เที่ยวตามรีวิว pantip: 4สาวเที่ยวลาววังเวียง 1 วัน

เที่ยวตามรีวิว แต่ไม่เน้นรีวิว เน้นเซลฟี่ อมยิ้ม02

หลังจากที่เพื่อนแต่ละคน (เพื่อนมหาวิทยาลัยเมื่อ 13 ปีที่แล้ว) เริ่มมีชีวิตที่อยู่ตัว ก็คิดอยากจะรวมตัวกัน กิน เล่าเรื่องเก่าขำๆ และเที่ยว! ...เพื่อนคนนึงที่อยู่อุบลราชธานีก็ชวนว่า เราไปเที่ยววังเวียง @ลาว กันไหม? แต่ละคนก็ตอบตบลงอย่างไว จาก 7 คนในกลุ่ม ก็ว่าง 4 คน... เอ๊า 4 คนก็ไปกันก่อน (2-5 มิย. 59) เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เพื่อนที่เหลือ จงรีบบริหารชีวิตตัวเองในทริปหน้านะจ๊ะ

วังเวียง อยู่ไหน ยังไง หาคำตอบไม่ยาก เพราะทุกสถานที่ท่องเที่ยวหาได้ที่ pantip พวกเราต่างก็ช่วยกันอ่านรีวิว แล้วมาแชร์ข้อมูลกัน จะเดินทางยังไง กี่วัน ไปพักที่ไหน ไปทำกิจกรรมอะไร และไปกินอะไร ..สิ่งที่สามารถจองไว้ก่อนได้คือ ตั๋วเครื่องบินช่วงราคาถูกกทม.-อุดร-กทม. ที่พักในอุดรทั้งขาไป-กลับ(แต่ไปพักกับเพื่อนที่อุดรแทน) และที่พักที่วังเวียง ส่วนตั๋วรถจากอุดร-วังเวียง-อุดร ต้องซื้อคนต่อคนและใช้พาสปอร์ตซื้อเท่านั้น จองไม่ได้และจองแทนก็ไม่ได้

3 สาวที่อยู่ในกทม. นั่งเครื่องไปลงที่อุดร และอีก 1 สาวเดินทางจากอุบล-อุดร (ถึงราว 4 ทุ่ม) ถือว่าเรา 4 สาวไปเยี่ยมเพื่อนสาวอีกคนที่สร้างครอบครัวอยู่อุดรธานีด้วย...ถึงอุดรแล้ว ก็อย่าได้รอช้า ปอบลงค่ะ เพราะหิวมาก จึงไปกินส้มตำกัน [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ แล้วกลับที่พัก ไปอาบน้ำ แย่งที่นอนกันอย่างสนุกสนานเหมือนตอนอยู่หอเดียวกัน แย่งกันเล่าเรื่องเก่าเม้าธ์เรื่องขำ เรื่องที่ทำไปโดยไม่รู้ตัวตอนที่พวกเราใช้ชีวิตด้วยกันตอนมหาวิทยาลัย และบ่นเพื่อนที่อุบลว่าทำไมพวกเรา 3 คนต้องนั่งเครื่องจากกทม.มาอุดรแล้วยังต้องนั่งรถ 7 ชั่วโมงจากอุดรไปวังเวียง แทนที่จะชวนไปเมืองที่มีเครื่องลง เช่น เวียงจันทร์หรือหลวงพระบาง เพราะเพื่อนๆก็แก่ตัวแล้ว นั่งนานมันปวดก้น คำตอบที่ได้คือ “เพื่อนคิดว่าที่ปากเซ ลาวใต้สวยนะ แต่เพื่อนเคยไปปากเซและหลวงพระบางมาแล้ว แต่ยังไม่เคยไปวังเวียง” ฮ่วย!!! แทบจะรวมตัวกระโดดถีบมันจริงๆ


