจงใจจะท้าชนอำนาจรัฐแบบเต็ม ๆ แบบนั้น
ทั้งที่ก่อนหน้า...แนวทางของวัดดูเหมือนจะพยายามวางตัวให้สังคมเข้าใจว่า "ที่นี่ ปลอดการเมือง"
แถมกำหนดจุดไว้ ในภาพลักษณ์ "สว่าง...สงบ...สวดมนต์..สันติ..อหิงสา..." แม้นลึก ๆ อาจจะไม่ค่อยสอดคล้องต้องกับทัศนคติของชาวพุทธที่มีมุมมองแตกต่างกันมากโข
การยกเหตุ "บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย" เลยหมดใจจะมอบตัว.... ถือว่าเป็น เหตุผลที่ "ไปไม่เป็น"
เพราะรู้อยู่แล้วว่า..บ้านเมืองมันจะประชาธิปไตยหรือไม่ แต่หากถ้าเป็นรัฐสภาพ.. เป็นรัฐถาธิปัตย์..ที่นั่นก็ย่อมมีกฎหมาย และหากฝืนกฎหมายสวนจารีตปฎิบัติ คนขัดและไม่ยอมรับก็ต้องกลายเป็นอย่างอื่นที่รัฐแห่งนั้นไ่ม่พึงปรารถนา!
และสิ่งที่น่ากลัวก็คือ มาถึงเพลานี้....ต้องบอกได้คำเดียวว่า ถนนการเมืองทุกสาย มุ่งมาใช้ประโยชน์ที่นี่แบบไม่ต้อง "นิมนต์" เข้าเต็ม ๆ แล้ว!!
การเมือง เป็นเรื่อง "ผลประโยชน์" และที่สำคัญมันไม่เลือกเพศ...วัย และ สถานะว่าจะเป็น พระเถรเณรชี ตราบเท่าที่ อะไรจะได้ "ประโยชน์ " ถ้าไม่รีบฉกฉวยโอกาสนี้ คงพลาดรถเมล์เที่ยวสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างแดง นปช.ต่างประเทศนั่นปะไร...เริ่มแล้ว!
กลุ่มนี้ มักไม่พลาดที่จะเกาะสถานการณ์และวันนี้เลือกใช้วัดแห่งนี้เป็นประโยชน์แบบที่ถ้าศานุศิษย์ใดชมได้ฟังแล้ว ..ต้องร้องจ๊าก..เพราะกำลังนำ หายนะและโหมไฟมาเผา "วัด" ในไม่ช้า
และหลายสิ่งที่ก๊วนนี้กำลังปลุกปั่น ถ้าได้ยินได้ฟังและไ่มใช่แดงจ๋า..อย่างพวกนั้น เชื่อว่าหลายคนอาจนำมาสู่การตัดสินใจที่จะเลือกได้ว่า "ท่านจะเดินหน้าสู้ตายพร้อมเรา (แบบที่ไม่น่าจะตาย)"..หรือ "จะยอมถอยออกมาเพราะสุดท้ายมันไม่ใช่อย่างที่เราคิด". แบบทีต้นธาตุต้นธรรมปั่นนิยาย "พญามาร" นั่นละ
อย่าลืมว่า พวกแดงอำมหิตต่างประเทศพวกนี้ ไม่ธรรมดา! เล่นสารพัดสกปรกทั้งใต้ดินถึงบนฟ้า เพราะถือว่าอยู่นอก ไกลคุกไทย จะเล่นถล่มแบบไหนไม่ใช่ปัญหา!
และเมื่อ นปช.ต่างด้าว เริ่มเข้ามาเกาะกุมสุมอาศัยประโยชน์จากสำนักแห่งนี้.... ภาพของ "ถนนอักษะโมเดล" ในวันที่ถูกสลายก็อาจเริ่มตั้งเค้าลาง และสุดท้ายอาจย้อนมาถึงสำนักแห่งนี่ในที่สุด!
แต่ก็นั่นล่ะ... ถ้าจะต้องเกิดอะไรกับ องคาพยพของสำนักแห่งนี้ มีเรื่องเดียวและเหตุผลเดียวคือ "อัตตะอาตมา" ที่ต้องฮัมเบาๆว่า "ฉันมาไกล..มาไกลเหลือเกิน..!"
