สวัสดีคะ นี่เป็นกระทู้แรกของเรา ถ้าเราแท็กผิด หรือ เราเขียนอะไรผิด เราก็ขออภัย ณ โอกาสนี้ด้วยเนอะ
ก่อนอื่นเราต้องบอกก่อนนะคะ ที่เราโพสต์ไม่ใช่อะไรนะคะ เพียงแค่อยากระบาย สิ่งที่อยู่ข้างใน
รวมทั้งอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ ให้กับ น้องๆ เวลาที่เรายังคงมีพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ ให้เราดูแลท่าน เอาใจใส่ท่าน
เมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะได้แข็งแกร่งมากๆขึ้น ท่านจะได้สบายใจเมื่อเราเติบโตอย่างมีคุณภาพ และสามารถที่จะเรียนรู้กับโลกใบนี้ได้
เรื่องมันมีอยู่ว่า แต่เริ่มเดิมที ที่เราจำความได้ คือ พ่อเราสูบบุหรี่มานานแล้วล่ะ สมัยเรายังเรียนมหาวิทยาลัย
จู่ๆท่านก็มีการไอ ร่วมมาเป็นสอง - สามเดือน แต่ต้องยอมรับตรงๆนะว่า ครอบครัวเราฐานะไม่ดีเลย พ่อเราก็ไม่เคยไปตรวจร่างกาย
เพราะท่านยังมองว่าตัวท่านยังสามารถ ทำงานได้อยู่ ส่วนเรานั้น ยังอยู่ในวัยเรียน เงินที่หามาจากการทำงานเล็กน้อย ( เราเรียนด้วย ทำงานด้วย) ก็ใช้ไปกับการเรียน และซื้อของเข้าบ้าน จึงไม่ได้ให้พ่อในส่วนนี้ได้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าพ่อป่วยเป็นอะไร แต่เราก็คิดนะว่า อย่างมากพ่ออาจจะเป็นวัณโรค
แหละมั้งช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เราจะอยู่กับพ่อตลอด จนเมื่อเรียนจบ เราก็หางานทำ และเราก็สามารถหางานได้ ในเวลารวดเร็ว ขณะนั้นเอง ทำให้เวลาของเรากับพ่อที่จะเจอหน้างานกันน้อยลงไป จนวันหนึ่ง พ่อเราตัดสินใจ กลับต่างจังหวัด ไปอยู่แม่เลี้ยง ชีวิตพ่อเราดูมีความสุขมาก เมื่อเราทำงานไปสัก สี่เดือน เราก็ได้พบกับแม่ (ปล. เราไม่เคยเจอแม่เลย เนื่องจากพ่อกับแม่แยกทางกัน) เรา พ่อ แม่ นัดเจอกัน ครั้งนั้น พ่อเราหัวเราะ ยิ้ม และมีความสุข มากๆ ครั้งนั้นเราเลยถือโอกาส ล้างเท้าท่านทั้งสองเเละขออโหสิกรรม