อมยิ้ม04อมยิ้ม04อมยิ้ม04

วันที่1
เรา 4 คนออกไปบขส.แต่เช้า เพราะตั๋วรถ อุดร-วังเวียงเปิดขายเวลา 7 โมง รถออก 8.30น. (ไปซื้อตั๋วที่ในบขส. ช่องตั๋วระหว่างประเทศ) ตอนที่เราไปถึงสถานีบขส.ราว 6 โมงนิดๆ ก็มีคนมาเข้าคิวก่อนหน้าเราราว 30 กว่าคนแล้ว คิดในใจว่า ตายๆๆ เราจะตกรถกันไหม เพราะรถมีรอบเดียว หากตกรถ เราจะต้องขึ้นรถไปเวียงจันทร์ก่อนแล้วต่อรถไปวังเวียงอีกที ทว่า เราโชคดีมากมาย เพราะรถบัสสามารถจุคนได้ 42 ที่นั่ง แต่เรา 4 คนได้คิวที่ 38-42 พอดิบพอดี...ค่ารถครั้งนี้ คนละ 320 บาท โดยสามารถซื้อได้คนต่อคน และต้องใช้พาสปอร์ตในการซื้อตั๋วเท่านั้น

แล้วเราก็หิว พากันไปกินข้าว ตุนเสบียง ขนม น้ำ เพราะทราบมาคร่าวๆว่าที่ลาวของแพง (คิดว่าแพงตามประสาแหล่งท่องเที่ยว) แล้วรถก็ออกเดินทางตรงเวลา พวกเรานั่งแถวท้ายสุดฝั่งขวาเพราะที่นั่งเรียงตามการซื้อตั๋ว ตอนเช้าเราจะโดนแดดต้องปิดผ้าม่าน แต่ตอนบ่ายเราไม่โดนแดด (ขาไปน่าจะเป็นรถของไทยเพราะพวงมาลัยรถอยู่ขวา เมืองไทยขับรถฝั่งซ้าย แต่เข้าลาวจะต้องขับรถฝั่งขวา นับถือคนขับรถจริงๆ) รถบัสก็ดีค่ะ ไมได้หรูมาก แต่ก็ไม่ได้แย่มาก ตามประสารถ บขส. แต่ไม่แน่ใจว่ามีห้องน้ำหรือไม่ ควรเข้าห้องน้ำก่อนเดินทางนะคะ

จากอุดรไปราว 0.5-1ชั่วโมง ถึงด่านหนองคาย เพื่อทำเรื่องออกนอกเมืองไทย พอลงจากรถไปแล้วก็ไปเขียนใบขอออกเมือง-ขอเข้าเมือง (ของฝั่งไทย) แล้วผ่านตม.ตามระเบียบ จากนั้นไปซื้อบัตร one way ticket บัตรแข็งคล้ายๆบัตรรถไฟฟ้า ในราคา 5 บาท (เราไปวันธรรมดา จะราคา 5 บ. แต่ถ้าวันหยุดราคาจะแพงกว่า) แล้วรีบขึ้นรถ(ทีมสุดท้าย) รถเดินทางข้ามแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำของในภาษาลาว ไปอีกราว 0.5-1 ชั่วโมง เพื่อทำเรื่องขอเข้าเมืองลาว รีบลงจากรถไปเขียนใบขอออกเมือง-ขอเข้าเมือง (ของฝั่งลาว) ตรวจพาสปอร์ตและรีบขึ้นรถ ...สามารถแลกเงินกีบที่นี่ได้เลย แต่คนขับรถก็แจ้งเช่นกันว่า ยังไม่ต้องแลกที่ด่านตม.ลาวก็ได้ เพราะรถต้องไปจอดแวะกินข้าว เข้าห้องน้ำที่ร้านอาหารในลาว สามารถแลกเงินหรือซื้อซิมที่นั่นได้เช่นกัน ...แต่พวกเราแลกเงินที่นี่เลย ในอัตรา 1 บาทต่อ 228.71 กีบในวันนั้น เราแลกคนละ 1500 บาทตามตำราที่รีวิว pantip แนะนำมา ได้เงินมาคนละ 343,000 กีบ วันนี้รวยๆ (จริงๆน่าจะได้ 343,065 กีบ ซึ่งเราก็ข้องใจว่าทำไม่ให้เรานะเนี่ย เพิ่งมาเข้าใจทีหลัง) เรา 4 คนแลกคนละ 1500 บาท รวม 6000 บาท มีเงินรวม 1,368,000 กีบ โหรวยมาก ฮ่าๆๆๆ แล้วก็รีบขึ้นรถเดินทาง หลับสิรออะไร ตื่นมาอีกทีก็ถึงจุดแวะพักราวบ่ายโมง ให้เวลาพัก 1 ชั่วโมง คล้ายๆกับจุดแวะพักรถบัสบ้านเรา มีขายอาหาร ห้องน้ำ ขนม ของฝากแนวของกิน มีขายซิมโทรศัพท์ และแลกเงินที่นี่ ในอัตราเดียวกันคือ 228 กีบ แต่พวกเราแลกเงินมาแล้วจึงสั่งอาหารได้เลย อาหารเหมือนของไทยนี่แหละ อ่านไม่ยากเพราะตัวอักษรลาวคล้ายๆกับอักษรไทยและมีภาษาอังกฤษกำกับ เช่น ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก เส้นหมี่เหลือง ข้าวขาหมู ข้าวกะเพราไข่ดาว ข้าวผัด ส้มตำก็มี 3 อย่างให้เลือก ตำมะละกอ ตำแตง และตำถั่ว (ตำหมากหุ่ง ตำหมากแตง ตำหมากถั่ว) ในราคา 18,000 -25,000 กีบ (ตก 78-109 บาท รู้สึกว่าแพงจัง) ส่วนรสชาตินั้น บ้านเราชนะเลิศค่ะ แล้วก็ขึ้นรถ เดินทางต่อ

