▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ศาสนาพุทธ
ศาสนา
แสงส่องใจ จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 218 ค่ะ โดยสมเด็จพระสังฆราช (สกลมหาสังฆปริณายก)
โดยสมเด็จพระสังฆราช (สกลมหาสังฆปริณายก)
แสงส่องใจให้เพียงพรหม
เทศนานิพนธ์
ใน
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ธรรมหมวดหนึ่งซึ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับการครองชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข คือ พรหมวิหารธรรม ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม หรือธรรมที่ทำให้เป็นพรหม ความหมายง่าย ตรงไปตรงมาก็คือพรหมทั้งหลายมีธรรมนี้ครบถ้วน ผู้ไม่มีธรรมนี้ครบถ้วนเป็นพรหมไม่ได้ ไม่ใช่พรหม แม้เป็นเทวดาก็ตามถ้าไม่มีธรรมนี้ก็ไม่ใช่พรหม แต่ถ้ามีธรรมนี้บริบูรณ์แม้เป็นมนุษย์ก็เรียกได้ว่าเป็นพรหม
ชักชวนกันทำอะไรเป็นอะไรมาก็มากมายนักแล้ว มาชวนกันเป็นพรหมบ้างเถิด ก่อนอื่นก็มาศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ ว่าธรรมที่ทำให้เป็นพรหมคือพรหมวิหารธรรมคืออะไร
พรหมวิหารธรรม คือ ๑.เมตตา ๒.กรุณา ๓.มุทิตา ๔.อุเบกขา ทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นที่คุ้นหูคุ้นปากมานักแล้ว แต่จะให้เกิดผลเป็นประโยชน์ได้จริงจะต้องทำให้คุ้นใจ คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับใจด้วย
เมตตาคือปรารถนาให้เป็นสุข กรุณาคือช่วยให้พ้นทุกข์ มุทิตาคือพลอยยินดีเมื่อมีผู้ได้ดีมีสุข และอุเบกขาคือวางใจเป็นกลางไม่ยินดีไม่ยินร้ายกับความได้สุขได้ทุกข์ได้ดีได้ชั่วของผู้ใด รวมทั้งของตนเองด้วย
เมตตา ปรารถนาให้เป็นสุข ก็เช่นเดียวกับมุ่งหวังให้เป็นสุข แม้ตั้งปัญหาว่าให้ผู้ใดเป็นสุข ก็จะมีคำตอบว่าให้ผู้อื่นเป็นสุข และให้ตัวเองเป็นสุขด้วย ไม่ใช่จะให้ผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้นเป็นสุข ต้องให้เป็นสุขทุกผู้ทุกฝ่าย นี้คือความหมายที่ถูกแท้ของเมตตา ส่วนมากเข้าใจว่าเมตตาคือปรารถนาให้ผู้อื่นเท่านั้นเป็นสุข ไม่รวมตัวเองด้วย ความเข้าใจเช่นนี้แม้จะแสดงถึงน้ำใจที่ดีงาม แต่ก็ไม่ถูก สิ่งใดไม่ถูก สิ่งนั้นก็ผิด ก็ต้องแก้ คนอื่นก็มีชีวิต ตนเองก็มีชีวิต ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข ก็ต้องปรารถนาให้ตนเองเป็นสุขด้วยจึงจะถูกต้อง ไม่มีอะไรแตกต่างกันในความเป็นชีวิตทั้งผู้อื่นและตนเอง แม้ปรารถนาให้ผู้อื่นเท่านั้นเป็นสุขไม่รวมตนเองด้วย การปฏิบัติผิดย่อมตามความปรารถนาที่ผิดนั้นมาอย่างแน่นอน และเมื่อปฏิบัติผิด คือทำเหตุผิด ผลก็ต้องผิดไปตามเหตุ จะเป็นผลที่ถูกไม่ได้เพราะไม่ตรงตามเหตุ เหตุกับผลต้องตรงกันเสมอเหตุเป็นเช่นใด ผลย่อมเป็นเช่นนั้น
ผู้ที่เข้าใจความหมายของเมตตาผิด ยิ่งเป็นผู้มีเมตตามากเพียงใด ก็จะยิ่งปฏิบัติผิดก่อให้เกิดผลผิดมากเพียงนั้น มีเมตตาก็จะเหมือนไม่มีเมตตา โดยเฉพาะแก่ตนเอง คือไปมุ่งปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขฝ่ายเดียวจนตัวเองต้องเป็นทุกข์ การทำให้ตัวเองต้องเป็นทุกข์ แม้จะปรารถนาให้ใคร ๆ อีกหลายคนเป็นสุข ก็ไม่เรียกว่าเป็นเมตตาอย่างถูกต้องแท้จริง เมตตายังผิดพลาดบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ ผิดจากเมตตาที่แท้จริงในพรหมวิหาร