แต่เวลาที่มีความสุขมันก็สั้นเกินไป เรารอโอกาสนี้มาทั้งชีวิต เรารอให้ตัวเองเรียนจบ หางานทำ และนำเงินที่ได้เลี้ยงดูพ่อ / พาพ่อไปกินของดี /
พาพ่อไปเที่ยว เมื่อเวลาที่เราลืมตา อ้าปากได้ ถ้าเพื่อนๆจำได้ เมื่อไม่นาน ที่อยู่ๆ อากาศก็หนาวแบบ หนาวจัดเลย ขนาดกรุงเทพยังหนาวขนาดนี้ แน่นอนล่ะต่างจังหวัดคงจะหนาวจัดเลยทีเดียว พ่อเราเลยป่วย เป็นไข้หวัด และไอ เกือบๆเดือน สุดท้ายพ่อไม่ไหว จึงต้องเข้าโรงพยาบาล
โดยหมอวินิจฉัยมาว่า พ่อเราป่วยเป็น วัณโรค พี่ๆเราเลยให้พ่อมาอยู่กับพี่สาว เรา อีกจังหวัดหนึ่ง เพื่อรักษาตัว ช่วงนั้น อีกประมาณ 2 เดือน
เรากำลังจะรับปริญญาแล้วล่ะ เราด้วยความหวังว่า แค่วัณโรค เอง เราลางานและกลับไปหาพ่อที่บ้านพี่สาว แล้วก็บอกพ่อ ว่า “เดี๋ยวพ่อก็หายแล้ว ไม่ต้องไปกลัว กินยาให้ตรงเวลา แล้วพ่อต้องไปงานรับปริญญาหนูนะ” พ่อเราก็ยิ้ม และก็บอกว่า ได้ๆ
ผ่านไปประมาณ 3 อาทิตย์ อาการพ่อเราแย่ลง และเริ่มแย่ลงมาเรื่อย ๆ เราเริ่มคุยกับพ่อไม่ค่อยรู้เรื่อง เวลาที่คุยโทรศัพท์กัน
และแล้วเวลาก็ผ่านไป เราก็เตรียมตัว เตรียมทุกๆสิ่ง เพื่องานรับปริญญาโดยเฉพาะ พร้อมทั้งจ้างช่างกล้อง เพื่อมาเก็บภาพพ่อโดยเฉพาะ
และแล้ววันซ้อมรับปริญญา เราก็ไม่ได้โทรหาพ่อ หรือญาติพี่น้องเราเลย ด้วยความที่ว่า เราคิดว่า ท่านต้องมาวันจริงแน่ๆ เย็นวันนั้นเอง เราโทรหาพ่อ
แต่พี่สาวรับ พี่สาวบอกว่า พ่อ ปวดท้องหนักมาก จึงต้องเข้าโรงพยาบาลด่วน โดยพี่สาวบอกว่า หมอบอกไม่แน่ใจนะ ให้เตรียมใจไว้
ถ้าไม่ใช่วัณโรค ก็มะเร็ง เท่านั้นแหละคะ น้ำตาไหลเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เราอยากไปหาพ่อมาก แต่ติด งานรับปริญญา จึงไม่สามารถ ไปหาพ่อในขณะนั้นได้ วันต่อมา พี่สาวโทรหา แล้วบอกผลวินิจฉัย ว่า พ่อเรา
เป็น มะเร็งปอดนะ ระยะที่สี่ เป็น 3 ที่ ปอดด้านขวา 2 ที่ และด้านซ้ายใกล้กับเส้นเลือดใหญ่อีก1 ที่
และไม่สามารถให้คีโมหรือฉายแสง เนื่องจาก ร่างกายพ่ออ่อนแอเกินไป คือพ่อเราจริงๆผอมอยู่แล้วนะ แต่เมื่อป่วย นน. พ่อเรา เหลือ 36 กก.
