จากความคิดที่ว่า "การทำประกันสุขภาพ ช่วยแบ่งเบาค่ารักษาพยาบาล" เริ่มเปลี่ยนไป

ทำประกันสุขภาพ มาหลายปี ไม่เคยได้มีโอกาสแอดมิด หรือไปรักษากะเขาเสียที
เมื่อประมาณ 5 - 6 ปีก่อน ได้เคยแอดมิด ด้วยโรคไข้เลือดออก ไปครั้งหนึ่ง  คราวนั้น ค่ารักษานับว่าปกติ
เอ๊ะ!!!! หรือไม่ปกติ แต่เราไม่รู้ เพราะค่ารักษาไม่เกินกว่าประกัน  เราไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เลยไม่ได้สนใจ
จบ...............

ปีนี้นับว่าเป็นโอกาสอันดี  ได้มีโอกาสใช้สิทธิประกันอีกครั้ง  กับการไปรักษาด้วยโรคไส้ติ่งอักเสบ กับรพ.ที่ใกล้บ้าน แถวรามอินทรา ใกล้แฟชั่นไอส์แลนด์
หลังจากที่เริ่มเจ็บด้านขวาอยู่ 2 วัน  ก็บอกคนที่บ้านว่าเราเป็นไส้ติ่ง  และก็รีบเคลียร์งานเร่งด่วนให้เสร็จ เพื่อขับรถไปรพ. บอกหมอเป็นไส้ติ่ง  ตอนบ่าย 2 โมง

หมอขอตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน โดยการเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ  ผลปรากฎออกมา ค่าทุกอย่างเป็นปกติดี  ไม่ได้แสดงว่าเป็นไส้ติ่ง  หมอเลยขอไม่ x-ray เพราะจะไม่เห็นชัดเจน  แต่หมอขอให้ทำ CT SCAN เลย เพื่อให้ทราบผลที่ชัดเจนแน่นอนดีกว่า ผลออกมาว่าใช่ สรุปผ่า 5 ทุ่มในคืนนั้นเลย  เป็นการผ่าแบบปกติทั่วไป ไม่ใช่ผ่าแผลเล็ก

หลังผ่า อยู่พักฟื้นอีกคืน ก็กลับบ้าน  สรุป ได้เปลี่ยนที่ซุกหัวนอนไป 2 คืน  ค่ารักษาสรุปออกมา ประมาณ 91,091 บาท  ทำประกันมาช่วยได้ประมาณ 49,691 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายเพิ่มคะ  เราก็ยอมจ่ายโดยสดุดี (ในใจคิดทำมัย แพงจัง แต่คงเป็นเพราะ เลือกนอน รพ.เอกชน ก็ต้องทำใจไปตามระเบียบ)

เรื่องทุกอย่างน่าจะจบลงอีกครั้ง  แบบไม่มีประเด็นให้คิด ...............

แต่กลับมาบ้านได้ 2 วัน ช่วงเวลา 5 ทุ่มของคืนวันที่ 2 ปรากฎเท้าบวมเป่งเลย  ผิวหนังพร้อมจะปริแตก  ลุกขึ้นยืนไม่ได้ ผิวมันตึงแป๊ะ ไปหมดทั้ง 2 ขา  น้องรีบส่งกลับรพ. ในเที่ยงคืนวันนั้น

หมอฉุกเฉิน บอก เราเป็นเส้นเลือดดำอุดตัน  ต้องนอนรักษาตัวที่รพ. แล้วตอนเช้าค่อยเริ่มรักษาตามอาการ  เพราะเที่ยงคืนห้องตรวจอัลตร้าซาวด์ปิด  แต่เราขอกลับบ้าน เพราะไม่เชือว่าตัวเองจะเป็นโรคนี้ได้  มาเอาหมอนรองยกขาสูง ทำแบบนี้ตลอดจนครบกำหนด 7 วันที่หมอผ่าตัดนัดดูอาการ

เช้าวันที่ 7 หลังผ่าตัด ไปพบหมอตามนัด  ปรากฎหมอไม่มา ต้องเปลี่ยนไปหาหมอท่านอื่นแทน  ประโยคแรกที่ถามหมอคือ  "เราแพ้ยาไหม  ขาถึงได้บวม"  หมอยืนยันว่าลักษณะอาการบวมของเราไม่ใช่การแพ้ยาเด็ดขาด  และถ้าหากเราแพ้ยาจริงๆ ก็ต้องแพ้ตั้งแต่อยู่รพ.แล้ว ทำไมต้องหลังกลับบ้านแล้ว 2 วัน   -->  หมอว่าเราเป็นเส้นเลือดดำอุดตัน  ต้องขออัลตร้าซาวด์ทั้ง 2 ขา  เพราะโดยปกติโรคนี้ จะไม่เป็นพร้อมกัน 2 ขา และต้องมาอัลตร้าซาวด์ทุกอาทิตย์  พยาบาลมาถามเรามีประกันหรือไม่  แต่น่าจะมีประกันนะ ค่าอัลตร้าซาวด์ ไม่รวมค่าหมอ  ขาข้างละ 3000 บาท  x 2 = 6000 บาท/ครั้ง  
พร้อมกับส่งประวัติเราให้หมอเฉพาะทางทางเลือดโดยตรง รักษาต่อไป

