จุดสิ้นสุดความรุ่งโรจน์ของญิ่ปุ่น
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญิ่ปุ่นได้มีการพัฒนาประเทศอย่างมุ่งมั่น ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชน รวมทั้งมีความตั้งใจ และ วินัยของชาวญิ่ปุ่น ที่ดี ทำให้ การพัฒนา เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จนก้าวขึ้นมา หนึ่งในผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของโลก จนถึงปัจจุบัน
จุดเด่นของประชาชนชาวญิ่ปุ่น คือ มีวินัยสูง ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความเสียสละ ต่อสังคม นี่เองที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ทำให้ เราเห็น การเติบโต ของ Toyota, Honda, Sony, etc... อื่นๆ อีกมากมาย ที่กลายมาเป็น หนึ่งในผู้นำทาด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ของโลก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์, อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ
แต่ภายหลังที่ประเทศอื่นๆ เริ่มมีการปรับตัว และพัฒนาสินค้า จากผู้ตาม จนกลายมาเป็น ผู้ท้าชิง หรือ ผู้นำแล้ว ในบางอุตสาหกรรม เช่น Samsung, LG, Lenovo เป็นต้น ทำให้ ความสามารถทางด้านการทำกำไร และ การแข่งขัน ลดน้อยลงไป และ ยังไม่มีท่าที ที่จะน้อยลงไป แต่ยังคงทวีความเข้มข้น อย่างต่อเนื่อง
ความภาคภูมิใจของบริษัทยักษ์ใหญ่ในญิ่ปุ่น เริ่มมีคำถาม ทำให้ต้องมีการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง หลายๆ องค์กร เริ่มที่จะหายออกไปจากตลาด หรือ ไม่ก็ จำนวน กำไรค่อยๆ น้อยลง หรือ เข้าสู่ภาวะขาดทุน , สินค้า Made in Japan เริ่มไม่ขลังเหมือนเดิม
ผู้บริโภค เริ่มหันไปใช้สินค้าที่คุณภาพไม่ต่างกันมาก แต่ราคาถูกกว่า เช่น สินค้าจาก Made in Korea, Made in China เป็นต้น หลายๆ บริษัท ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ให้อยู่รอดต่อไป ทำให้ เริ่มมีการ ปรับใช้กลยุทธ์ในด้าน การ outsource สินค้า และลดต้นทุน , การกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น เพื่อทำให้ ต้นทุนของสินค้า ถูกลงที่สุด เพื่อที่จะคงความได้เปรียบในการแข่งขัน
ในส่วนของภาครัฐเอง ชี้ให้เห็นว่าสิ้นปี 2015 ญิ่ปุ่นมีหนี้สิน เมื่อเทียบกับ GDP อยู่ประมาณ 230%(**จากข้อมูล tradingeconomics.com **) รัฐบาลเอง มีการออกนโยบายทั้งทางด้านการเงิน และ การคลัง เข้ามาอัดฉีด มีการ ผลิตเงินอย่างเต็มที่, มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่การ ติดลบ , การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม,มีการยกเลิกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจากหลายๆ ประเทศ รวมถึง ประเทศไทย เพื่อต้องการเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว, การลดค่าเงินให้อ่อนลง ฯลฯ นั่นเอง แสดงให้เห็นถึง ความพยายามของภาครัฐ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่นั่นเอง... การใส่เงินเข้าไปในระบบอย่างไม่ยั้ง เป็นการทำสิ่งที่ฝืนหลักธรรมชาติ การลดดอกเบี้ยให้ติดลบ ทำให้ ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจการฝากเงิน และ ภาครัฐเอง ยังไม่สามารถประกาศได้เต็มปากว่า หนี้สาธารณะที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะสามารถชำระหนี้ได้หมดเมื่อไหร่ หรือ ให้ความมั่นใจกับประชาชน ได้มากน้อยแค่ไหน , ประชาชนเอง ยังคงมองไม่เห็นปลายแสงอุโมงค์ จากภาครัฐเลย , แบบนี้ คงไม่เรียกว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน
นี่ยังไม่นับ สังคมญิ่ปุ่นเข้าสู่วัยชรา ทำให้ ขาดแคลน คนหนุ่ม สาว เข้ามาทำงานที่เพียงพอ ทำให้แรงงานขาดแคลน มีผลต่อโครงสร้าง ประชากรศาสตร์ ในอนาคต จุดนี้เอง ที่เป็นหนึ่งในกำดักของ ญิ่ปุ่นเอง
กลับมาที่ ภาคเอกชน เริ่มที่จะหาทุกๆ มาตรการเพื่อทำให้ บริษัทคงอยู่รอดต่อไป หลังจากค้นหาหลายๆ วิธีแล้ว ก็ยังไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จึงเริ่ม ใช้ วิธีจากมุมมืด เพื่อสร้างผลกำไรให้กับบริษัท ทำให้ ภาคเอกชน ยักษ์ใหญ่ หลายๆ แห่ง เริ่ม ที่จะปกปิดข้อมูลต่างๆ และ เริ่มขาดความโปร่งใสมากขึ้น เช่น กรณีการปกปิดข้อมูลของ Olympus ในอดีต, หรือล่าสุด การปกปิดข้อมูลผลทดสอบอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงของ Mitsubishi, หรือล่าสุด กรณี ของ Suzuki ปกปิดค่าทดสอบเชื้อเพลิง จนกลายมาเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก ประเด็นเหล่านี้ทำให้ ความน่าเชื่อถือยิ่งลดน้อยลงไปอีก
หลายๆ บริษัท เริ่มเปลี่ยนมือ เช่น sharp , Nissan, Toshiba เป็นต้น ผู้เล่นอย่าง Sony, Panasonic เอง ก็มีคู่แข่งเข้ามาตีต่อเนื่อง ฯลฯ ผู้บริโภค เริ่มขาดความมั่นใจในสินค้าญิ่ปุ่นมากขึ้น
จากจุดรุ่งโรจน์กลับกลายมาสู่ขาลง, ญิ่ปุ่น คงต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพื่อให้ สามารถคงอยู่ แต่จะทำอย่างไร ในเมื่อ ความภาคภูมิใจ ใน spirit และ จิตวิญญาณของญิ่ปุ่น ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ เริ่มน้อยลงไป
หลังจากนี้ คงต้องรอดูว่า จิตวิญญาณซามูไร ของญิ่ปุ่น จะฟื้นขึ้นมาหรือไม่ หรือว่า จะหายไปพร้อมกับยุคซามูไร
Source: The Door Traveller " เปิดประตูเดินทาง เพื่อผจญภัยไปสู่โลกใหม่"
2 มิถุนายน 2559
จุดสิ้นสุดความรุ่งโรจน์ของญิ่ปุ่น
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญิ่ปุ่นได้มีการพัฒนาประเทศอย่างมุ่งมั่น ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชน รวมทั้งมีความตั้งใจ และ วินัยของชาวญิ่ปุ่น ที่ดี ทำให้ การพัฒนา เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จนก้าวขึ้นมา หนึ่งในผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของโลก จนถึงปัจจุบัน
จุดเด่นของประชาชนชาวญิ่ปุ่น คือ มีวินัยสูง ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความเสียสละ ต่อสังคม นี่เองที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ทำให้ เราเห็น การเติบโต ของ Toyota, Honda, Sony, etc... อื่นๆ อีกมากมาย ที่กลายมาเป็น หนึ่งในผู้นำทาด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ของโลก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์, อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ
แต่ภายหลังที่ประเทศอื่นๆ เริ่มมีการปรับตัว และพัฒนาสินค้า จากผู้ตาม จนกลายมาเป็น ผู้ท้าชิง หรือ ผู้นำแล้ว ในบางอุตสาหกรรม เช่น Samsung, LG, Lenovo เป็นต้น ทำให้ ความสามารถทางด้านการทำกำไร และ การแข่งขัน ลดน้อยลงไป และ ยังไม่มีท่าที ที่จะน้อยลงไป แต่ยังคงทวีความเข้มข้น อย่างต่อเนื่อง
ความภาคภูมิใจของบริษัทยักษ์ใหญ่ในญิ่ปุ่น เริ่มมีคำถาม ทำให้ต้องมีการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง หลายๆ องค์กร เริ่มที่จะหายออกไปจากตลาด หรือ ไม่ก็ จำนวน กำไรค่อยๆ น้อยลง หรือ เข้าสู่ภาวะขาดทุน , สินค้า Made in Japan เริ่มไม่ขลังเหมือนเดิม