แต่ เราก็ต้องมาทำงาน เราเครียดมากเลย เราไม่รู้จะทำยังไง มันเศร้ามาก
เมื่อวันที่เรารับปริญญา ขณะที่รอรับอยู่ น้ำตาเราก็คลอนะ เสียใจ อยากให้พ่อมาเจอเราวันนี้ แต่เราเองก็เตรียมตัวอยู่แล้ว
เมื่อรับปริญญาเสร็จ วันรุ่งขึ้นเราก็ไปหาพ่อทันที พ่อเรากลับมารักษาตัวที่บ้าน ที่ต่างจังหวัด แล้ว
เมื่อเราเห็นหน้าพ่อ แปลกนะ ที่เราไม่มีอาการเศร้าเลย เราไม่ร้องไห้ เรายิ้ม และเต็มใจทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้พ่อสบายใจ
เราไม่อยากให้พ่อคิดมาก พ่อเราขณะนั้น คือ ลุกไม่ค่อยจะขึ้น ต้องใส่ผ้าอ้อม กินอาหารเหลว และที่สำคัญ เราเอาชุดครุยไป
เพื่อที่จะไปถ่ายรูปคู่กับพ่อโดยเฉพาะ สำหรับเราแล้ว เราอยากให้พ่อภูมิใจ ถึงแม้เราก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด หรือ
พ่อเราอาจจะดูแลเราตามสไตล์ของเขา แต่สิ่งหนึ่ง คือเค้าทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโต ขึ้นมาได้ รู้จักเรียนรู้ ที่สำคัญ สอนให้รู้จักอดทน
เมื่อเราเรียกพ่อ ให้มาถ่ายรูปด้วยกัน รู้ไหมคะ คนป่วยมะเร็ง ที่แบบเขาปวดมากๆ พ่อเรา พยายามที่จะลุกขึ้นมาเพื่อจะถ่ายรูปคู่กับเรา
ถ่ายประมาณ 5 รูป พ่อเรา หลับตา 4 รูป ด้วยความที่เขาเหนื่อยและล้ามาก เราใช้ระยะเวลา 5 วันในการดูเค้าให้ดีที่สุด
ขณะนี้ที่เขียนกระทู้ เมื่อไม่กี่วัน เราไปหาพ่อมา อาการพ่อเริ่มทรุด และวันที่ 30/3/2016 พี่เราก็โทรมา แล้วบอกว่า อาการพ่อ ทรุด ลงอีกแล้ว
เราก็ไม่รู้จำทำยังไง เนื่องจาก งาน เราก็จำเป็นต้องทำ หน้าที่ของลูกก็สำคัญ
เราก็ได้แต่ภาวนา ว่าให้พ่อเรามีปฏิหาริย์ อยากให้รอหนูก่อนนะ
เมื่อวันที่ 31 เมษายน เราได้รับโทรศัพท์จากพี่ว่า พ่อเริ่มไม่ไหวแล้วนะ เวลานั้นเป็นเวลาเที่ยงกว่า เราขออนุญาตหัวหน้าลากลับบ้านทันที เราถึงเพชรบูรณ์ ประมาณ 3 ทุ่มทันทีที่เห็นหน้าพ่อ ร่างกายพ่อ ผอมลง อย่างเห็นได้ชัด รวมทั้ง มีสายระโยงรยางค์เต็มไปหมด
พ่อมีอาการเกร็ง และ สะดุ้ง ตลอด พ่อเกร็งมาก
เราได้แต่ร้องไห้ จับมือพ่อตลอดเวลา รวมทั้งกระซิบอยู่ข้างหูพ่อ ว่าให้อดทนนะ พ่อเองเหมือนจะรู้ตัวว่าเรามา พ่อลืมตาขึ้นมาดูเราแวบหนึ่ง
และแกก็หลับตาไปดังเดิม ระหว่างนั้น อากาศก็ร้อนมาก เราก็พัดให้พ่อ เอาน้ำชุบเช็ดตัวพ่อ ตลอด
เราจับมือจนถึง ตีสาม จนเราเริ่มไม่ไหว เราเผลอหลับไป ตื่นมาตีห้าครึ่ง พ่อยังมีอาการเดิมอยู่ เราเดินออกไปหาของกิน ให้กับพี่ ๆ กิน
เมื่อเวลา 8 โมง ของ วันที่ 1 เดือนเมษายน พยาบาลมาดูการพ่อ เมื่อพยาบาลบอกว่า ตาไม่ไหวแล้วนะคะ ท่านเหนื่อยมาก เมื่อไหร่ลูกจะมาครบ เราในฐานะลูก
ก็ไม่รู้ว่าจะพูดคำไหน น้ำตาเริ่มทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง ........
