เวลาช่างเขาเติมน้ำยาแอร์ เขาทำอย่างไรบ้าง

พอดีแอร์ที่บ้านรั่วแอร์ไม่เย็น ช่างมาซ่อมรั่วแล้วเติมน้ำยาแอร์เข้าไป
ตอนเติมเขาใช้เครื่องวัดแรงดันแล้วบอกว่าเติมไป 70 ปอนด์
ค่าใช้จ่าย 1500 บาท ตอนนี้แอร์เย็นดี

แต่มีข้อสงสัยว่าเวลาเติมน้ำยาแอร์เขาวัดแรงดันน้ำยาอย่างเดียวใช่หรือไม่ครับ เห็นเพื่อนบอกปกติต้องวัดกระแสไฟฟ้าด้วย

อย่างนี้ถ้าใช้ไปนานๆจะเกิดปัญหาไหม
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 10
การเติมน้ำยาแอร์นั้นมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ช่างจะใช้วิธีไหนเติมก็ขึ้นอยู่กับ ความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้อยู่

ซึ่งก็ไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีไหนเป็นวิธีที่ดีที่สุด

การเติมน้ำยาแอร์ มีวิธีการเติมประมาณนี้

วิธีที่ 1  แบบใช้แมกเนโฟเกจ เพียงอันเดียว ( อาศัยประสบการณ์ หลักการไม่ต้อง )

วิธีการนี้ ช่างจะใช้วิธีการจำค่าแรงดันของน้ำยาแอร์ชนิดต่างๆ และช่วงเวลาที่เติม ( เช้า บ่าย เย็น )  รวมทั้ง รุ่น ยี่ห้อ ระยะทางความยาวของท่อน้ำยาแอร์ว่ากี่เมตร ช่วงเวลาในการเติมน้ำยาแอร์ มีผลต่อแรงดันของน้ำยาแอร์ในช่วงอุณหภูมินั้น เช่น ช่วงเช้า และ ช่วงเย็น อากาศไม่ร้อน แรงดันของน้ำยาแอร์จะต่ำ ช่วงเที่ยง ช่วงบ่าย อากาศร้อนแรงดันของน้ำยาแอร์จะสูง

           แรงดันของน้ำยา แอร์ R 22 ด้านต่ำประมาณ 65 - 80 psi
           แรงดันของน้ำยาแอร์ R 410A ด้านต่ำประมาณ 120 - 140 psi  

ซึ่งในกรณีของเจ้าของกระทู้  ช่างอาจจะมีประสบการณ์ ในการเติมน้ำยาแอร์ชนิดนี้ กับแอร์รุ่นนี้ ความยาวท่อเท่านี้ เติมช่วงนี้ แรงดันต้องได้เท่านี้ เป็นต้น

ตัวอย่าง เช่น แอร์ยี่ห้อ xxx ใช้น้ำยาแอร์ R 22 ความยาวท่อไม่เกิน 5 เมตร เติมช่วง 14.00 น จากประสบการณ์ทำงานของช่าง ต้องเติมน้ำยาแอร์ และอ่านแรงดันที่แมกเนโฟเกจ ให้ได้ 70 psi ถือว่าปกติ

การเติมน้ำยาแอร์ด้วยวิธีนี้ อ้างอิงจากประสบการณ์เท่านั้น ไม่มีเอกสาร หรือ หลักการรองรับมากนัก แต่ตัวผมเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่า ช่างคนนี้มั่ว เพราะบางทีปริมาณน้ำยาแอร์ที่เขาเติมด้วยวิธีนี้อาจจะใช้ได้ดีก็ได้ หรือ อาจจะใช้ได้ไม่ดีก็ได้ ( เย็นเหมือนกัน แต่ไม่ฉ่ำ ) เพราะตามที่ผมเคยเห็นมาการเติมน้ำยาแอร์ด้วยวิธีนี้ก็ใช้ได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้านำวิธีการนี้ไปใช้กับแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ก็อาจจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ ควรใช้วิธีการอื่น

