“คุณค่าที่แท้จริงของงาน คือ การสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น”
.........................................................................................................................................
ชอบดูหนังมั๊ยครับ
หากคุณมาดูหนังที่ลิโด มีคนๆหนึ่งมีความสุขเวลาที่เขาเห็นผมหรือคุณกำลังมีความสุขขณะดูหนัง
วันนี้เป็นอีกวันที่ผมมาดูหนังที่โรงหนังแห่งนี้ นอกจากหนังคุณภาพที่คัดมาอย่างดีแล้ว คนที่นี่ยังน่ารักเป็นกันเอง ตั้งแต่พี่เอ๋ คอลเซ็นเตอร์ที่ชอบแจกมุขตลกและแนะนำหนังได้เข้ากับความชอบของคนที่โทรไปจอง พี่ไพรวัลย์ คนตรวจตั๋วชอบทักทายเราอย่างเป็นกันเอง และพี่ลัดคนขายข้าวโพดคั่วที่แถมรอยยิ้มให้คนซื้อเสมอ และยังมีอีกหลายๆคน หากเทียบกับโรงหนังซีเนเพล็กซ์แล้ว ที่นั่นคงเหมือนกับโรงงานแห่งหนึ่งที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรสร้างเงิน
แต่ที่นี่ทุกองค์ประกอบกลับมีชีวิต
และผมกำลังนั่งคุยกับชายใส่ชุดสูทสีเหลืองที่เป็นยูนิฟอร์มเอกลักษณ์จนกลายเป็นภาพจำของที่นี่
“เพราะอะไร พี่ไพรวัลย์ถึงทำงานเป็นคนตรวจตั๋วหนังมานานกว่า 30 ปีครับ” ผมถามด้วยความอยากรู้ งานตรวจตั๋วเป็นงานที่รายได้ไม่สูงนักเหมือนการเป็นเจ้าของกิจการบางอย่าง ความก้าวหน้าในตำแหน่งแทบจะมองไม่เห็นเมื่อเทียบกับพนักงานออฟฟิส อีกทั้งรูปแบบงานก็ออกจะน่าเบื่อ แค่ฉีกตั๋วแล้วบอกให้คนเดินไปทางซ้ายหรือขวา
“ผมมีความสุขเวลาเห็นคนเดินเข้าและออกโรงหนังอย่างมีความสุข” พี่ไพรวัลย์ตอบพร้อมรอยยิ้ม
“งานของผม คือ การพาคนเดินทางสู่โลกของจินตนาการ”
อีกครึ่งชั่วโมงหนังจะฉายและพี่ไพรวัลย์กำลังจะพาผมเข้าสู่โลกของจินตนาการ เหมือนกับคนนับหมื่นที่เขาเคยนำทางให้ตลอดช่วงเวลาการทำงาน
ความจริงที่พี่ไพรวัลย์เห็นในงานของเขา ทำให้ผมต้องหันกลับสำรวจงานของผมใหม่อีกครั้ง
.
.
.
มองเห็นความจริงต่างจากมองโลกแง่บวก
หากมีความสุขให้มองโลกในแง่บวก
แต่หากอยากสุขอย่างยั่งยืน ต้องมองโลกตามความเป็นจริง
ความจริงข้อนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วทั้งในด้านศาสนาและปรัชญา และวิทยาศาสตร์
ดร. คาเรน เรวิช นักจิตวิทยาชั้นนำของอเมริกา หนึ่งในผู้เขียนหนังสือจิตวิทยาชื่อดัง “The Resilience Factor: 7 keys to find your inner strength and overcoming life’s hurdles” วิเคราะห์ไว้ว่า การมองโลกในแง่บวกอาจทำให้เรามีความสุขได้แม้ในสถานการณ์ที่น่าตึงเครียดก็จริง แต่ความสุขนั้นไม่ยั่งยืนเท่าไหร่นัก เพราะการมองโลกในแง่ดีเกินจริงจะลวงตาให้เรายอมทนกับความผิดพลาดและแก้ไขไม่ตรงจุด ทำให้เราคาดหวังกับตัวเองและสถานการณ์เกินความเป็นจริง จนเราละเลยและไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น สุดท้ายเราจะทุกข์เพราะตัวเราเอง
จากผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ คนที่มีสุขภาพจิตดีที่สุดคือคนที่มองโลกตามความเป็นจริง คนที่เข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง มองเห็นปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง รู้สาเหตุของปัญหาที่แท้จริง และประเมินตัวเองรวมถึงผู้อื่นได้ถูกต้อง และหากเรามองเห็นความจริงในการทำงาน เราจะเห็นความสุขได้ชัดเจนชึ้น
แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เจอ กลับตามหลังสิ่งที่ชายคนหนึ่งค้นพบเมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว
ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ มรรค ที่เผยให้เราเห็นความจริงของชีวิตและหนทางสู่ความสุขที่ยั่งยืน
.