หนังท้องตึง หนังตาหย่อน เพื่อนสองคนนอนไปแล้ว จขกท.ได้นั่งกับเพื่อนที่มาจากอุบล เขาไม่ค่อยนอนหลับกลางวัน ก็เปิดม่านดูข้างทางตลอด จึงเม้ามอยกัน ดูของแปลกตา ธรรมชาติ ป่าเขา บ้านเรือนข้างทาง และด้วยความที่พวกเราเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ก็เล่นวิชากัน (ไม่จริงจัง เพราะคืนหม้อคืนไหคืนอาจาย์ไปหมดแล้ว) ระหว่างเดินทางก็ศึกษาสิ่งข้างทางอย่างไม่มีส่วนร่วม ที่ต้องใช้การสังเกตและวิเคราะห์ข้อมูล เห็นบ้านเรือนที่เป็นยุคของการเปลี่ยนผ่าน จากป่าสู่เมือง จากความเก่าสู่ความใหม่ จากความมีสู่ความไม่มี บ้านเรือนที่มีทั้งบ้านไม้ฟากขัดแตะ บ้านไม้ บ้านปูนผสมไม้ บ้านปูน ยุ้งเก็บข้าว เก็บฟืน ห้องน้ำนอกบ้าน เห็นศิลปะเล็กๆที่อาจได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส การออกแบบระเบียงหน้าบ้าน บันได หรือประตูทรงโค้งๆ ที่ทำให้บ้านดูอ่อนช้อย สวยงาม เห็นอาชีพปลูกยาง-ทำนา-เลี้ยงสัตว์-รับจ้าง เห็นดินเหนียวผสมดินร่วนสีแดงของปลายเขาที่เหมาะแก่การเพาะปลูก และการตัดขุดเอาดินไปทำกิจกรรมบางอย่าง เห็นการตากผ้าแบบไม่ให้ไม้แขวนเมื่อเข้าเมืองจึงพบบ้างประปราย เห็นแล้วก็วิเคราะห์กึ่งมโน เอาสนุก เอามัน คิกคักๆกันสองคนตลอดทาง ขณะที่คนโดยสารทั้งรถก็หลับตลอดทาง และเพื่อนอีกสองคนก็นั่งเป็นหลับขยับเป็นกิน