เพราะจากวิถีที่มีคนคอยพนมมือห้อมล้อม...ร้องเพลงเยินยอ...ย่อขาเดินเข่าเข้าหา "ท่านคะ...ท่านขา" แบบชี้นิ้วอะไรได้ตามนิ้วนั้น
แต่ถ้าวันนึง..จะต้องกลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แบบที่เคยเป็น....แถมต้องถูกเปิดเผยหลายเรื่อง...หลายสิ่งที่เป็นส่วนตัว ให้คนทั่วไปและสาวกเห็นแล้วตะลึงงึงงงว่า อ้าว....ที่แท้ "หลวงพี่หลอกดาว!" เรื่องแบบนี้คงให้เกิดไม่ได้
เพราะเงื่อนงำแห่ง พุทธธรรม ที่ถูกบิดเบือนมานานนั้น หากย้อนกลับไปทำจิต...ทำใจ ลองใคร่ครวญกันสักนิดก็จะพบว่า
ข้อเท็จจริงแห่งปฐมบทการค้นพบวิชชาธรรมกายที่หลวงปู่สด ท่านเข้าใจว่านี่คือวิชชาเก่าแก่..และท่านเชื่อว่าทุกคนมีธรรมกายในตัว และเรียนรู้ศึกษาทุ่มเทมาหลายสิบปี
การกำหนด "สัมมา อรหัง" และสร้างจิตให้ก่อรูป "พุทธมโน" ขึ้น ณ ศูนย์กลางกาย และหลงอยู่ในนิมิตโอภาสที่จิตปรุงแต่งเหล่านั้น และทึกทักเอาว่านี่คือภูมิภพที่ท่านได้พบในฌานขั้นสูงจนนำมาซึ่งการสอนสั่งและเผยแพร่ไปทั่ว
แต่แล้วเมื่อวันหนึ่งท่านก็ต้องยอมพ่ายแพ้แก่ "อนิจจัง" เพราะเมื่อท่านได้กลับมาฝึก มหาสติปัฎฐาน 4 อันพุทธองค์ทรงบัญญัติแล้ว ลองพิจารณาลงไปในนิมิตที่ท่านเห็นนั้น ท้ายสุดนิมิตก็พังสลายกลายเป็น "อนิจจา" ท่านจึงร้องออกมาจนเป็นที่บันทึกว่าท่าน "หลงเป็นขี้ข้าคนมาเสียนมนาน"
เมื่อท่านพบว่า วิชชาธรรมกาย มิใช่เป้าที่แท้และยังเป็นเพียงแค่ "ปฐมฌาน" ที่จิตสร้างนิมิตหลอกแล้วสิ้นสภาพ และท้ายสุดท่านก็เลือกที่จะละมิจฉาทิฎฐิ ดั่งที่เจ้าคุณโชดกบันทึกไว้ ท่านจึงได้ส่งภาพของท่านพร้อมลายเซ็นไว้เป็นที่ระลึกเพื่อยืนยันการฝึกที่ท่านพบแล้วว่าตรงที่สุดตามที่พุทธองค์ทรงแนะไว้เป็นหลักฐาน
แต่การนำความผิดพลาดของหลวงพ่อสด มาใช้เป็นประโยชน์ แม้นจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม.. สิ่งที่ผู้พึงแสวงหาโมกขธรรม จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง คือ "ปัญญา" ลงไปพินิจ
ปัญญาที่จะแยกแยะ...ตรึกตรอง..เข้าใจ และ กล้า "จับผิด" ในสิ่งที่มันดูแล้วขัดต่อ หลัก "พุทธแท้"
พุทธเจ้า ท่านไม่ได้สอนอะไรที่ลึกลับซับซ้อนเกินกว่าเราจะศึกษาและเข้าใจได้.... อริยสัจสี่ ... ปฎิจสมุปปบาท...และ มรรคมีองค์8 เพียงแค่นี้ ก็ทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่เป็นจริงดั่งศรัทธาได้
การหลงเวียนว่าย...อยู่ในวัฎฎะแห่งกิเลสที่โมฆะบุรุษพึงกล่าว..พึงสอน ล้วนมีภูมิภพจบเพียงแค่ "ทุกขคติ" แบบไม่ตั้งใจ
ใครที่ยังหลงผิด... ถอยออกมาสักนิด... เวลายังมีเหลือเฟือที่จะเอื้อเฟื้อพระศาสนาให้กลับมาตรงกรอบแห่ง "พระธรรมวินัย" และ "พุทธประสงค์"
เขียนเตือนแบบกัลยาณมิตร.... แต่ยังถ้าคิดว่า ใครแตะพระเดชฯ เพียงนิด ก็ถือเป็น "ศัตรู" แบบก็ต้อง "คอย(นับวัน)ดูกัน!"