.
.
เราทุกคนอยู่ในโลกสมมติ
ผมมักคิดว่างานทีทำให้มีความสุขคืองานที่ให้เงินเดือนสูงๆ แต่พอผมลองถามผู้บริหารบริษัทที่ผมทำงานว่ามีความสุขกับงานมั๊ย คำตอบที่ผมมักจะได้ คือ “โอเคนะ” พร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ
สิ่งมีชีวิตทุกอย่างในโลกหาความสุขและมีความรักได้โดยไม่ต้องใช้เงิน ยกเว้นมนุษย์ที่ต้องมีเงิน ถึงจะมีความสุข
เราอยู่ในโลกสมมติที่ชื่อว่าทุนนิยม นับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Age) จนถึงยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Age) ระบบทุนและธุรกิจอยากได้เงินมากยิ่งขึ้น อยากขายของมากยิ่งขึ้น อยากให้คนบริโภคเกินความจำเป็น เขาจึงนิยามความสุขใหม่ ความสุขเกิดจากการบริโภค คนทุกคนอยากมีความสุขเลยตั้งหน้าตั้งตาบริโภค
ในโลกสมมติทุนนิยม กติกาของการมีความสุข คือ ต้องบริโภค
และมายาคติหลายอย่างถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับระบบทุนนิยมให้หมุนเร็วขึ้น ทั้งมายาคติความสวย ต้องขาว หุ่นดี ผมสวย ถึงจะมีคนสนใจ แม้แต่รักแร้ต้องขาวเรียบเนียนจนผมอดสงสัยไม่ได้ว่า คนเราตกหลุมรักเพราะเห็นใต้วงแขนกันจริงหรือ และมายาคติความสำเร็จที่ต้องมีรถหรู คอนโดสุดฮิป ทั้งที่จะรถราคาสิบล้านหรือรถราคาสามแสนก็พาไปถึงจุดหมายเหมือนกัน ติดไฟแดงนานพอๆกัน
รวมทั้งมายาคติในการทำงาน ตั้งแต่นิยามการทำงานคือการแข่งขัน สิ่งตอบแทนจากการทำงานคือเงินเดือน ตำแหน่ง ห้องทำงานส่วนตัว คุณค่าของคนสามารถประเมินได้จากตัวเลข ทั้งที่ความหมายของการทำงานมันลึกมากกว่านั้น
สิ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสมมติที่ใครบางคนสร้างขึ้นมา และเราก็อาศัยอยู่ในโลกนั้น และเราเชื่อว่าโลกนี้เป็นโลกแห่งความเป็นจริง ชีวิตเราถึงวนเวียนถูกระบบลากจูงไม่รู้จบ และมีความสุขแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แค่ช่วงประกาศขึ้นตำแหน่ง ปรับเงินเดือน ผ่านไปไม่ถึงเดือนเราก็กลับมาไม่มีความสุขเหมือนเดิม
เงินเดือนสูงๆไม่ได้เท่ากับว่ามีความสุข และบ่อยครั้งมันเป็นกับดักที่ล่อให้เราหลงเดินจนตกลงไปและหาทางปีนขึ้นมาไม่ได้เพราะคิดว่าคือความสุข แต่จริงๆแล้วมันทำให้เราทุกข์
.