สรุป เอาเป็นว่า แล้วแต่จะคิดก็แล้วกันครับ


วิธีที่ 2  แบบใช้ แมกเนโฟเกจ ควบคู่ไปกับการจับกระแสของแอร์  ( วิธีนี้เป็นที่นิยมใช้กัน ในปัจจุบัน )

วิธีการนี้ ก็เหมือนกับวิธีการที่ 1  แต่เราเพิ่มความละเอียดในการทำงานเข้าไปอีก คือ โดยหลักการแล้วเมื่อน้ำยาแอร์ได้ปริมาณที่เหมาะสม ค่ากระแสรวมที่เราวัดได้ จะต้องใกล้เคียงกับเนมเพลทของแอร์ตัวนั้น และจะต้องไม่เกินกระแสเนมเพลทของแอร์ตัวนั้น ซึ่งมีข้อกำหนด ครา่วๆ ประมาณนี้
                        -  ค่ากระแสที่อ่านได้ น้อยกว่า กระแสเนมเพลท มากกว่า 1 A แสดงว่า น้ำยาน้อยไปต้องเติมเพิ่ม
                        -  ค่ากระแสที่อ่านได้ อยู่ในช่วง  0.2 - 0.4 A  ก่อนจะถึงกระแสเนมเพลท  แสดงว่า น้ำยาพอดีให้อยุดเติม ( ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ )
                         -  ค่ากระแสที่อ่านได้ มากกว่า กระแสเนมเพลท  แสดงว่า น้ำยามากเกินไปต้องเอาน้ำยาออก

                         เข่น   กระแสเนมเพลทระบุไว้ว่า 6 A  

                        ถ้าเติมน้ำยาแล้วอ่านค่ากระแสรวมได้น้อยกว่า 5 A แสดงว่าน้ำยาขาดให้เติมเพิ่ม
                        ถ้าเติมน้ำยาแล้วอ่านค่ากระแสรวม ได้ในช่วง 5.6 - 5.8 A ให้อยุดเติม
                        ถ้าเติมน้ำยาแล้วอ่านค่ากระแสรวมได้มากกว่า 6 A แสดงว่าน้ำยามากเกินต้องเอาน้ำยาออก

  แน่นอน การเติมน้ำยาแอร์ด้วยวิธีการนี้ สามารถใช้กับแอร์ในระบบธรรมดาได้ดี แต่ถ้าใช้วิธีการนี้ไปเติมน้ำยาแอร์ ของแอร์อินเวอร์เตอร์ก็ต้องใช้ประสบการณ์มากพอสมควร เพราะ แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์กระแสและแรงดันของน้ำยาแอร์จะไม่คงที่ เพราะฉะนั้น ถ้าจะใช้วิธีการนี้ ควรใช้คู่กับวิธีการเติมน้ำยาแอร์ วิธีที่ 5 ( จะกล่าวถึงต่อไป )


วิธีที่ 3  การเติมน้ำยาแอร์ โดยวิธีการชั่งน้ำหนักน้ำยาแอร์   (  วิธีการนี้ มีความเที่ยงตรงสูงมาก )

ปริมาณน้ำยาแอร์เราสามารถ ดูได้จากเนมเพลทของแอร์ หรือ แคตตาล๊อคของแอรตัวนั้น  เช่น



จากเนมเพลท แอร์ตัวนี้ใช้ปริมาณน้ำยาแอร์ R 410A  จำนวน 850 กรัม แต่ถ้าท่อยาวเกินกำหนดต้องมีการเติมน้ำยาเพิ่ม กี่กรัม ต่อ เมตร ก็ให้ดูที่คู่มือการติดตั้ง

เนื่องจาก service valve ของแอร์บ้านที่ใช้สำหรับเติมน้ำยาส่วนมากจะมีวาวล์ลูกศรมาให้ทางด้านแรงดันต่ำเท่านั้น ตามรูป





เราจึงต้องช่างน้ำหนักน้ำยาแอร์แล้วเติมเขาไปทางด้านนี้ โดยวิธีการเติมก็ขึ้นอยู่กับสภาวะของน้ำยาแอร์ชนิดนั้นว่าจะเติมในสถานะใด เช่น