จนกระทั่งผ่านไปเกือบๆ 2 ชม. เราเรียกพี่ๆ บางส่วนเข้ามาคุย เราตัดสินใจแล้ว มันเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดมาก
เรารู้สึกเหมือนเราเป็นคนดึงสายออกซิเจนออก แต่เราจำเป็นต้องทำ เพราะเราทนเห็นพ่อเราทรมานต่อไปไม่ได้ เราพูดทั้งน้ำตา
ว่าให้พาพ่อกลับเถอะ เราสงสารพ่อ
พี่ๆเรา น่ารักมาก เค้าเข้าใจเรา เค้าบอกว่า แล้วแต่เราเลย
จากนั้นเวลาต่อมา เราและพี่ช่วยกันจัดการเอกสาร เมื่อเสร็จสิ้น พยาบาลก็มาถอดสายต่างๆออก จนเหลือแต่
ท่อที่ให้อาหารพ่อ เราพาพ่อขึ้นนอนหลังรถ เราบอกพ่อว่า พ่อกลับบ้านนะ เราจับมือพ่อไว้ ส่วนมืออีกข้างก็จับหน้าพ่อไว้ตลอด
พ่อหลับตาตลอด เราได้แต่ภาวนาว่า อีกสักเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว พ่อน่าจะสบายมากกว่าอยู่โรงพบาลเป็นไหนๆ
แต่แล้ว.....เมื่อใกล้จะถึงบ้าน อยู่พ่ออก็ลืมตาขึ้น แล้วลมหายใจพ่อก็แผ่วลงไปเรื่อยๆ มันเป็นสัณญาณว่า พ่อกำลังจะจากเราไป
น้ำตาเราเริ่มไหล เราร้องเรียกพ่อตลอด จนพ่อ ค่อยๆหมดลมหายใจ ก่อนจะถึงบ้าน เพียงแค่ 5 นาที
เราเสียใจมาก เป็นคำพูดที่เราไม่สามารถอธิบายได้เลย เราเสียใจมากจริงๆนะ
เรารู้สึกว่า เป็น 3 อาทิตย์ ที่ทรมานหัวใจเรามาก เราคิดมาตลอดว่าเราจะรักพ่อได้มากแค่ไหนกัน
แต่วันนี้เรารู้แล้ว ว่าเรานั้น รักพ่อมาก มากที่สุดในชีวิต
เมื่อถึงบ้าน พี่ๆก็เข้ามา ถาม เราไม่สามารถตอบได้ พี่สะใภ้เราบอกว่า พ่อเสียแล้ว พี่ๆ และญาติทางเพชรบูรณ์บอกว่า
เอาท่านไปอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้า เราอาบน้ำให้ท่าน ปะแป้งให้ท่าน และเปลี่ยนชุดให้ท่าน เป็นครั้งสุดท้าย
เราทำไปก็ร้องไห้ไป ที่บ้านเราจัดงานศพ 3 วัน โดย 3 วัน เราไม่ได้ร้องไห้เลย จนกระทั่งวันเผา
สุดท้ายขอบคุณทุกคนนะคะที่รับฟังเรื่องของเรา อย่างน้อยๆ เราก็ยังใช้เวลา ที่เหลืออันน้อยนิด ดูแลท่านด้วยหัวใจ
เรายังคงคิดถึงท่าน คิดถึงจนไม่สามารถอธิบายได้
อย่างที่บอกน่ะคะ เวลาจะช่วยเยียวยาหัวใจเราเอง อย่างน้อยๆ พ่อเราท่านก็ไม่ต้องห่วงหรือกังวลใดๆ เพราะท่านได้สั่งสอน
เลี้ยงดู จนลูกสาวคนนี้เติบใหญ่ และสามารถใช้ชีวิตกับสังคมทุกวันนี้ได้ ขอบคุณนะคะพ่อ ที่ทำให้เราลำบากมาด้วยกัน
สิ่งหนึ่งที่จะอยู่ในใจหนูตลอดไป คือ พ่อ หนูรักพ่อนะ
หากพันทิปไม่ปิดตัวลง หากเราได้พบกัน บทความข้างต้นนี้ จะอยู่ในใจเราสองคนตลอดไป
รักเสมอ
TW.
