แง่คิดการศึกษาไทย ของเด็กน้อยคนหนึ่ง

กระทู้คำถาม
สวัสดีค่ะ
   วันนี้ จขกท. จะมาเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาสยามประเทศที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเด็กน้อยคนนี้ มาเข้าเรื่องเลยดีกว่าเนอะ
1. จุดเริ่มต้นของเด็ก
    เด็ก คือ อนาคตของชาติ ความหวังของพ่อแม่ ดังนั้น จุดเริ่มต้นของเด็กก็ มาจาก อสุจิของบิดา+เซลล์ไข่ของมารดา เฮ้ย!! ไม่ใช่ล่ะ เด็กเกิดมาแล้วจะมีพัฒนาการเรียนรู้ เกิดมาเราก็ร้อง อุแว้ๆๆๆๆ พอเราโตมาสัก 1 ขวบกว่าๆ เราก็เริ่มที่จะพูด เริ่มที่จะเดิน พอเราโตขึ้นมาเรื่อยๆ เราก็จะออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ที่คุ้มครองเราเปรียบเสมือนที่บ้านที่อบอุ่น เป็นฮีโร่ของเรา สู่ชีวิตของนักเรียน นั้นไงๆๆ ปัญหาของเราเริ่มเกิดแล้วค่ะ พอเราเรียนจบเราก็ต้องทำงานหารายได้มาดำเนินชีวิตต่อไป
2.การเรียน คือ ปัญหาตัวร้าย !!!
    อ้าวไหนบอกว่า ว่าจะมาเสนอแง่คิดไง นี้เธอจะมาบ่นหรอ ยัย จขกท. >>> ป่าวค่ะ แค่จะบอกว่า การศึกษาของไทยเป็นศัตรูของ จขกท. เลยก็ว่าได้ เพราะอะไรรู้ไหม
         2.1. หลักสูตร ที่ เรียน - -
เยอะมากค่าาาา บางทีเราก็คิดเหมือนกันนะว่าเราเรียนเยอะขนาดนี้ เราจะเอาวิชาที่เรียนมาทั้งหมดนี้ไปสร้างยานอะพอลโลหรอ ก็ไม่ใช่ เราเคยไปได้ยินคำนี้มา รักเกินรักมักทำลาย ฟังแล้วหลายคนสงสัยมันเกี่ยวอะไร ลองเอามาปรับ เป็น เรียนเกินเรียนมักทำลาย ใช่แล้วค่ะเรียนเกินเรียนแล้วมันทำลายเราจริงๆ เพราะว่าเด็กไทยจำนวนหลายล้านคนเรียนหนักมากไม่ใช่เรียนพิเศษอย่างเดียวนะคะ ตารางเรียนตัวร้ายกับเด็กน้อยคนนึ้ก็เช่นกัน เราเรียนในโรงเรียนวันนึงต่ำสุด 7 ชั่วโมง ไม่รวมกินข้าวเที่ยงนะ  โดยที่วิชาที่เราเรียนส่วนใหญ่ที่เรียนนั้นเป็นวิชาที่เป็นวิชาที่เราว่าไม่ค่อยจะสำคัญเท่าไรก็ไม่น้อย เช่น การงานอาชีพ สุขศึกษา เป็นต้น เนื่องจากเป็นวิชาทักษะชีวิต เป็นสิ่งที่เราควรเรียนรู้ด้วยตัวเองหรือคนที่ควรสอนคือพ่อแม่ เพราะว่าจะต้องปฏิบัติได้เองที่บ้านดีกว่าที่มานั่งเรียนพวกทฤษฎีเสียอีก มาดูตัวอย่างกัน เช่น เราว่าไม่ดีกว่าหรอที่จะมานั่งซักผ้าดูว่าซักอย่างนี้มันจะเกิดผลอย่างไร ไม่ใช่ไปนั่งเรียนแล้วให้จำว่าขั้นตอนที่1 แยกผ้าสี ขั้นตอนที่2 บลาๆๆ เรียนไปก็ไม่เข้าค่ะ ของอย่างนี้ต้องทำให้ดู อ้อแล้วไม่ต้องกลัวนะคะว่า ถ้าทำอย่างนี้แล้วเด็กๆอย่างเราๆจะไม่ทำ ถ้าไม่ทำเสื้อผ้าเราก็ไม่มีใส่เราก็ต้องซัก แค่พ่อแม่ผู้ปกครองใจแข็งไม่ทำให้ก็พอ ถ้ารักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี ค่ะ
ดังนั้นเราเสนอว่าควรลดวิชาที่เรียน วิชาที่ควรเรียนจะมีแค่ 1.คณิตศาสตร์ 2.วิทยาศาสตร์(แยกออกมาตามสาขา) 3. ภาษาไทย 4. สังคม+ประวัติศาสตร์ 5. ภาษาต่างประเทศ 6.คอมพิวเตอร์ ส่วนวิชาเสริมที่ต้องเรียนจะมีแค่ พละ เพื่อผ่อนคลายให้เด็กได้มีเวลาพัฒนาIQและEQ ไปพร้อมๆกัน แต่ไม่ควรจะมีภาระชิ้นงานค่ะ เพราะวิชานี้เรียนเพื่อผ่อนคลาย ฝึกทักษะ และสร้างความสามัคคี
          2.2.การบ้าน คือการฝึกฝน ภาระชิ้นงาน คือ ความยิ้มของเด็กน้อย
