"ถ้าผมตายจะมีใครร้องไห้ให้ผมไหม? ประโยคคำถามที่เชื่อว่าหลายคนอยากรู้คำตอบ เพื่อตอกย้ำว่าเราสำคัญต่อโลกใบนี้ไหม? เราสำคัญต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดไหม? หรือเราสำคัญต่อคนแค่คนหนึ่งบนโลกไหม?
.
ผู้กำกับเลือกวิธีการเล่าเรื่องแบบเอาฉากใกล้จบมาขึ้นหน้าด้านหน้าก่อน เพื่อทักทายเราด้วยคำถามข้างต้น ให้เราอยากค้นพบคำตอบที่รอเราอยู่ในระยะเวลารวมกว่า 1 ชั่วโมง 43 นาที
.
ชื่นชมอันดับแรกคือการลำดับภาพ มีหลอกกันให้เป๋ไปบ้าง แยกแยะระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องหลอกบ้างจนเราต้องแยกไทม์ไลน์ด้วยตัวเองเมื่อดูแล้วพอจะจับทางได้
.
พระเอกของเรากำลังจะตายด้วยเนื้องอกที่ก้านสมองและเขามีเวลาวันต่อวัน ที่ต้องแลกกับยมฑูต หรือปิศาจ ซึ่งมันจะเลือกเอาสิ่งของหนึ่งสิ่งบนโลกที่มันเห็นว่าไม่จำเป็นให้หายไป
.
โดยให้เหตุผลว่า ชีวิตน่ะ สำคัญกว่าทุกๆสิ่งนะโทรศัพท์เอย หนังเอย นาฬิกาเอย ไหนจะแมวตัวน้อยๆนั่นอีก
.
หนังสร้างจากหนังสือที่นับว่ามีพล๊อตเรื่องน่าสนใจและสดใหม่ในการเสพเรื่องหนึ่ง จะว่าเหมือน Finaldestination เกี่ยวกับการโกงความตายก็ไม่ใช่จะว่าเป็นเรื่องย้อนเวลากลับไปก็ไม่ใช่
.
เพราะมันไม่ใช่ทั้งหมดที่พูดมาเลยต่างหาก.
.
นี่คือหนังที่มีคอนเซปสอนเราเรื่อง ความตาย คนญี่ปุ่นนั้นเชื่อในชีวิตหลังความตาย สิ่งที่ตัวละครสะท้อนออกมามีมุมมองของการมองสิ่งที่เรียกว่าความตายแตกต่างกัน บ้างมองว่ามันคือความน่ากลัว บ้างมองว่ามันคือการทำสิ่งสุดท้ายเพื่อคนบางคน บ้างมองว่ามันคือการได้พูดบางอย่างต่อกันก่อนจะไม่มีโอกาสและบ้างก็มองว่ามันคือการเดินทางไปสู่ที่ซึ่งไร้ความเจ็บปวด
.
ผมชอบการเกลี่ยบทของตัวละคร ที่มีความสมดุลในระดับที่แต่ละคนมีที่ยืน มีจุดที่ตัวเองเป็น
.
ผมชื่นชมการแทรกปรัชญาหลายๆอย่างที่เอามาใช้ได้จริงในชีวิต... เช่น เราไม่ต้องแสดงออกว่าเราเสียใจโดยการตะโกนโวยวายคร่ำครวญเสมอไปก็ได้หรือ เราทุกคนล้วนแต่ยึดโยงอยู่กับอดีตและปัจจุบันเสมอ
.
นางเอกของเรื่อง รับส่งบทกับพระเอกได้ดีแม้ว่าจะดูแข็งๆอยู่บ้าง และมาเป็นธรรมชาติเอาแค่บางฉาก แต่ผมมองว่าหลักใหญ่ใจความมาจากคาแรคเตอร์ของตัวนางเอกเองด้วย ที่ทำให้ถูกถ่ายทอดตัวตนออกมาแบบนี้
.
อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพูดถึง คือ แมวทำไมแมวจึงสำคัญมากมายเหลือเกินในเรื่องราวทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า ตัวพระเอกของเราอาจไม่เข้มแข็งขนาดนี้ถ้าไม่มี "แมว"
.
เพราะแมว เป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนแม่เป็นสิ่งเดียวที่แม่ฝากไว้ให้เขาดูแลหากคุณได้ดู คุณจะพบแมวน้อยสองตัว นั่นคือ เลตัสและแคบเบจ
.