กลับบ้านสิคะ  รออะไร  โรคอะไรจะแพงขนาดนี้  ค่ารักษาอาทิตย์ละ 6-7 พันบาท  เดือนหนึ่งปาไป 2 หมื่นกว่าบาท  รับไม่ได้จริงๆ  + มั่นใจในร่างกายของเรา ต้องไม่ใช่โรคนี้แน่นอน   แต่ก่อนกลับแวะไปปรึกษาเภสัชของทางรพ.  หัวหน้าเภสัชแจ้งว่า ยาที่กิน เคยมีประวัติกินแล้วขาบวม  แต่อาการไม่ใช่แบบที่เราเป็น  ขอถ่ายรูปขาบวมของเรา  และบอกว่าน่าจะเป็น เส้นเลือดดำอุดตัน  ซึ่งเราไม่เคยขาบวมมาก่อนเลย  เภสัชบอกโรคนี้อาจปรากฎหลังจากร่างกายมีบาดแผลใหญ่ได้  ลิ่มเลือดเพิ่งแสดงอาการทำงานผิดปกติให้เห็น

กลับบ้านมาหาข้อมูลของโรคเส้นเลือดดำ   บอกเลยคะ ทำใจรับไม่ได้จริงๆ นั่งเศร้า แล้วน้ำตามันก็ไหลออกมาเองไม่ยอมหยุด   สั่งให้หยุด ก็ไม่หยุด สมองนึกคิดไปสาระพัด  เอาว่ะ ต้องทำใจรับให้ได้!!!!!! ถ้าเป็นจริงก็รักษา แต่ต้องเปลี่ยนไปหารพ.รัฐ  ยอมช้าหน่อย แต่ถูกกว่ามาก

พอ 6 โมงเย็น รพ.โทรมาแจ้งว่าหมอเฉพาะทางเลือดมาแล้ว ให้เราไปพบหมอได้  แล้วพ่อก็มากด บีบ นวดขา ว่าเรารู้สึกอะไรไหม  
ตอบเลยค่ะ  ---- รู้ว่ามีคนจับ  แต่ไม่รู้สึกเจ็บใดๆ พ่อเลยรีบส่งรพ. (หลังจากรู้ว่าเราจะไม่ยอมไปพบหมอแล้ว)  

คำถามแรก เมื่อพบหมอ คือ  "เราแพ้ยาไหม"   คำตอบคือ  หมอไม่ขอสรุปว่าแพ้ยา ต้องอัลตร้าซาวด์ก่อน เพราะอาจเป็นเส้นเลือดดำอุดตันได้  และหากก้อนเลือดเกิดหลุดไปติดที่ปอด หรือ หัวใจ  ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร  ก็จะตายทันที หมอเป็นเหมือน "นักสืบ"  ต้องสืบหาสาเหตุของอาการเป็นขั้นตอนตามหลักทางการแพทย์

แต่หมอคะ   "ค่ารักษาในการสืบน่ะ  เราเป็นคนจ่ายนะ และรพ.เอกชน ค่าสืบ มันแพงมากคะ"  ทางรพ. หรือ จากประสบการณ์รักษามา อาการขาบวมแบบเรา  ไม่เคยมีประวัติในเรื่องแพ้ยาเลยหรือ  ทำไมต้องอัลตร้าซาวด์ด้วย  ต้องเริ่มรักษาตั้งแต่ 1 เลยหรือ????  หมอบอกถ้าซาวด์ ไม่เจอ ก็ต้องนัดมาซาวด์ใหม่อาทิตย์หน้า จนกว่าจะเจอ/มั่นใจว่าไม่เป็นเส้นเลือดดำอุดตัน  หรือไม่ก็อาจต้องเจาะเลือดส่งไปตรวจที่อเมริกา  เพราะในไทยยังไม่มีการตรวจเลือดในเรื่องนี้ ซึ่งค่าใช้จ่ายแพงมาก  เลยต้องใช้วิธีอัลตร้าซาวด์ ไปเรื่อยๆ แทน