เอาตรงๆค่ะ การบ้านมีมันก็ดีค่ะ เพราะช่วยให้เราทบทวนบทเรียนที่เรียนมาเพื่อให้เราเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง การบ้านที่เราหมายถึงก็คือ แบบฝึกหัดต่างๆเท่านั้นค่ะ พอพูดถึงตรงนี้หลายคนก็นึกถึงภาพ หลุดศพของตัวเองที่มีกองใบงานเป็นแขกในงานศพ ใช่ไหม อย่างที่บอกแบบฝึกหัดมันมีไว้แค่ฝึกฝน มันไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป มันต้องมีความพอดี ส่วนภาระชิ้นงานตัวร้าย ที่บอกว่ามันคือความยิ้มของเด็น้อยอย่างเราๆ มันจริงค่ะ ผู้ใหญ่บางคนไม่เข้าใจ งั้นลองนึกดูนะคะว่า ลูกของคุณหนึ่งวันเรียน 10 ชั่วโมงอย่าง จขกท. เรียน 9 วิชา ทุกวิชาจะมีภาระชิ้นงานให้หมด เช่น วิชาสังคมต้องทำโครงงานทวีปเอเชีย วิชาคณิตทำรายงานเรื่องสถิต และอีก บลาๆ เป็นต้น เรียนทั้งหมด 5 วัน อาทิตย์นึง ลูกของคุณจะมีภาระชิ้นงาน 45 อย่าง จะมีเวลาว่างที่จะทำงานอยู่ 2 วันหรือบางคนอาทิตย์นึงมี 7วัน ก็เรียนหมด 7 วัน คุณคิดว่า ลูกของคุณไหวหรอค่ะ ตอบให้ค่ะ ไม่แน่นอน แต่สำหรับบางคนทำได้นะ แต่ต้องเเลกกับการนอนดึก การเสียเวลาที่จะไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ เสียเวลาในช่วงวัยเด็กไปกับภาระชิ้นงานเหล่านั้น สุดท้ายคือการไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไร เพราะเราไม่เคยทำในสิ่งที่เราชอบ ไม่เคยที่จะเดินตามความฝันของเราเลย คุณอยากที่จะให้ลูกที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของคุณสูญเสียตัวตนของตัวเองหรอค่ะ ดังนั้น เราไม่แปลกใจเลยที่พี่ม.ปลายหลายคนยังค้นพบทางที่อยากจะเรียน อาชีพที่อย่างจะเป็นไม่ได้ รู้ไหมค่ะ คนที่โชคร้ายที่สุดคือใคร ประเทศไทยของเราค่ะ ที่ประเทศไทยยังไม่พัฒนา ไม่ใช่เพราะว่าคนไทยไม่พัฒนาหรือไม่ดีนะคะ แต่มันเป็นเพราะว่าคนไทยที่จะประกอบอาชีพต่างๆหลายอาชีพไม่ได้อยากจะทำอาชีพนั้น การที่เราทำในสิ่งที่ไม่ชอบ มันทำให้เราไม่สามารถพัฒนาสิ่งนั้นได้
3.อาจารย์แม่ของลูก ลูกขอร้องงงงงงงง
    เอ๊ะ!! ทำไมชื่อตอนมันแปลกๆ อาจารย์เกี่ยวอะไร? เราขอบอกก่อนนะคะ เราไม่มีเจตนาจะต่อว่าหรือนินทาคุณครูที่เปรียบเสมือนแม่คนที่สองในชีวิตเราเลย แต่เราต้องยอบรับจริงๆค่ะว่าครูสมัยนี้มีหลายแบบหลายประเภทมากเลย เรามาจำแนกประเภทอาจารย์กันเถอะ
    3.1. อาจารย์ที่สอนไม่รู้เรื่อง เราว่าจะโทษอาจารย์ที่สอนอย่างเดียวก็ไม่ถูกนะคะ  บางทีมันอยู่ที่นักเรียนนักศึกษาอย่างเราเหมือนกันเพราะว่าถึงแม้อาจารย์จะเอาใจใส่มากมายดาวล้านดวง แต่ถ้าเราไม่สนใจผลลัพธ์ของมันก็ไม่มีค่าอะไรเลยนะ ดังนั้นพวกเราควรตั้งใจเรียน อ้าวแต่ถ้าตั้งใจแล้วไม่เข้าใจทำไง? นั้นไม่ใช่ความผิดของเราแล้วค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้เราว่ามันน่าจะเป็นความผิดของอาจารย์แล้วค่ะ เพราะว่าถ้าอาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง ไม่น่าสนใจ หรือไม่มีความชัดเจนที่มากพอ นักเรียนอย่างเราก็ไม่เข้าใจหรอกค่ะ แล้วพอตอนสอบ นักเรียนที่คุณสอนทำคะแนนได้น้อย ก็ชอบพูดว่า "ฉันสอนธอไปแล้ว ทำไมทำไม่ได้" มันไม่ถูกนะคะ คำพูดพวกนี้อาจสร้างความกดดันให้เด็ก หรือทำร้ายเขาโดยที่คุณไม่รู้ตัว ทางที่ดีถ้าเป็นอย่างที่กล่าวมาคุณควรพิจารณาตัวเองและพูดให้กำลังใจเด็กค่ะ

เรามีธุระเดี๋ยวมาเขียนต่อนะ
ปล.เรามีขอชี้แจงหน่อยนะคะ 1.การที่เราตั้งในกระทู้คำถามเพราะว่าเราตั้งกระทู้สนทนาไม่เป็น 2.ถ้าเราใช้ถ้อยคำไม่สุภาพหรือไม่เหมาะสมเราขอโทษค่ะ 3.เราไม่เจตนาดูหมิ่นในอาชีพครูแต่เราจะพูดถึงความจริงที่เราเจอ 4.ถ้าเราเขียนวกวนหรือสับสน ขอโทษด้วยนะคะ 5.เรายังเล่าไม่จบนะคะ 6.กระทู้นี้มันแท้กตามออโต้แท้กนะคะ

อยากให้มีคนอ่านคนคอมเม้นจัง555
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่