.
.
เห็นความสุขในการทำงาน เมื่อเห็นความจริง
จำตอนเด็กๆได้มั๊ยครับ ตอนที่เราซื้อไอติมแท่งโปรด เราดีใจราวกับโลกทั้งใบเป็นของเรา แต่พอเผลอทำตกเท่านั้นแหล่ะ โลกทั้งใบของเราก็แตกสลายทันที
ไอติมที่ทำให้เรารู้สึกว่าโลกทั้งใบเป็นของเรา กับไอติมที่ทำให้โลกของเราแตกสลายกลับเป็นไอติมแท่งเดียวกัน
ไอติมแท่งนั้นแหล่ะครับคือ ความสุขในการทำงานของโลกสมมติทุนนิยม
ในชีวิตคุณได้เลื่อนตำแหน่งกี่ครั้ง แต่ละครั้งทำให้คุณมีความสุขได้นานแค่ไหน 1 อาทิตย์ ? 1 เดือน ? 3 เดือน ? เราทำงานหนักทั้งปีเพื่อให้ได้เลื่อนขั้นแต่กลับมีความสุขแค่ 3 เดือน หรือจริงๆแล้วการได้ขึ้นตำแหน่งเป็นเพียงแค่ความสุขชั่ววูบที่ทำให้เราต้องทนทุกข์เป็นปี ?
เงินเดือน ตำแหน่ง ชื่อเสียงบริษัท รางวัลพนักงานดีเด่น หัวหน้าที่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความสุขไม่ยั่งยืนเพราะผูกกับปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราไม่สามารถควบคุมมันให้เป็นไปตามใจเรา ปีนี้เราได้ขึ้นเงินเดือน ปีหน้าเราอาจไม่ได้ขึ้นทั้งที่ทำงานดีกว่าเดิมเพราะเศรษฐกิจแย่ ปีนี้เรารู้สึกฟินนกับตำแหน่งที่ทำมาก แต่ปีหน้าเราอาจถูกโยกไปทำตำแหน่งอื่นเพราะบริษัทหยุดไม่รับคน หัวหน้าที่เรามีความสุขที่ทำงานด้วยอาจลาออก
วันที่เราได้เลื่อนขั้นเป็นวันที่เรารู้สึกว่าโลกทั้งใบเป็นของเรา และวันที่เราไม่ได้โปรโมททั้งที่ทุ่มเทกับงานเต็มที่กลายเป็นวันที่โลกแตกสลาย “ตำแหน่ง” เป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้เรามีทั้งวันที่มีความสุขที่สุดและวันที่ผิดหวังเกินรับ
แต่เมื่อเราเข้าใจมายาคติ เข้าใจสิ่งสมมติในระบบการทำงาน เราจะไม่ยึดติดและวางท่าทีได้ถูก เราจะไม่ถูกการเปลี่ยนแปลงซัดจนชีวิตดำดิ่งเพราะเราไม่ได้เอาความสุขไปผูกกับมัน เราจะเป็นเพียงนักสังเกตการณ์ที่มองดูระบบการทำงานทุนนิยมหมุนไป ไม่เอาหัวใจเราไปรับใช้ระบบจนเป็นฟันเฟืองที่หมุนขึ้นลงไม่รู้จบ
และเมื่อเราเห็นความสุขตามความเป็นจริงแล้ว เราจะเข้าใจทุกข์จากการทำงานไปพร้อมกันและสามารถรับมือกับมันได้ พร้อมกับที่เราเข้าถึงความสุขที่แท้จริงของการทำงาน มีความสุขกับงานที่ทำได้ทุกวัน
.............................................
ความสุขของมนุษย์เงินเดือน
ตอนที่ 4: ความสุขเกิดจากการสร้างคุณค่า
ยอดรักเขียน
facebook.com/yodwriter
ความสุขของมนุษย์เงินเดือน ตอน ความสุขเกิดจากการสร้างคุณค่า
“คุณค่าที่แท้จริงของงาน คือ การสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น”
.........................................................................................................................................