ทั้งสองตัวแสดงความน่ารักออกมาอย่างเงียบๆ และละมุมในการแสดงออกจนเราสัมผัสได้ว่ามันรู้สึกแบบนั้นจริงๆกับตัวละครที่อุ้มมัน กอดและหอมมันอยู่ และพระเอกก็แสดงถึงความเสึยสมดุลในตัวเองเมื่อรู้ว่ามันหายตัวไป มังจึงเป็นจุดมี่ยืนยันคำหนึ่งของแม่พระเอกที่ว่า. คนไม่ได้เลี้ยงแมว แมวต่างหากที่อนุญาตให้เราเลี้ยงมัน...
.
อีกตัวละครที่อยากพูดถึง คือ เพื่อนพระเอก ทัตซึยะหรือที่พระเอกเรียกติดปากว่าซึทาย่า ผมชอบประโยคหนึ่งที่เขาพูดกุบพระเอกว่า "มันไม่มีหนังเรื่องสุดท้ายหรอก เพราะเราแลกเปลี่ยนกันได้ไม่มีวันสิ้นสุด" เมื่อคุณดูจบคุณิาจพบว่าการเลือกหนีงเรื่องสุดท้ายดูในชีวิต เป็นความยากชนิดที่ต้องขอเวลาคิดจนกว่าจะแก่ตาย
.
ตัวละครอีกตัวที่ส่งพลังความเศร้าออกมาได้มากที่สุดเห็นทีจะไม่พ้นแม่ของพระเอก ผมดีใจที่กนังเรื่องนี้ไม่มีพากษ์ไทย ถ้ามีไม่แน่ว่าอรรถรสอาจจะแตกต่างกันมากกว่านี้ก็เป็นได้
.
สิ่งหนึ่งที่ขอติไว้ ณ โพสนี้ คือ คำผิดของบทบรรยาย มีมากกว่าสามครั้งที่ผมเห็น ซึ่งนั่นต้องพัฒนาความละเอียดในการตรวจทานคำให้ดียิ่งขึ้น
.
ผมให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 5 / 5 คะแนน คุณไม่จำเป็นถึงขนาดต้องดูในโรงหนังให้ได้ แต่ก็นะ นี่คือหนังดีที่คุ้มกับการเข้าไปดูในโรงจริงๆ
ปล.ผมร้องไห้เป็นเรื่องที่สองต่อจาก Me before you
#EndCreditman
- ถ้าแมวตัวนั้น(ไม่)หายไปจากโลกนี้ -
"ถ้าผมตายจะมีใครร้องไห้ให้ผมไหม? ประโยคคำถามที่เชื่อว่าหลายคนอยากรู้คำตอบ เพื่อตอกย้ำว่าเราสำคัญต่อโลกใบนี้ไหม? เราสำคัญต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดไหม? หรือเราสำคัญต่อคนแค่คนหนึ่งบนโลกไหม?
.
ผู้กำกับเลือกวิธีการเล่าเรื่องแบบเอาฉากใกล้จบมาขึ้นหน้าด้านหน้าก่อน เพื่อทักทายเราด้วยคำถามข้างต้น ให้เราอยากค้นพบคำตอบที่รอเราอยู่ในระยะเวลารวมกว่า 1 ชั่วโมง 43 นาที
.
ชื่นชมอันดับแรกคือการลำดับภาพ มีหลอกกันให้เป๋ไปบ้าง แยกแยะระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องหลอกบ้างจนเราต้องแยกไทม์ไลน์ด้วยตัวเองเมื่อดูแล้วพอจะจับทางได้
.
พระเอกของเรากำลังจะตายด้วยเนื้องอกที่ก้านสมองและเขามีเวลาวันต่อวัน ที่ต้องแลกกับยมฑูต หรือปิศาจ ซึ่งมันจะเลือกเอาสิ่งของหนึ่งสิ่งบนโลกที่มันเห็นว่าไม่จำเป็นให้หายไป
.
โดยให้เหตุผลว่า ชีวิตน่ะ สำคัญกว่าทุกๆสิ่งนะโทรศัพท์เอย หนังเอย นาฬิกาเอย ไหนจะแมวตัวน้อยๆนั่นอีก
.
หนังสร้างจากหนังสือที่นับว่ามีพล๊อตเรื่องน่าสนใจและสดใหม่ในการเสพเรื่องหนึ่ง จะว่าเหมือน Finaldestination เกี่ยวกับการโกงความตายก็ไม่ใช่จะว่าเป็นเรื่องย้อนเวลากลับไปก็ไม่ใช่
.
เพราะมันไม่ใช่ทั้งหมดที่พูดมาเลยต่างหาก.
.