สรุปหนีไม่พ้น  อย่างไรก็ต้องอัลตร้าซาวด์  เอ้าท์!!!!!! 6000 บาท ก็ต้องยอมตัดใจจ่าย  แล้วแจ้งรพ. เบิกไม่ได้ ถ้าไม่นอนรพ.ต้องจ่ายเอง  

ผลปรากฎว่า เฉพาะค่าอัลตร้าซาวด์  จ่ายเอง ไม่มีประกัน 2 ขา 510 บาท ยังไม่รวมค่าอื่นๆ จริงๆ นะคร้าาาาาาาาาา    ขอบอกเลยคะ
แบบนี้จะทำประกันทำไมล่ะคร้า   เก็บเงินไว้ หาแหล่งดอกเบี้ยดีๆ เบิกใช้เมื่อเจ็บป่วยเอง  ค่ารักษาถูกกว่าหลายเท่าตัว

พอเอาค่าผ่าตัดเกือบแสน ไปคุยกะเพื่อน ซึ่งผ่าไส้ติ่งเมื่อก.พ.59 ที่รพ.แถวสีลม  ของเขาประมาณ 4 หมื่นกว่าบาทเท่านั้นเอง ผ่าปกติแบบเดียวกันเลย
แล้วทำไมของเราแพงจัง  

วันนี้เอาใบเสร็จค่าผ่าตัดมาดู  โอ้แม่แจ้า************
ประเด็นที่ 1----- ค่ายาผู้ป่วยใน+ยากลับบ้าน รวมจัดยาให้กินทั้งหมด 9 วัน เป็นเงิน 2 หมื่นกว่าบาท
มาได้งัยอ่ะเนี่ย ยาที่กินตั้งแต่อยุ่รพ.-บ้าน  คือ
1. Meiact 200 mg
2. Tramal Caps 50 mg
3. Arcoxia 90 mg
4. ยาแก้กระเพาะ กินก่อนอาหาร  อยู่รพ.กิน 1 ครั้ง เพราะอีกวันกินข้าวก่อนยามา (อันนี้ขอรพ.ไม่เอากลับบ้าน ที่บ้านมีอยุ่แล้ว ได้เงินคืนมา 1000 บาท)
5. มีกินยาพาราเซตามอล 2 เม็ด ตอนอยู่รพ. 1 ครั้ง
6. ให้น้ำเกลือ ก่อนผ่าตัด และหลังผ่าตัด 1 วัน ซึ่งไม่น่าจะถึง 10 ขวด
7. เห็นมีฉีดยาผ่านน้ำเกลือ ก่อนผ่า ตอนอยุ่ในห้องผ่าตัด  น่าจะ 1-2 เข็ม
ส่วนมอร์ฟืน  ฉีดแก้ปวดหลังผ่า  เราไม่เอา  ......ปวดพอทนได้
******** มียาตัวไหนแพงมากเลยหรือ  ค่ายาถึงปาเข้าไป 2 หมื่นกว่าบาท********

ประเด็นที่ 2  ------ ค่าแพทย์  วันแรกที่เข้ารักษา เรียกเก็บ 500 บาท  อันนี้เราว่าปกตินะ ค่าหมอรู้กันอยุ่แล้วประมาณ 400-500 บาท  
                        เพราะครั้งแรกหมอต้องใช้เวลา ตรวจ วิเคราะห์ โรคนาน กว่าจะสรุปได้ว่าเป็นอะไร จะรักษาอย่างไรต่อไป
                       และเรายังไม่ได้แจ้งว่าจะใช้สิทธิประกัน

                      แต่พอให้แอดมิด  ใช้สิทธิประกัน  ค่าหมอ  แค่เดินเข้าห้องมาทัก 2-3ประโยค ไม่ต้องตรวจ วิเคราะห์อะไรอีกแล้ว  เข้ามาครั้งละ 900 บาท  และงงอีก หมอดมยามีเข้ามาทักเราด้วย (สภาพที่เข้ามา คือ มีไม้จิ้มฟันในปาก สวมเสื้อเชิร์ตอยู่นอกกางเกง รองเท้าแตะ) เข้ามาตนเดียว ปกติหมอมาจะมีพยาบาลด้วย  มาถามเป็นไงประโยคเดียว  เราก็ไม่กล้าตอบ อยุ่คนเดียว กลัวด้วย ไม่รู้คือใคร เข้ามาในห้อง ตอนหลังถามพยาบาลถึงรู้ แล้วก็คิดค่าถาม 1 ประโยคไป 900 บาทเช่นเดียวกัน
----> ทำไมค่าตัวหมอ เยี่ยมไข้ ขึ้นจากตรวจครั้งแรกเกือบเท่าตัวเลยหรือคะ????? เพราะมีประกันหรือคะ?????  หรือเป็นอัตราปกติ
      /////////// ถ้าแพงขนาดนี้  คราวหน้าขอไม่ต้องมาเยี่ยมนะคะ  ถ้าเป็นอะไร จะแจ้งผ่านพยาบาลแล้วค่อยมาดีกว่าคะ แพงเกิ๊น ////////
นี่ยังไม่รวมค่าตัวหมอ ตอนผ่านะคะ  