ชอบดูหนังมั๊ยครับ
หากคุณมาดูหนังที่ลิโด มีคนๆหนึ่งมีความสุขเวลาที่เขาเห็นผมหรือคุณกำลังมีความสุขขณะดูหนัง
วันนี้เป็นอีกวันที่ผมมาดูหนังที่โรงหนังแห่งนี้ นอกจากหนังคุณภาพที่คัดมาอย่างดีแล้ว คนที่นี่ยังน่ารักเป็นกันเอง ตั้งแต่พี่เอ๋ คอลเซ็นเตอร์ที่ชอบแจกมุขตลกและแนะนำหนังได้เข้ากับความชอบของคนที่โทรไปจอง พี่ไพรวัลย์ คนตรวจตั๋วชอบทักทายเราอย่างเป็นกันเอง และพี่ลัดคนขายข้าวโพดคั่วที่แถมรอยยิ้มให้คนซื้อเสมอ และยังมีอีกหลายๆคน หากเทียบกับโรงหนังซีเนเพล็กซ์แล้ว ที่นั่นคงเหมือนกับโรงงานแห่งหนึ่งที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรสร้างเงิน
แต่ที่นี่ทุกองค์ประกอบกลับมีชีวิต
และผมกำลังนั่งคุยกับชายใส่ชุดสูทสีเหลืองที่เป็นยูนิฟอร์มเอกลักษณ์จนกลายเป็นภาพจำของที่นี่
“เพราะอะไร พี่ไพรวัลย์ถึงทำงานเป็นคนตรวจตั๋วหนังมานานกว่า 30 ปีครับ” ผมถามด้วยความอยากรู้ งานตรวจตั๋วเป็นงานที่รายได้ไม่สูงนักเหมือนการเป็นเจ้าของกิจการบางอย่าง ความก้าวหน้าในตำแหน่งแทบจะมองไม่เห็นเมื่อเทียบกับพนักงานออฟฟิส อีกทั้งรูปแบบงานก็ออกจะน่าเบื่อ แค่ฉีกตั๋วแล้วบอกให้คนเดินไปทางซ้ายหรือขวา
“ผมมีความสุขเวลาเห็นคนเดินเข้าและออกโรงหนังอย่างมีความสุข” พี่ไพรวัลย์ตอบพร้อมรอยยิ้ม
“งานของผม คือ การพาคนเดินทางสู่โลกของจินตนาการ”
อีกครึ่งชั่วโมงหนังจะฉายและพี่ไพรวัลย์กำลังจะพาผมเข้าสู่โลกของจินตนาการ เหมือนกับคนนับหมื่นที่เขาเคยนำทางให้ตลอดช่วงเวลาการทำงาน
ความจริงที่พี่ไพรวัลย์เห็นในงานของเขา ทำให้ผมต้องหันกลับสำรวจงานของผมใหม่อีกครั้ง
.
.
.
มองเห็นความจริงต่างจากมองโลกแง่บวก
หากมีความสุขให้มองโลกในแง่บวก
แต่หากอยากสุขอย่างยั่งยืน ต้องมองโลกตามความเป็นจริง
ความจริงข้อนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วทั้งในด้านศาสนาและปรัชญา และวิทยาศาสตร์
ดร. คาเรน เรวิช นักจิตวิทยาชั้นนำของอเมริกา หนึ่งในผู้เขียนหนังสือจิตวิทยาชื่อดัง “The Resilience Factor: 7 keys to find your inner strength and overcoming life’s hurdles” วิเคราะห์ไว้ว่า การมองโลกในแง่บวกอาจทำให้เรามีความสุขได้แม้ในสถานการณ์ที่น่าตึงเครียดก็จริง แต่ความสุขนั้นไม่ยั่งยืนเท่าไหร่นัก เพราะการมองโลกในแง่ดีเกินจริงจะลวงตาให้เรายอมทนกับความผิดพลาดและแก้ไขไม่ตรงจุด ทำให้เราคาดหวังกับตัวเองและสถานการณ์เกินความเป็นจริง จนเราละเลยและไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น สุดท้ายเราจะทุกข์เพราะตัวเราเอง
จากผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ คนที่มีสุขภาพจิตดีที่สุดคือคนที่มองโลกตามความเป็นจริง คนที่เข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง มองเห็นปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง รู้สาเหตุของปัญหาที่แท้จริง และประเมินตัวเองรวมถึงผู้อื่นได้ถูกต้อง และหากเรามองเห็นความจริงในการทำงาน เราจะเห็นความสุขได้ชัดเจนชึ้น
แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เจอ กลับตามหลังสิ่งที่ชายคนหนึ่งค้นพบเมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว
ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ มรรค ที่เผยให้เราเห็นความจริงของชีวิตและหนทางสู่ความสุขที่ยั่งยืน
.