เราถึงที่สถานีรถบัสของวังเวียง (old but station) ราวบ่าย 3-4 โมง ไม่แน่ใจเพราะไม่ได้ดูนาฬิกา แล้วก็งงกันว่าจะทำอะไรต่อไป คนข้างหน้าไปทำอะไรเราก็เดินตาม ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ รถบขส. จะมาจอดแค่ที่สถานีนี้ แล้วจะมีรถสองแถวขนาดใหญ่ฟรี ไปส่ง-ไปรับที่จุดจอดรถในวังเวียงอีกที ใช้เวลาเดินทางราว 3-5 นาทีเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ลงรถบัสปุ๊บเราก็ไปซื้อตั๋วขากลับ วังเวียง-อุดรไว้ได้เลย ในราคา 90,000 กีบ (ราว 394 บาท) ซื้อไว้ก่อนเพราะตั๋วอาจจะหมดได้ แล้วก็ขึ้นรถสองแถวไปจอดที่จุดส่งผู้โดยสาร ทุกคนต้องลงตรงนั้น เพื่อไปหาที่พักเองตามที่จองไว้หรือไป walk-in ก็ได้ เพราะที่พักเยอะมาก มีหลายซอย (หลายฮ่อม) สามารถถามทางคนแถวนั้นได้หรือมีรถตุ๊กตุ๊กบริการขับไปส่งถึงที่พัก แต่พวกเรา 4 สาวจองที่พักไว้ใกล้กับจุดที่จอดรถเพียง 500 เมตร จึงเดินไปก็ได้ แต่แดดช่วงนี้แรงเหมือนกัน ขึ้นห้องพักแล้วเตรียมตัวเที่ยวตามรีวิว ไปจัดการเช่ารถมอเตอร์ไซต์ หรือรถจักรในภาษาลาว 1 วันเต็มในราคา 70,000 กีบต่อคัน (ราว 307บาท) เติมน้ำมันเอง เราขอจ่ายเงินไทยในราคาคันละ 300 บาท รวม 2 คัน ที่ร้านมีแผนที่ให้ด้วย ซึ่งแผนที่ก็อ่านไม่ค่อยจะออกหรอก เราได้มาแผนเดียวแบบยับเยินด้วย (มีรถจักรยานหรือรถถีบ รถยนต์ ให้เช่าด้วย) แล้วก็ไปเติมน้ำมันเต็มถัง หมดไป 15,000+16,000 กีบ รวม 31,000 กีบ (ราว 135 บาท) และเติมลมยาง 2,000 กีบ ...การนับเงินแต่ละครั้ง ช่างตลกสิ้นดี เพราะตัวเลข 0 เยอะ และแบ๊งค์ก็สีคล้ายกันมาก นับผิดๆถูกๆ



ระหว่างนี้ เราก็คิดว่า ทุกอย่างเราต้องแชร์กันอยู่แล้วนี่นา จึงให้ทุกคนเอาเงินกีบที่แลกมา เหลือเท่าไหร่ มารวมกองกลางกันใช้จ่ายร่วมกัน สิ่งไหนราคาแพงหน่อย จะถามราคาไทยด้วย หากคิดเป็นเงินกีบถูกกว่าจะจ่ายเงินกีบ หากคิดเป็นเงินไทยแล้วปัดเศษลงได้เหลือถูกกว่าก็เลือกจ่ายเป็นเงินไทย ส่วนการกินจ่ายไม่อั้น ไม่เขียม ตังค์หมดก็จ่ายเงินไทย เพราะตั้งใจมากินมาเที่ยวอยู่แล้ว

แล้วก็ไปตามหาถ้ำจัง สะพานสีส้มเพราะใกล้ที่สุด แผนที่ทิ้งไปแต่ถามทางไปสุดทาง เพื่อนพูดอีสานกับคนลาว เสมือนอยู่บ้านตัวเองแน่ะ พวกเราไม่มีปัญหาเรื่องภาษาอีสานกันเลย สบายๆ...ไปกัน ถ้ำจัง...มองไปเบื้องหน้า ฮ้า สดชื่นจัง สวยงามสบายตาสุดๆไม่รู้เพราะอะไร