ผู้บริโภค เริ่มหันไปใช้สินค้าที่คุณภาพไม่ต่างกันมาก แต่ราคาถูกกว่า เช่น สินค้าจาก Made in Korea, Made in China เป็นต้น หลายๆ บริษัท ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ให้อยู่รอดต่อไป ทำให้ เริ่มมีการ ปรับใช้กลยุทธ์ในด้าน การ outsource สินค้า และลดต้นทุน , การกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น เพื่อทำให้ ต้นทุนของสินค้า ถูกลงที่สุด เพื่อที่จะคงความได้เปรียบในการแข่งขัน
ในส่วนของภาครัฐเอง ชี้ให้เห็นว่าสิ้นปี 2015 ญิ่ปุ่นมีหนี้สิน เมื่อเทียบกับ GDP อยู่ประมาณ 230%(**จากข้อมูล tradingeconomics.com **) รัฐบาลเอง มีการออกนโยบายทั้งทางด้านการเงิน และ การคลัง เข้ามาอัดฉีด มีการ ผลิตเงินอย่างเต็มที่, มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่การ ติดลบ , การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม,มีการยกเลิกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจากหลายๆ ประเทศ รวมถึง ประเทศไทย เพื่อต้องการเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว, การลดค่าเงินให้อ่อนลง ฯลฯ นั่นเอง แสดงให้เห็นถึง ความพยายามของภาครัฐ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่นั่นเอง... การใส่เงินเข้าไปในระบบอย่างไม่ยั้ง เป็นการทำสิ่งที่ฝืนหลักธรรมชาติ การลดดอกเบี้ยให้ติดลบ ทำให้ ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจการฝากเงิน และ ภาครัฐเอง ยังไม่สามารถประกาศได้เต็มปากว่า หนี้สาธารณะที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะสามารถชำระหนี้ได้หมดเมื่อไหร่ หรือ ให้ความมั่นใจกับประชาชน ได้มากน้อยแค่ไหน , ประชาชนเอง ยังคงมองไม่เห็นปลายแสงอุโมงค์ จากภาครัฐเลย , แบบนี้ คงไม่เรียกว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน
นี่ยังไม่นับ สังคมญิ่ปุ่นเข้าสู่วัยชรา ทำให้ ขาดแคลน คนหนุ่ม สาว เข้ามาทำงานที่เพียงพอ ทำให้แรงงานขาดแคลน มีผลต่อโครงสร้าง ประชากรศาสตร์ ในอนาคต จุดนี้เอง ที่เป็นหนึ่งในกำดักของ ญิ่ปุ่นเอง
กลับมาที่ ภาคเอกชน เริ่มที่จะหาทุกๆ มาตรการเพื่อทำให้ บริษัทคงอยู่รอดต่อไป หลังจากค้นหาหลายๆ วิธีแล้ว ก็ยังไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จึงเริ่ม ใช้ วิธีจากมุมมืด เพื่อสร้างผลกำไรให้กับบริษัท ทำให้ ภาคเอกชน ยักษ์ใหญ่ หลายๆ แห่ง เริ่ม ที่จะปกปิดข้อมูลต่างๆ และ เริ่มขาดความโปร่งใสมากขึ้น เช่น กรณีการปกปิดข้อมูลของ Olympus ในอดีต, หรือล่าสุด การปกปิดข้อมูลผลทดสอบอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงของ Mitsubishi, หรือล่าสุด กรณี ของ Suzuki ปกปิดค่าทดสอบเชื้อเพลิง จนกลายมาเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก ประเด็นเหล่านี้ทำให้ ความน่าเชื่อถือยิ่งลดน้อยลงไปอีก
หลายๆ บริษัท เริ่มเปลี่ยนมือ เช่น sharp , Nissan, Toshiba เป็นต้น ผู้เล่นอย่าง Sony, Panasonic เอง ก็มีคู่แข่งเข้ามาตีต่อเนื่อง ฯลฯ ผู้บริโภค เริ่มขาดความมั่นใจในสินค้าญิ่ปุ่นมากขึ้น
จากจุดรุ่งโรจน์กลับกลายมาสู่ขาลง, ญิ่ปุ่น คงต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพื่อให้ สามารถคงอยู่ แต่จะทำอย่างไร ในเมื่อ ความภาคภูมิใจ ใน spirit และ จิตวิญญาณของญิ่ปุ่น ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ เริ่มน้อยลงไป
หลังจากนี้ คงต้องรอดูว่า จิตวิญญาณซามูไร ของญิ่ปุ่น จะฟื้นขึ้นมาหรือไม่ หรือว่า จะหายไปพร้อมกับยุคซามูไร
Source: The Door Traveller " เปิดประตูเดินทาง เพื่อผจญภัยไปสู่โลกใหม่"
2 มิถุนายน 2559