เมื่อฉันรู้ว่า พ่อฉันเป็นมะเร็ง ในวันรับปริญญา
ก่อนอื่นเราต้องบอกก่อนนะคะ ที่เราโพสต์ไม่ใช่อะไรนะคะ เพียงแค่อยากระบาย สิ่งที่อยู่ข้างใน
รวมทั้งอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ ให้กับ น้องๆ เวลาที่เรายังคงมีพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ ให้เราดูแลท่าน เอาใจใส่ท่าน
เมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะได้แข็งแกร่งมากๆขึ้น ท่านจะได้สบายใจเมื่อเราเติบโตอย่างมีคุณภาพ และสามารถที่จะเรียนรู้กับโลกใบนี้ได้
เรื่องมันมีอยู่ว่า แต่เริ่มเดิมที ที่เราจำความได้ คือ พ่อเราสูบบุหรี่มานานแล้วล่ะ สมัยเรายังเรียนมหาวิทยาลัย
จู่ๆท่านก็มีการไอ ร่วมมาเป็นสอง - สามเดือน แต่ต้องยอมรับตรงๆนะว่า ครอบครัวเราฐานะไม่ดีเลย พ่อเราก็ไม่เคยไปตรวจร่างกาย
เพราะท่านยังมองว่าตัวท่านยังสามารถ ทำงานได้อยู่ ส่วนเรานั้น ยังอยู่ในวัยเรียน เงินที่หามาจากการทำงานเล็กน้อย ( เราเรียนด้วย ทำงานด้วย) ก็ใช้ไปกับการเรียน และซื้อของเข้าบ้าน จึงไม่ได้ให้พ่อในส่วนนี้ได้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าพ่อป่วยเป็นอะไร แต่เราก็คิดนะว่า อย่างมากพ่ออาจจะเป็นวัณโรค
แหละมั้งช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เราจะอยู่กับพ่อตลอด จนเมื่อเรียนจบ เราก็หางานทำ และเราก็สามารถหางานได้ ในเวลารวดเร็ว ขณะนั้นเอง ทำให้เวลาของเรากับพ่อที่จะเจอหน้างานกันน้อยลงไป จนวันหนึ่ง พ่อเราตัดสินใจ กลับต่างจังหวัด ไปอยู่แม่เลี้ยง ชีวิตพ่อเราดูมีความสุขมาก เมื่อเราทำงานไปสัก สี่เดือน เราก็ได้พบกับแม่ (ปล. เราไม่เคยเจอแม่เลย เนื่องจากพ่อกับแม่แยกทางกัน) เรา พ่อ แม่ นัดเจอกัน ครั้งนั้น พ่อเราหัวเราะ ยิ้ม และมีความสุข มากๆ ครั้งนั้นเราเลยถือโอกาส ล้างเท้าท่านทั้งสองเเละขออโหสิกรรม
แต่เวลาที่มีความสุขมันก็สั้นเกินไป เรารอโอกาสนี้มาทั้งชีวิต เรารอให้ตัวเองเรียนจบ หางานทำ และนำเงินที่ได้เลี้ยงดูพ่อ / พาพ่อไปกินของดี /