.
.
เราทุกคนอยู่ในโลกสมมติ
ผมมักคิดว่างานทีทำให้มีความสุขคืองานที่ให้เงินเดือนสูงๆ แต่พอผมลองถามผู้บริหารบริษัทที่ผมทำงานว่ามีความสุขกับงานมั๊ย คำตอบที่ผมมักจะได้ คือ “โอเคนะ” พร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ
สิ่งมีชีวิตทุกอย่างในโลกหาความสุขและมีความรักได้โดยไม่ต้องใช้เงิน ยกเว้นมนุษย์ที่ต้องมีเงิน ถึงจะมีความสุข
เราอยู่ในโลกสมมติที่ชื่อว่าทุนนิยม นับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Age) จนถึงยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Age) ระบบทุนและธุรกิจอยากได้เงินมากยิ่งขึ้น อยากขายของมากยิ่งขึ้น อยากให้คนบริโภคเกินความจำเป็น เขาจึงนิยามความสุขใหม่ ความสุขเกิดจากการบริโภค คนทุกคนอยากมีความสุขเลยตั้งหน้าตั้งตาบริโภค
ในโลกสมมติทุนนิยม กติกาของการมีความสุข คือ ต้องบริโภค
และมายาคติหลายอย่างถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับระบบทุนนิยมให้หมุนเร็วขึ้น ทั้งมายาคติความสวย ต้องขาว หุ่นดี ผมสวย ถึงจะมีคนสนใจ แม้แต่รักแร้ต้องขาวเรียบเนียนจนผมอดสงสัยไม่ได้ว่า คนเราตกหลุมรักเพราะเห็นใต้วงแขนกันจริงหรือ และมายาคติความสำเร็จที่ต้องมีรถหรู คอนโดสุดฮิป ทั้งที่จะรถราคาสิบล้านหรือรถราคาสามแสนก็พาไปถึงจุดหมายเหมือนกัน ติดไฟแดงนานพอๆกัน
รวมทั้งมายาคติในการทำงาน ตั้งแต่นิยามการทำงานคือการแข่งขัน สิ่งตอบแทนจากการทำงานคือเงินเดือน ตำแหน่ง ห้องทำงานส่วนตัว คุณค่าของคนสามารถประเมินได้จากตัวเลข ทั้งที่ความหมายของการทำงานมันลึกมากกว่านั้น
สิ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสมมติที่ใครบางคนสร้างขึ้นมา และเราก็อาศัยอยู่ในโลกนั้น และเราเชื่อว่าโลกนี้เป็นโลกแห่งความเป็นจริง ชีวิตเราถึงวนเวียนถูกระบบลากจูงไม่รู้จบ และมีความสุขแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แค่ช่วงประกาศขึ้นตำแหน่ง ปรับเงินเดือน ผ่านไปไม่ถึงเดือนเราก็กลับมาไม่มีความสุขเหมือนเดิม
เงินเดือนสูงๆไม่ได้เท่ากับว่ามีความสุข และบ่อยครั้งมันเป็นกับดักที่ล่อให้เราหลงเดินจนตกลงไปและหาทางปีนขึ้นมาไม่ได้เพราะคิดว่าคือความสุข แต่จริงๆแล้วมันทำให้เราทุกข์
.