                              น้ำยา แอร์ R 22 เติมในสถานะ ก๊าซ ( ตั้งถังขึ้น )
                              น้ำยา แอร์ R 410A เติมในสถานะ ของเหลว ( คว่ำถังลง )   เป็นต้น  ตามรูป




วิธีการเติมก็ไม่ยาก นำถังน้ำยาขึ้นชั่งน้ำหนัก แล้วลบด้วยปริมาณน้ำยาที่ต้องการเติม เมื่อกิโลแสดงผลค่าน้ำหนักตามที่ต้องการแล้วก็อยุดเติม เปิดทดลองแอร์ ใช้แคลมมิเตอร์จับกระแสดูถ้าไม่เกินกระแสเนมเพลท ก็ใช้ได้

หมายเหตุ****  การเติมน้ำยาแบบนี้ ถ้าเป็นแอร์บ้าน service valve มีมาให้ทางด้านแรงดันต่ำด้านเดียว ก็ให้เติมด้านนี้ ยังไม่ต้องเปิดเครื่อง ให้เติมน้ำยาแอร์ตามสถานะของน้ำยาแอร์ชนิดนั้น  R 22 ( ตั้งถังเติม ) R 410A ( คว่ำถังเติม ) ให้เติมน้ำยาแอร์เข้าให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ถ้าสามารถเติมได้จนปริมาณน้ำยาแอร์ได้ตามกำหนดก็ให้อยุดเติม แต่ถ้าบางกรณียังเติมน้ำยาแอร์ไม่ได้ตามกำหนด แต่เติมไม่เข้าแล้ว ก็ให้เปิดแอร์เพื่อให้คอมเพลสเซอร์แอร์ช่วยดูดน้ำยาเข้าไป การเติมน้ำยาแอร์แแบบนี้สามารถใช้ได้กับแอร์ระบบธรรมดา และ แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์


วิธีที่ 4  การเติมน้ำยาแอร์แบบ ความร้อนยิ่งยวด ( Superheat charging ) และ ความเย็นยิ่งยวด ( Subcool charging )

อ้างอิงเอกสารเผ่ยแผร่และตารางของบริษัท แคเรีย

การเติมน้ำยาแอร์แบบ ความร้อนยิ่งยวด ( Superheat charging )

ใช้กับสารทำความเย็นR-22 ( ถ้าใช้กับสารทำความเย็นชนิดอื่น ท่านต้องสอบถามตารางจากผู้ผลิต หรือ หาเอาตามอินเตอร์เน็ต ) ที่มีการใช้อุปกรณ์ลดแรงดันแบบรูเข็มที่มีชื่อเรียกว่าแคปทิว การเติมสารทำความเย็นแบบนี้ไม่สามารถใช้แรงดันเป็นเกณฑ์ในการเติมสารทำความเย็นได้เพราะแรงดันสารทำความเย็นจะแปรผันตามอุณหภูมิอากาศภายนอก และโหลดภายในห้อง ถ้าเราทราบอุณหภูมิอากาศภายนอกและวัดค่าภาระความร้อนในห้องได้ เราก็จะหาค่าความร้อนยิ่งยวดที่เหมาะสมในการเติมสารทำความเย็นได้อย่างถูกต้อง

อุปกรณ์ที่ต้องใช้  มีดังนี้

1 แมกเนโฟเกจ

2 แคลมมิเตอร์

3 เทอร์โมมิเตอร์ กระเปาะเปียก ( WET BULB )   , เทอร์โมมิเตอร์ กระเปาะแห้ง ( DRY BULB )