พาพ่อไปเที่ยว เมื่อเวลาที่เราลืมตา อ้าปากได้ ถ้าเพื่อนๆจำได้ เมื่อไม่นาน ที่อยู่ๆ อากาศก็หนาวแบบ หนาวจัดเลย ขนาดกรุงเทพยังหนาวขนาดนี้ แน่นอนล่ะต่างจังหวัดคงจะหนาวจัดเลยทีเดียว พ่อเราเลยป่วย เป็นไข้หวัด และไอ เกือบๆเดือน สุดท้ายพ่อไม่ไหว จึงต้องเข้าโรงพยาบาล
โดยหมอวินิจฉัยมาว่า พ่อเราป่วยเป็น วัณโรค พี่ๆเราเลยให้พ่อมาอยู่กับพี่สาว เรา อีกจังหวัดหนึ่ง เพื่อรักษาตัว ช่วงนั้น อีกประมาณ 2 เดือน
เรากำลังจะรับปริญญาแล้วล่ะ เราด้วยความหวังว่า แค่วัณโรค เอง เราลางานและกลับไปหาพ่อที่บ้านพี่สาว แล้วก็บอกพ่อ ว่า “เดี๋ยวพ่อก็หายแล้ว ไม่ต้องไปกลัว กินยาให้ตรงเวลา แล้วพ่อต้องไปงานรับปริญญาหนูนะ” พ่อเราก็ยิ้ม และก็บอกว่า ได้ๆ
ผ่านไปประมาณ 3 อาทิตย์ อาการพ่อเราแย่ลง และเริ่มแย่ลงมาเรื่อย ๆ เราเริ่มคุยกับพ่อไม่ค่อยรู้เรื่อง เวลาที่คุยโทรศัพท์กัน
และแล้วเวลาก็ผ่านไป เราก็เตรียมตัว เตรียมทุกๆสิ่ง เพื่องานรับปริญญาโดยเฉพาะ พร้อมทั้งจ้างช่างกล้อง เพื่อมาเก็บภาพพ่อโดยเฉพาะ
และแล้ววันซ้อมรับปริญญา เราก็ไม่ได้โทรหาพ่อ หรือญาติพี่น้องเราเลย ด้วยความที่ว่า เราคิดว่า ท่านต้องมาวันจริงแน่ๆ เย็นวันนั้นเอง เราโทรหาพ่อ
แต่พี่สาวรับ พี่สาวบอกว่า พ่อ ปวดท้องหนักมาก จึงต้องเข้าโรงพยาบาลด่วน โดยพี่สาวบอกว่า หมอบอกไม่แน่ใจนะ ให้เตรียมใจไว้
ถ้าไม่ใช่วัณโรค ก็มะเร็ง เท่านั้นแหละคะ น้ำตาไหลเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เราอยากไปหาพ่อมาก แต่ติด งานรับปริญญา จึงไม่สามารถ ไปหาพ่อในขณะนั้นได้ วันต่อมา พี่สาวโทรหา แล้วบอกผลวินิจฉัย ว่า พ่อเรา
เป็น มะเร็งปอดนะ ระยะที่สี่ เป็น 3 ที่ ปอดด้านขวา 2 ที่ และด้านซ้ายใกล้กับเส้นเลือดใหญ่อีก1 ที่
และไม่สามารถให้คีโมหรือฉายแสง เนื่องจาก ร่างกายพ่ออ่อนแอเกินไป คือพ่อเราจริงๆผอมอยู่แล้วนะ แต่เมื่อป่วย นน. พ่อเรา เหลือ 36 กก.