ประเด็นที่ 3 ---------  ของเรา ใช้ CT SCAN เลย เพราะหมอบอกว่า X-ray ไปก็ไม่เจอ  แล้วค่า X-ray มาได้ยังไงคะ  800 บาท ในช่วงเวลาที่รู้สึกตัว ไม่มีการ x-ray จริงๆ  หรือตอนผ่าต้อง x-ray หรือคะ

สุดท้ายที่คาใจ  ค่าตรวจชิ้นเนื้อ  เราได้แจ้งหมอก่อนผ่า ขอดูไส้ติ่งที่ตัดออกมาด้วย  เพราะเคยเห็น เขาจะใส่ขวดแช่น้ำเกลือ/ฟอร์มาลีน มาให้ดู  แต่หลังผ่าแล้ว เราทวงดูไส้ติ่ง  รพ.แจ้งว่าให้ดูไม่ได้  ทางบจ.ประกัน ขอให้ต้องตรวจพิสุจน์ชิ้นเนื้อที่ผ่าด้วย ว่า เป็นไส้ติ่งจริงๆ และชิ้นเนื้อปกติหรือ พบว่ามีเชื้อมะเร็งหรือไม่  ด้วย ประกอบการทำเรื่องเบิกชดเชยค่าประกัน
และต้องส่งตรวจโดยทันทีหลังผ่าออกมา  ซึ่งเราขอดูในตอนเช้ารุ่งขึ้นหลังผ่าเลย  รพ.แจ้งว่าชิ้นเนื้อถูกชำแหละเป็นชิ้นเล็กๆ ไปหมดแล้ว เพื่อส่งไปให้หลายหน่วยงานตรวจสอบ  โดยค่าตรวจชิ้นเนื้อ ประมาณ พันกว่าบาท
---> ตัดแล้วก็ทิ้งไป จะตรวจเพื่ออะไร  แล้วทำไมประกันต้องขอด้วย   นี่ถ้าไม่มีประกันเราคงได้เห็นไส้ติ่งของตัวเองไปแล้ว

จากหลายประเด็น  เริ่มคิดว่า เพราะการที่คนเรามีประกันสุขภาพ  ทำให้เปิดช่องให้อาชีพนี้ สามารถคิดค่าบริการเกินจริง โดยไม่มีใครกล้าตรวจสอบ ร้องเรียน เพราะผู้ป่วย ส่วนใหญ่คิดว่า สุขภาพ การเจ็บป่วย ความตาย ต้องพึ่งหมอ เท่าไรก็ยอมจ่าย ขอให้รักษาหายเถอะ  หน่วยงานภาครัฐเลยไม่เคยสนใจในเรื่องค่ารักษาพยาบาล  ไม่เคยมีกฎหมายควบคุมค่ายา ค่าหมอ เลย

นี่ถ้าเป็นแม่ค้า ขายอาหาร ขายข้าวแกง คิดราคาเกินสมควร  ข่าวออกกันตรึม  มีจนท. เข้าไปตรวจสอบทันที  จนร้านนั้นต้องลดราคาลง หรือปิดตัวลง
แต่อาชีพเกี่ยวกับความเป็น ความตาย ไม่มีใครกล้าแตะ  เปิดช่องให้อาชีพนี้กอบโกยเต็มที่  และคงเป็นที่รู้กัน อาชีพหมอส่วนใหญ่รวย  ใครมีเงินน้อยก็ไปรพ.รัฐ ช้าต้องรอนาน  ถ้าเจ็บหนักก็ต้องรพ.เอกชน ต้องมีตังค์ ซึ่งปจบ.แพงกว่ารพ.รัฐหลายเท่า

เมื่อมีประกัน ค่ารักษาแพงกว่า การไม่ทำประกัน หลายเท่า แล้วยังต้องโดนบังคับให้ตรวจนั่น นี่ เกินจำเป็น แล้วจะทำประกันไปด้วยเหตุผลใด????????  

ถ้าไม่เจอเหตุการณ์นี้ กับตัวเอง  ยังคิดจะหาทำประกันเพิ่ม ที่มีอยู่มันน้อยนิด เจอแบบนี้หยุดคิดสักนิดดีกว่าคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่