นี่คือหนังที่มีคอนเซปสอนเราเรื่อง ความตาย คนญี่ปุ่นนั้นเชื่อในชีวิตหลังความตาย สิ่งที่ตัวละครสะท้อนออกมามีมุมมองของการมองสิ่งที่เรียกว่าความตายแตกต่างกัน บ้างมองว่ามันคือความน่ากลัว บ้างมองว่ามันคือการทำสิ่งสุดท้ายเพื่อคนบางคน บ้างมองว่ามันคือการได้พูดบางอย่างต่อกันก่อนจะไม่มีโอกาสและบ้างก็มองว่ามันคือการเดินทางไปสู่ที่ซึ่งไร้ความเจ็บปวด
.
ผมชอบการเกลี่ยบทของตัวละคร ที่มีความสมดุลในระดับที่แต่ละคนมีที่ยืน มีจุดที่ตัวเองเป็น
.
ผมชื่นชมการแทรกปรัชญาหลายๆอย่างที่เอามาใช้ได้จริงในชีวิต... เช่น เราไม่ต้องแสดงออกว่าเราเสียใจโดยการตะโกนโวยวายคร่ำครวญเสมอไปก็ได้หรือ เราทุกคนล้วนแต่ยึดโยงอยู่กับอดีตและปัจจุบันเสมอ
.
นางเอกของเรื่อง รับส่งบทกับพระเอกได้ดีแม้ว่าจะดูแข็งๆอยู่บ้าง และมาเป็นธรรมชาติเอาแค่บางฉาก แต่ผมมองว่าหลักใหญ่ใจความมาจากคาแรคเตอร์ของตัวนางเอกเองด้วย ที่ทำให้ถูกถ่ายทอดตัวตนออกมาแบบนี้
.
อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพูดถึง คือ แมวทำไมแมวจึงสำคัญมากมายเหลือเกินในเรื่องราวทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า ตัวพระเอกของเราอาจไม่เข้มแข็งขนาดนี้ถ้าไม่มี "แมว"
.
เพราะแมว เป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนแม่เป็นสิ่งเดียวที่แม่ฝากไว้ให้เขาดูแลหากคุณได้ดู คุณจะพบแมวน้อยสองตัว นั่นคือ เลตัสและแคบเบจ
.
ทั้งสองตัวแสดงความน่ารักออกมาอย่างเงียบๆ และละมุมในการแสดงออกจนเราสัมผัสได้ว่ามันรู้สึกแบบนั้นจริงๆกับตัวละครที่อุ้มมัน กอดและหอมมันอยู่ และพระเอกก็แสดงถึงความเสึยสมดุลในตัวเองเมื่อรู้ว่ามันหายตัวไป มังจึงเป็นจุดมี่ยืนยันคำหนึ่งของแม่พระเอกที่ว่า. คนไม่ได้เลี้ยงแมว แมวต่างหากที่อนุญาตให้เราเลี้ยงมัน...
.
อีกตัวละครที่อยากพูดถึง คือ เพื่อนพระเอก ทัตซึยะหรือที่พระเอกเรียกติดปากว่าซึทาย่า ผมชอบประโยคหนึ่งที่เขาพูดกุบพระเอกว่า "มันไม่มีหนังเรื่องสุดท้ายหรอก เพราะเราแลกเปลี่ยนกันได้ไม่มีวันสิ้นสุด" เมื่อคุณดูจบคุณิาจพบว่าการเลือกหนีงเรื่องสุดท้ายดูในชีวิต เป็นความยากชนิดที่ต้องขอเวลาคิดจนกว่าจะแก่ตาย
.
ตัวละครอีกตัวที่ส่งพลังความเศร้าออกมาได้มากที่สุดเห็นทีจะไม่พ้นแม่ของพระเอก ผมดีใจที่กนังเรื่องนี้ไม่มีพากษ์ไทย ถ้ามีไม่แน่ว่าอรรถรสอาจจะแตกต่างกันมากกว่านี้ก็เป็นได้
.
สิ่งหนึ่งที่ขอติไว้ ณ โพสนี้ คือ คำผิดของบทบรรยาย มีมากกว่าสามครั้งที่ผมเห็น ซึ่งนั่นต้องพัฒนาความละเอียดในการตรวจทานคำให้ดียิ่งขึ้น
.
ผมให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 5 / 5 คะแนน คุณไม่จำเป็นถึงขนาดต้องดูในโรงหนังให้ได้ แต่ก็นะ นี่คือหนังดีที่คุ้มกับการเข้าไปดูในโรงจริงๆ
ปล.ผมร้องไห้เป็นเรื่องที่สองต่อจาก Me before you
#EndCreditman