แต่ เราก็ต้องมาทำงาน เราเครียดมากเลย เราไม่รู้จะทำยังไง มันเศร้ามาก
เมื่อวันที่เรารับปริญญา ขณะที่รอรับอยู่ น้ำตาเราก็คลอนะ เสียใจ อยากให้พ่อมาเจอเราวันนี้ แต่เราเองก็เตรียมตัวอยู่แล้ว
เมื่อรับปริญญาเสร็จ วันรุ่งขึ้นเราก็ไปหาพ่อทันที พ่อเรากลับมารักษาตัวที่บ้าน ที่ต่างจังหวัด แล้ว
เมื่อเราเห็นหน้าพ่อ แปลกนะ ที่เราไม่มีอาการเศร้าเลย เราไม่ร้องไห้ เรายิ้ม และเต็มใจทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้พ่อสบายใจ
เราไม่อยากให้พ่อคิดมาก พ่อเราขณะนั้น คือ ลุกไม่ค่อยจะขึ้น ต้องใส่ผ้าอ้อม กินอาหารเหลว และที่สำคัญ เราเอาชุดครุยไป
เพื่อที่จะไปถ่ายรูปคู่กับพ่อโดยเฉพาะ สำหรับเราแล้ว เราอยากให้พ่อภูมิใจ ถึงแม้เราก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด หรือ
พ่อเราอาจจะดูแลเราตามสไตล์ของเขา แต่สิ่งหนึ่ง คือเค้าทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโต ขึ้นมาได้ รู้จักเรียนรู้ ที่สำคัญ สอนให้รู้จักอดทน
เมื่อเราเรียกพ่อ ให้มาถ่ายรูปด้วยกัน รู้ไหมคะ คนป่วยมะเร็ง ที่แบบเขาปวดมากๆ พ่อเรา พยายามที่จะลุกขึ้นมาเพื่อจะถ่ายรูปคู่กับเรา
ถ่ายประมาณ 5 รูป พ่อเรา หลับตา 4 รูป ด้วยความที่เขาเหนื่อยและล้ามาก เราใช้ระยะเวลา 5 วันในการดูเค้าให้ดีที่สุด
ขณะนี้ที่เขียนกระทู้ เมื่อไม่กี่วัน เราไปหาพ่อมา อาการพ่อเริ่มทรุด และวันที่ 30/3/2016 พี่เราก็โทรมา แล้วบอกว่า อาการพ่อ ทรุด ลงอีกแล้ว
เราก็ไม่รู้จำทำยังไง เนื่องจาก งาน เราก็จำเป็นต้องทำ หน้าที่ของลูกก็สำคัญ
เราก็ได้แต่ภาวนา ว่าให้พ่อเรามีปฏิหาริย์ อยากให้รอหนูก่อนนะ
เมื่อวันที่ 31 เมษายน เราได้รับโทรศัพท์จากพี่ว่า พ่อเริ่มไม่ไหวแล้วนะ เวลานั้นเป็นเวลาเที่ยงกว่า เราขออนุญาตหัวหน้าลากลับบ้านทันที เราถึงเพชรบูรณ์ ประมาณ 3 ทุ่มทันทีที่เห็นหน้าพ่อ ร่างกายพ่อ ผอมลง อย่างเห็นได้ชัด รวมทั้ง มีสายระโยงรยางค์เต็มไปหมด
พ่อมีอาการเกร็ง และ สะดุ้ง ตลอด พ่อเกร็งมาก
เราได้แต่ร้องไห้ จับมือพ่อตลอดเวลา รวมทั้งกระซิบอยู่ข้างหูพ่อ ว่าให้อดทนนะ พ่อเองเหมือนจะรู้ตัวว่าเรามา พ่อลืมตาขึ้นมาดูเราแวบหนึ่ง
และแกก็หลับตาไปดังเดิม ระหว่างนั้น อากาศก็ร้อนมาก เราก็พัดให้พ่อ เอาน้ำชุบเช็ดตัวพ่อ ตลอด
เราจับมือจนถึง ตีสาม จนเราเริ่มไม่ไหว เราเผลอหลับไป ตื่นมาตีห้าครึ่ง พ่อยังมีอาการเดิมอยู่ เราเดินออกไปหาของกิน ให้กับพี่ ๆ กิน
เมื่อเวลา 8 โมง ของ วันที่ 1 เดือนเมษายน พยาบาลมาดูการพ่อ เมื่อพยาบาลบอกว่า ตาไม่ไหวแล้วนะคะ ท่านเหนื่อยมาก เมื่อไหร่ลูกจะมาครบ เราในฐานะลูก
ก็ไม่รู้ว่าจะพูดคำไหน น้ำตาเริ่มทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง ........