ถนนทางไปถ้ำจัง นึกซะว่าทางไปสวนไปทุ่งนานอกเมือง พวกเราเองเป็นลูกชาวนา-ชาวไร่ต่างจังหวัดทั้งหมด เห็นแล้วคิดถึงบ้านตัวเองสมัย 10-20 ปีที่แล้ว ถนนหินดินลูกรัง สั่นๆไปตลอดทาง ขี่รถไปก็ขำกันไป เพราะยังไม่ถนัดขี่รถทางขวา แย่งจะชนชาวบ้านเขาตลอด แต่หากมองขึ้นฟ้าจะลืมทุกอย่างหมดสิ้น เพราะภูเขาที่นี่สวนมาก มากที่สุด ถึงได้อุทานออกมาว่า “เขาบ้านเขาสวยไม่เหมือนเขาบ้านเรา” ภูเขาสูงตระหง่านล้อมรอบเมืองวังเวียงอย่างใกล้ชิด หินสะอาดตา เขียวชะอุ่ม อากาศสดชื่น สูดหายใจเข้าเต็มปอด ท้องฟ้าสีฟ้าสดใสมาก แดดอ่อนสวยกำลังดี เหมาะแก่การเซลฟี่กันมาก (ก็เลยไม่ค่อยมีภาพวิวสวยๆเลย)

...การเข้าถ้ำจัง มีค่าปี้หรือค่าตั๋ว จำไม่ได้ว่ากี่กีบ (แต่คิดแล้วเงินกีบถูกกว่าเงินบาท) เพราะเพื่อนคนถือเงินเป็นคนนับตังค์...ที่นี่มีจุดเด่นๆคือ สะพานแขวนไม้สีส้มข้ามแม่น้ำซอง สามารถขี่รถจักรข้ามไปได้แบบเกร็งๆ ไปบริเวณสะพานสีส้มหน้าทางเข้าถ้ำ พร้อมน้ำคล้ายห้วยสายเล็กๆ น้ำสีเขียวอมน้ำเงิน ใสมาก แทบอยากจะเล่นบัดนั้นเลย เราเห็นภูเขาใกล้ๆสูงสุดคอตั้งบ่า สวยมาก สดชื่นอะไรอย่างนี้ ผีเสื้อ แมงปอที่แสดงถึงความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ...






ที่นี่พวกเราเซลฟี่กันไปราว 50 กว่ารูป แล้วขี่รถไปเซลฟี่กับสะพานสีส้มข้ามแม่น้ำซองอีก 50 กว่ารูป มีวิวของคนเดินไปมา กรุ๊ปพายเรือคายัค แม่น้ำ ขุนเขา ท้องฟ้า และยืมรถถีบของคนลาวเวียงจันทร์ที่น่ารักสองคน มาเป็นพร็อพได้อย่างไม่รู้จักอายเลย ...พวกเราไม่ได้เข้าถ้ำจัง เพราะเรามาช้า ถ้ำปิดบริการไปแล้ว แต่เราก็ไม่ค่อยได้สนใจถ้ำกันเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่แนว ...จากนั้นไปขี่รถจักรแว้นให้ทั่วทุกฮ่อม สำรวจเมือง แหล่งกิน ที่พักและท่องเที่ยว ไปโดนลูกชิ้นแป้งไม้ละ 2000 กีบ (ตก 8 บ.) ที่ทั้งแป้งและเหนียวก็อิ่มแล้ว จริงๆตั้งใจจะไปกินข้าวในแพริมน้ำซอง แต่ฝนก็ตกมาพอดี ตกหนักพร้อมลม จึงไปนั่งกินข้าวในร้านอาหารหลวงเซียงคำ อาหารก็เหมือนอาหารไทยแต่ราคาแพงกว่า ตำ3แบบ ผัดเผ็ดต่างๆ ต้มยำต่างๆ ก๋วยเตี๋ยว มีอาหารฝรั่งด้วยนะ แฮมเบอร์เกอร์ แพนเค้ก โรตี เบียร์ลาว และน้ำผลไม้สดต่างๆ ที่ฮาแตกคือ เพื่อนสั่งน้ำส้ม ได้น้ำมะนาวมา คงเพราะเราสั่งผิดกันเองที่ไม่สั่งเป็นภาษาลาว เพราะกลับไปอ่านเมนู ส้มคือหมากก่างหรืออะไรสักอย่าง และมะนาวคือบักนาว แต่คำว่าส้มหมายถึงเปรี้ยว เขาเองก็คงจะงง จัดอะไรเปรี้ยวๆมาให้ ขำกันไป มื้อนี้หมดไป 171,000 นับเงินกันมือระวิง นับสองสามรอบ..แล้วฝนก็หยุด กลับเขาห้องพัก ไปเม้ากันต่อ (มีต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่