กสทช. ทวงค่าใช้คลื่น 900MHz ขู่ปรับวันละ 2.5ล. ยื้อย้ายค่าย
ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
"กสทช." ร่อนหนังสือทวงเงิน "เอไอเอส" ค่าใช้คลื่น 900 MHz ช่วงเยียวยาซิมดับ ระยะแรก เร่งให้วางเงินการันตี 20-30% ของรายได้ ย้ำความมั่นใจรัฐได้เงินเข้าคลังแน่ พร้อมสั่งให้ปรับแก้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่อ้างว่าจ่ายเงินค่าใช้คลื่นแล้ว ทั้งที่ กสทช.ยังไม่ได้รับเงิน ขู่เก็บค่าปรับวันละ 2.5 ล้านบาท ฐานยื้อ ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมอีก 3 แสน เลขหมาย
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.ได้ทำหนังสือถึง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เพื่อให้นำส่งเงินรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 โดยต้องนำเงินรายได้ในช่วงเยียวยาช่วงแรก (1 ต.ค. 2558-14 เม.ย. 2559) ในทันทีที่ได้รับหนังสือแจ้ง เพราะถือเป็นเงินรายได้ของแผ่นดิน และตามประกาศ กสทช. กำหนดให้เอกชนต้องแยกบัญชีรายได้ในส่วนดังกล่าวแยกต่างหาก อยู่แล้ว ดังนั้นการนำส่งทันทีจึงไม่น่ามี ปัญหาใด ๆ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เอไอเอสได้รับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา คาดว่าบริษัทจะนำเงินมาจ่ายเร็ว ๆ นี้
แหล่งข่าวระดับสูงจาก กสทช. เปิดเผยว่า ช่วงเยียวยาที่เอไอเอสต้องนำส่งรายได้ แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกของการเยียวยาผู้บริโภคตามประกาศ กสทช. และคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีของศาลปกครองกลาง นับจาก 1 ต.ค. 2558-14 เม.ย. 2559 และช่วงที่ 2 คือ ตั้งแต่ 15 เม.ย. 2559-30 มิ.ย. 2559 เป็นช่วงเยียวยาตามคำสั่ง คสช. ที่ 16/2559 เรื่องการประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม
โดยตามประกาศมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ฉบับที่ 2 ระบุให้บริษัทต้องนำส่งเงินรายได้จากการให้บริการและใช้คลื่นในอัตราที่ไม่น้อยกว่าร้อยละของส่วนแบ่งรายได้ที่เคยนำส่งให้เจ้าของสัมปทาน ณ วันสุดท้ายก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน
"ตามสัมปทานเอไอเอส-ทีโอที ณ วันสุดท้าย ส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายในฝั่งพรีเพด (ลูกค้าเติมเงิน) แยกเป็น 20% กับ 26% ตามประเภทรายได้ โดยคำนวณจากราคาหน้าบัตรเติมเงิน ขณะที่ตามหลักของ กสทช. จะเรียกเก็บได้เฉพาะรายได้จากบริการโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันเงินที่เติมเข้าพรีเพด บางส่วนค่ายมือถือเป็นแค่คนกลางในการนำเงินไปส่งต่อให้ผู้ให้บริการในธุรกิจอื่น เช่น ลูกค้าเติมเงินเข้ามือถือ แล้วโอนเข้าแอปพลิเคชั่น LINE เพื่อซื้อของต่อ จึงต้องมีการตรวจสอบและแยกออกมา แต่ตามประกาศ กสทช. กำหนดให้ค่ายมือถือนำเงินมาวางก่อน แล้วค่อยตรวจสอบภายหลัง สำนักงาน กสทช.จึงสรุปตัวเลขให้เอไอเอสนำจ่ายเงินรายได้จากพรีเพดในอัตรา 20% ของรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงเยียวยา ส่วนบริการโพสต์เพด ที่ 30% ตามที่สัมปทานระบุ"
กระบวนการหลังจากที่เอไอเอสนำเงินรายได้มาวางตามอัตราที่กำหนดแล้ว จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเยียวยาอีกครั้ง เพราะตามประกาศ กสทช. เงินรายได้หักค่าใช้จ่ายตามที่จำเป็นออกแล้ว ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน รวมดอกผลที่เกิดขึ้นด้วย
"การเรียกให้เอไอเอสนำส่งเงิน 20% และ 30% ของรายได้ในช่วงเวลาเยียวยามาก่อนเป็นการการันตีว่ารัฐจะได้รับรายได้จากช่วงเยียวยาแน่นอน ไม่ได้หมายความว่าเอไอเอสจะได้รับรายได้ที่เหลือทั้งหมดเข้าบริษัท เพราะสัมปทานสิ้นสุดไปแล้ว ทั้งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการนำส่งรายได้ในช่วงเยียวยาหลังสิ้นสุดสัมปทานของทรูมูฟ-ดิจิทัลโฟนก่อนนี้ ที่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ จน กสทช.ต้องมีการอุดช่องโหว่ด้วยการออกประกาศ มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 2"
นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช.ยังได้ทำหนังสือแจ้งเตือนเอไอเอส ให้แก้ไขข้อมูลที่ออกสื่อประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะเกี่ยวกับการชำระค่าใช้คลื่น 900 MHz ในช่วงเยียวยาลูกค้าว่า บริษัทได้มีการชำระเงินรายได้ให้ กสทช.เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้นำส่งเงินรายได้ดังกล่าว
และได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเอไอเอสที่ยังฝ่าฝืนมติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เมื่อ 18 ก.พ. 2559 ที่กำหนดให้ต้องดำเนินการโอนย้ายลูกค้าที่ยื่นขอใช้บริการคงสิทธิเลขหมาย (MNP) ในทันที หากลูกค้ารายดังกล่าวไม่เข้าข่ายที่จะปฏิเสธการโอนย้ายได้ตามเงื่อนไขที่ประกาศ กสทช.ได้ระบุไว้ ได้แก่ เบอร์ที่ขอโอนย้ายได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เบอร์อยู่ระหว่างถูกอายัด อยู่ระหว่างการระงับการให้บริการ (ค้างค่าบริการ) เป็นต้น
เรื่องดังกล่าวเป็นกรณีสืบเนื่องจากที่ "ทรูมูฟ เอช" ร้องเรียน กทค.ว่า ทั้งเอไอเอส และดีแทค ปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกค้าที่ยื่นขอใช้สิทธิ MNP ย้ายมาใช้บริการของทรูมูฟ เอช
"หลังมติ กทค.ออกไป ดีแทคแจ้งว่า ได้โอนย้ายลูกค้าที่ขอ MNP ค้างไว้หมดแล้ว แต่เอไอเอสแจ้งว่า ยังมียอดเหลืออีก 3 แสนราย สำนักงาน กสทช.จึงทำหนังสือแจ้งกลับไปว่า ต้องเร่งโอนให้หมดภายใน 9 พ.ค. หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ดำเนินการ จะคิดค่าปรับวันละ 2.5 ล้านบาท ซึ่งใช้จำนวนลูกค้าที่ค้างอยู่เป็นฐานคำนวณ จากนี้ สำนักงาน กสทช.จะตรวจสอบข้อมูลของเอไอเอสและดีแทคว่าจำนวนลูกค้าเป็นไปตามที่แจ้งมาหรือไม่ด้วย"
แหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 (หน้า 24)
กสทช. ทวงค่าใช้คลื่น 900MHz ขู่ปรับวันละ 2.5ล. ยื้อย้ายค่าย
กสทช. ทวงค่าใช้คลื่น 900MHz ขู่ปรับวันละ 2.5ล. ยื้อย้ายค่าย
ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
"กสทช." ร่อนหนังสือทวงเงิน "เอไอเอส" ค่าใช้คลื่น 900 MHz ช่วงเยียวยาซิมดับ ระยะแรก เร่งให้วางเงินการันตี 20-30% ของรายได้ ย้ำความมั่นใจรัฐได้เงินเข้าคลังแน่ พร้อมสั่งให้ปรับแก้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่อ้างว่าจ่ายเงินค่าใช้คลื่นแล้ว ทั้งที่ กสทช.ยังไม่ได้รับเงิน ขู่เก็บค่าปรับวันละ 2.5 ล้านบาท ฐานยื้อ ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมอีก 3 แสน เลขหมาย
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.ได้ทำหนังสือถึง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เพื่อให้นำส่งเงินรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 โดยต้องนำเงินรายได้ในช่วงเยียวยาช่วงแรก (1 ต.ค. 2558-14 เม.ย. 2559) ในทันทีที่ได้รับหนังสือแจ้ง เพราะถือเป็นเงินรายได้ของแผ่นดิน และตามประกาศ กสทช. กำหนดให้เอกชนต้องแยกบัญชีรายได้ในส่วนดังกล่าวแยกต่างหาก อยู่แล้ว ดังนั้นการนำส่งทันทีจึงไม่น่ามี ปัญหาใด ๆ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เอไอเอสได้รับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา คาดว่าบริษัทจะนำเงินมาจ่ายเร็ว ๆ นี้
แหล่งข่าวระดับสูงจาก กสทช. เปิดเผยว่า ช่วงเยียวยาที่เอไอเอสต้องนำส่งรายได้ แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกของการเยียวยาผู้บริโภคตามประกาศ กสทช. และคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีของศาลปกครองกลาง นับจาก 1 ต.ค. 2558-14 เม.ย. 2559 และช่วงที่ 2 คือ ตั้งแต่ 15 เม.ย. 2559-30 มิ.ย. 2559 เป็นช่วงเยียวยาตามคำสั่ง คสช. ที่ 16/2559 เรื่องการประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม
โดยตามประกาศมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ฉบับที่ 2 ระบุให้บริษัทต้องนำส่งเงินรายได้จากการให้บริการและใช้คลื่นในอัตราที่ไม่น้อยกว่าร้อยละของส่วนแบ่งรายได้ที่เคยนำส่งให้เจ้าของสัมปทาน ณ วันสุดท้ายก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน
"ตามสัมปทานเอไอเอส-ทีโอที ณ วันสุดท้าย ส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายในฝั่งพรีเพด (ลูกค้าเติมเงิน) แยกเป็น 20% กับ 26% ตามประเภทรายได้ โดยคำนวณจากราคาหน้าบัตรเติมเงิน ขณะที่ตามหลักของ กสทช. จะเรียกเก็บได้เฉพาะรายได้จากบริการโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันเงินที่เติมเข้าพรีเพด บางส่วนค่ายมือถือเป็นแค่คนกลางในการนำเงินไปส่งต่อให้ผู้ให้บริการในธุรกิจอื่น เช่น ลูกค้าเติมเงินเข้ามือถือ แล้วโอนเข้าแอปพลิเคชั่น LINE เพื่อซื้อของต่อ จึงต้องมีการตรวจสอบและแยกออกมา แต่ตามประกาศ กสทช. กำหนดให้ค่ายมือถือนำเงินมาวางก่อน แล้วค่อยตรวจสอบภายหลัง สำนักงาน กสทช.จึงสรุปตัวเลขให้เอไอเอสนำจ่ายเงินรายได้จากพรีเพดในอัตรา 20% ของรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงเยียวยา ส่วนบริการโพสต์เพด ที่ 30% ตามที่สัมปทานระบุ"
กระบวนการหลังจากที่เอไอเอสนำเงินรายได้มาวางตามอัตราที่กำหนดแล้ว จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเยียวยาอีกครั้ง เพราะตามประกาศ กสทช. เงินรายได้หักค่าใช้จ่ายตามที่จำเป็นออกแล้ว ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน รวมดอกผลที่เกิดขึ้นด้วย
"การเรียกให้เอไอเอสนำส่งเงิน 20% และ 30% ของรายได้ในช่วงเวลาเยียวยามาก่อนเป็นการการันตีว่ารัฐจะได้รับรายได้จากช่วงเยียวยาแน่นอน ไม่ได้หมายความว่าเอไอเอสจะได้รับรายได้ที่เหลือทั้งหมดเข้าบริษัท เพราะสัมปทานสิ้นสุดไปแล้ว ทั้งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการนำส่งรายได้ในช่วงเยียวยาหลังสิ้นสุดสัมปทานของทรูมูฟ-ดิจิทัลโฟนก่อนนี้ ที่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ จน กสทช.ต้องมีการอุดช่องโหว่ด้วยการออกประกาศ มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 2"
นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช.ยังได้ทำหนังสือแจ้งเตือนเอไอเอส ให้แก้ไขข้อมูลที่ออกสื่อประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะเกี่ยวกับการชำระค่าใช้คลื่น 900 MHz ในช่วงเยียวยาลูกค้าว่า บริษัทได้มีการชำระเงินรายได้ให้ กสทช.เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้นำส่งเงินรายได้ดังกล่าว
และได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเอไอเอสที่ยังฝ่าฝืนมติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เมื่อ 18 ก.พ. 2559 ที่กำหนดให้ต้องดำเนินการโอนย้ายลูกค้าที่ยื่นขอใช้บริการคงสิทธิเลขหมาย (MNP) ในทันที หากลูกค้ารายดังกล่าวไม่เข้าข่ายที่จะปฏิเสธการโอนย้ายได้ตามเงื่อนไขที่ประกาศ กสทช.ได้ระบุไว้ ได้แก่ เบอร์ที่ขอโอนย้ายได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เบอร์อยู่ระหว่างถูกอายัด อยู่ระหว่างการระงับการให้บริการ (ค้างค่าบริการ) เป็นต้น
เรื่องดังกล่าวเป็นกรณีสืบเนื่องจากที่ "ทรูมูฟ เอช" ร้องเรียน กทค.ว่า ทั้งเอไอเอส และดีแทค ปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกค้าที่ยื่นขอใช้สิทธิ MNP ย้ายมาใช้บริการของทรูมูฟ เอช
"หลังมติ กทค.ออกไป ดีแทคแจ้งว่า ได้โอนย้ายลูกค้าที่ขอ MNP ค้างไว้หมดแล้ว แต่เอไอเอสแจ้งว่า ยังมียอดเหลืออีก 3 แสนราย สำนักงาน กสทช.จึงทำหนังสือแจ้งกลับไปว่า ต้องเร่งโอนให้หมดภายใน 9 พ.ค. หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ดำเนินการ จะคิดค่าปรับวันละ 2.5 ล้านบาท ซึ่งใช้จำนวนลูกค้าที่ค้างอยู่เป็นฐานคำนวณ จากนี้ สำนักงาน กสทช.จะตรวจสอบข้อมูลของเอไอเอสและดีแทคว่าจำนวนลูกค้าเป็นไปตามที่แจ้งมาหรือไม่ด้วย"
แหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 (หน้า 24)