จนกระทั่งผ่านไปเกือบๆ 2 ชม. เราเรียกพี่ๆ บางส่วนเข้ามาคุย เราตัดสินใจแล้ว มันเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดมาก
เรารู้สึกเหมือนเราเป็นคนดึงสายออกซิเจนออก แต่เราจำเป็นต้องทำ เพราะเราทนเห็นพ่อเราทรมานต่อไปไม่ได้ เราพูดทั้งน้ำตา
ว่าให้พาพ่อกลับเถอะ เราสงสารพ่อ
พี่ๆเรา น่ารักมาก เค้าเข้าใจเรา เค้าบอกว่า แล้วแต่เราเลย
จากนั้นเวลาต่อมา เราและพี่ช่วยกันจัดการเอกสาร เมื่อเสร็จสิ้น พยาบาลก็มาถอดสายต่างๆออก จนเหลือแต่
ท่อที่ให้อาหารพ่อ เราพาพ่อขึ้นนอนหลังรถ เราบอกพ่อว่า พ่อกลับบ้านนะ เราจับมือพ่อไว้ ส่วนมืออีกข้างก็จับหน้าพ่อไว้ตลอด
พ่อหลับตาตลอด เราได้แต่ภาวนาว่า อีกสักเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว พ่อน่าจะสบายมากกว่าอยู่โรงพบาลเป็นไหนๆ
แต่แล้ว.....เมื่อใกล้จะถึงบ้าน อยู่พ่ออก็ลืมตาขึ้น แล้วลมหายใจพ่อก็แผ่วลงไปเรื่อยๆ มันเป็นสัณญาณว่า พ่อกำลังจะจากเราไป
น้ำตาเราเริ่มไหล เราร้องเรียกพ่อตลอด จนพ่อ ค่อยๆหมดลมหายใจ ก่อนจะถึงบ้าน เพียงแค่ 5 นาที
เราเสียใจมาก เป็นคำพูดที่เราไม่สามารถอธิบายได้เลย เราเสียใจมากจริงๆนะ
เรารู้สึกว่า เป็น 3 อาทิตย์ ที่ทรมานหัวใจเรามาก เราคิดมาตลอดว่าเราจะรักพ่อได้มากแค่ไหนกัน
แต่วันนี้เรารู้แล้ว ว่าเรานั้น รักพ่อมาก มากที่สุดในชีวิต
เมื่อถึงบ้าน พี่ๆก็เข้ามา ถาม เราไม่สามารถตอบได้ พี่สะใภ้เราบอกว่า พ่อเสียแล้ว พี่ๆ และญาติทางเพชรบูรณ์บอกว่า
เอาท่านไปอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้า เราอาบน้ำให้ท่าน ปะแป้งให้ท่าน และเปลี่ยนชุดให้ท่าน เป็นครั้งสุดท้าย
เราทำไปก็ร้องไห้ไป ที่บ้านเราจัดงานศพ 3 วัน โดย 3 วัน เราไม่ได้ร้องไห้เลย จนกระทั่งวันเผา
สุดท้ายขอบคุณทุกคนนะคะที่รับฟังเรื่องของเรา อย่างน้อยๆ เราก็ยังใช้เวลา ที่เหลืออันน้อยนิด ดูแลท่านด้วยหัวใจ
เรายังคงคิดถึงท่าน คิดถึงจนไม่สามารถอธิบายได้
อย่างที่บอกน่ะคะ เวลาจะช่วยเยียวยาหัวใจเราเอง อย่างน้อยๆ พ่อเราท่านก็ไม่ต้องห่วงหรือกังวลใดๆ เพราะท่านได้สั่งสอน
เลี้ยงดู จนลูกสาวคนนี้เติบใหญ่ และสามารถใช้ชีวิตกับสังคมทุกวันนี้ได้ ขอบคุณนะคะพ่อ ที่ทำให้เราลำบากมาด้วยกัน
สิ่งหนึ่งที่จะอยู่ในใจหนูตลอดไป คือ พ่อ หนูรักพ่อนะ
หากพันทิปไม่ปิดตัวลง หากเราได้พบกัน บทความข้างต้นนี้ จะอยู่ในใจเราสองคนตลอดไป
รักเสมอ
TW.