4 ตารางเติมสารทำความเย็น


วิธีการเติมน้ำยาแอร์ แบบความร้อนยิ่งยวด ( Superheat charging ) ทำได้ดังนี้

1.ตัวเครื่องทั้งข้างนอกและข้างในต้องสะอาด

2.ตรวจสอบพัดลมทั้งข้างนอกข้างในว่าทำงานปกติ

3.ให้เครื่องทำงานที่อุณหภูมิต่ำๆเพื่อไม่ตัดการทำงานขณะเติมสารท้าความเย็น

4.ให้เครื่องทำงานที่โหลดสูงสุดหรือเปิดพัดลมไปที่ความเร็วสูงสุด

5.เดินเครื่องจนกระทั่งเริ่มมีความเย็นประมาณ 15-20 นาที ก่อนทำการวัด

6.ถ้าสารท้าความเย็นในระบบน้อยต้องเติมเพิ่มก่อนเพื่อให้เครื่องทำความเย็นได้บ้าง

7.วัดอุณหภูมิอากาศเข้าคอยล์ร้อนด้วยกระเปาะแห้ง

8.วัดอุณหภูมิอากาศเข้าคอยล์เย็นด้วยอุณหภูมิกระเปาะแห้งและเปียก

9.วัดแรงดันด้านดูดด้วยเกจวัดแรงดัน

10.วัดอุณหภูมิท่อสารทำความเย็นด้านดูด

11.ใช้ตาราง เพื่อหาค่าความร้อนยิ่งยวดของระบบที่สภาวะนั้นๆ

12.ใช้ตาราง ดูค่าความร้อนยิ่งยวดที่ต้องการและกับค่าแรงดันที่อ่านได้ว่าอุณหภูมิท่ออยู่ที่เท่าไร

13.ค่าความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิในตารางกับอุณหภูมิท่อยอมให้ได้±5 °F

14.ถ้าอุณหภูมิท่อที่อ่านได้สูงกว่าค่าที่ระบุในตารางเกินกว่า+5 °F เติมสารทำความเย็นเพิ่ม

15.ถ้าอุณหภูมิท่อที่อ่านได้ต้ากว่าค่าที่ระบุในตารางเกินกว่า-5 °F เอาสารทำความเย็นออก

16.เมื่อเติมสารทำความเย็นหรือเอาออกให้ดูค่าแรงดันและอุณหภูมิใหม่โดยยังใช้ค่าความร้อนยิ่งยวดเดิม


ตัวอย่างการ เติมน้ำยาแอร์แบบความร้อนยิ่งยวด ( Superheat charging )


1 สมมติวัดอุณหภูมิลมเข้าคอยล์ร้อนได้ 95 °F ( วัดโดย เทอร์โมมิเตอร์ กระเปาะแห้ง ) ตามรูป



2 วัดอุณหภูมิกระเปาะเปียกลมเข้าคอยล์เย็นได้ 70 °F ( วัดโดย เทอร์โมมิเตอร์ กระเปาะเปียก ) ตามรูป



3 อ่านค่า ความร้อนยิ่งยวดจากตาราง ที่อุณหภูมิลมเข้าคอยล์ร้อนได้ 95 °F  และ อุณหภูมิกระเปาะเปียกลมเข้าคอยล์เย็นได้ 70 °F จะได้ค่า เท่ากับ 18 °F   ตามรูป



4 สมมติใช้แมกเนโฟเกจ วัดแรงดันด้านดูดได้ 70 Psi อ่านค่าจากตาราง เพื่อหาอุณหภูมิท่อดูดที่ต้องการ  ( ที่ค่าความร้อนยิ่งยวด 18 °F วัดแรงดันด้านดูดได้ 70 Psi ) อุณหภูมิท่อดูดที่ต้องการ ตามรูป  




อุณหภูมิท่อดูดที่ต้องการ คือ 59 °F

5 ใช้เทอร์โมมิเตอร์ วัดอุณหภูมิท่อดูดว่าได้อุณหภูมิเท่าใด แล้วนำค่าอุณหภูมิที่วัดได้ มาเปรียบเทียบกับค่าที่ได้ในตาราง




                                     - ค่าความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิในตารางกับอุณหภูมิท่อยอมให้ได้±5 °F

                                     - ถ้าอุณหภูมิท่อที่อ่านได้สูงกว่าค่าที่ระบุในตารางเกินกว่า+5 °F เติมสารท้าความเย็นเพิ่ม

                                      - ถ้าอุณหภูมิท่อที่อ่านได้ต่ำกว่าค่าที่ระบุในตารางเกินกว่า-5 °F เอาสารท้าความเย็นออก

ทั้งนี้ค่ากระแสที่วัดได้ ต้องไม่เกินค่าเนมเพลท
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่