.
.
เห็นความสุขในการทำงาน เมื่อเห็นความจริง
จำตอนเด็กๆได้มั๊ยครับ ตอนที่เราซื้อไอติมแท่งโปรด เราดีใจราวกับโลกทั้งใบเป็นของเรา แต่พอเผลอทำตกเท่านั้นแหล่ะ โลกทั้งใบของเราก็แตกสลายทันที
ไอติมที่ทำให้เรารู้สึกว่าโลกทั้งใบเป็นของเรา กับไอติมที่ทำให้โลกของเราแตกสลายกลับเป็นไอติมแท่งเดียวกัน
ไอติมแท่งนั้นแหล่ะครับคือ ความสุขในการทำงานของโลกสมมติทุนนิยม
ในชีวิตคุณได้เลื่อนตำแหน่งกี่ครั้ง แต่ละครั้งทำให้คุณมีความสุขได้นานแค่ไหน 1 อาทิตย์ ? 1 เดือน ? 3 เดือน ? เราทำงานหนักทั้งปีเพื่อให้ได้เลื่อนขั้นแต่กลับมีความสุขแค่ 3 เดือน หรือจริงๆแล้วการได้ขึ้นตำแหน่งเป็นเพียงแค่ความสุขชั่ววูบที่ทำให้เราต้องทนทุกข์เป็นปี ?
เงินเดือน ตำแหน่ง ชื่อเสียงบริษัท รางวัลพนักงานดีเด่น หัวหน้าที่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความสุขไม่ยั่งยืนเพราะผูกกับปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราไม่สามารถควบคุมมันให้เป็นไปตามใจเรา ปีนี้เราได้ขึ้นเงินเดือน ปีหน้าเราอาจไม่ได้ขึ้นทั้งที่ทำงานดีกว่าเดิมเพราะเศรษฐกิจแย่ ปีนี้เรารู้สึกฟินนกับตำแหน่งที่ทำมาก แต่ปีหน้าเราอาจถูกโยกไปทำตำแหน่งอื่นเพราะบริษัทหยุดไม่รับคน หัวหน้าที่เรามีความสุขที่ทำงานด้วยอาจลาออก
วันที่เราได้เลื่อนขั้นเป็นวันที่เรารู้สึกว่าโลกทั้งใบเป็นของเรา และวันที่เราไม่ได้โปรโมททั้งที่ทุ่มเทกับงานเต็มที่กลายเป็นวันที่โลกแตกสลาย “ตำแหน่ง” เป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้เรามีทั้งวันที่มีความสุขที่สุดและวันที่ผิดหวังเกินรับ
แต่เมื่อเราเข้าใจมายาคติ เข้าใจสิ่งสมมติในระบบการทำงาน เราจะไม่ยึดติดและวางท่าทีได้ถูก เราจะไม่ถูกการเปลี่ยนแปลงซัดจนชีวิตดำดิ่งเพราะเราไม่ได้เอาความสุขไปผูกกับมัน เราจะเป็นเพียงนักสังเกตการณ์ที่มองดูระบบการทำงานทุนนิยมหมุนไป ไม่เอาหัวใจเราไปรับใช้ระบบจนเป็นฟันเฟืองที่หมุนขึ้นลงไม่รู้จบ
และเมื่อเราเห็นความสุขตามความเป็นจริงแล้ว เราจะเข้าใจทุกข์จากการทำงานไปพร้อมกันและสามารถรับมือกับมันได้ พร้อมกับที่เราเข้าถึงความสุขที่แท้จริงของการทำงาน มีความสุขกับงานที่ทำได้ทุกวัน
.............................................
ความสุขของมนุษย์เงินเดือน
ตอนที่ 4: ความสุขเกิดจากการสร้างคุณค่า
ยอดรักเขียน
facebook.com/yodwriter