เมื่อผมเรียนจบ แม่บอกผมว่าไม่ต้องส่งเงินให้แม่หรอก แม่มีรายได้อยู่แล้ว แต่ผมอยู่อย่างลำบากในกรุงเทพฯ เพราะรายได้น้อยมากจึงไม่ส่งให้แม่เลย คือมีแค่เดือนชนเดือนและไม่เก็บทรัพย์สิน คิดว่าจะได้บวชอีกครั้ง พอผมมีครอบครัวยิ่งแย่ไปใหญ่ ต้องระเนระนาด ไปพึ่งท่านอยู่เป็นปี ก็ยิ่งแย่ไปใหญ่อีก ลงเงินตัวเองอันเล็กน้อยและเงินแม่สร้างโรงเพาะเห็ดเสร็จ คิดว่าจากที่ขายเห็ดที่ปลูกในบ้านได้วันละ 30-50 บาทยังไม่ค่อยพอค่านมลูกเลย ก็น่าจะได้สัก 100 บาทต่อวัน แต่ความหวังนั้นสลายเพราะโดนขวางจากบางคนและมีอำนาจทำได้
เงินผมหมดไม่มีแล้ว ผมคนเดียวจึงยอมตายเอาดาบหน้าในกรุงเทพฯ อีกครั้ง ขอเงินแม่ 2500 บาท ต้องอดบางมื้อ ขอนอนค้างคืนกับคนที่รู้จัก เพื่อให้อยู่ในกรุงเทพฯ นานที่สุดเป็นเวลา 5 เดือน จนได้งาน และได้อาศัยเขาอยู่ ฟรีไปก่อนพร้อมครอบครัว หลังจากนั้นก็ย้ายหาเช่าที่พักถูกๆ ไปเรื่อย
2-3 ปีต่อมาผมก็ยังลำบากอยู่ เงินเดือนสองคนผัวเมียก็นิดหน่อย ไหนค่าเลี้ยงลูกไหนค่าต่างๆ ของลูก ค่าเช่าค่ากินแบบว่าพออยู่ได้ แต่ไม่เหลือ. แต่ก็ยังกัดฟันผ่อนดาวคอนโดถูกๆ เพราะภรรยาอยากมีที่อยู่แน่นอน ซึ่งเงินเดือนของผมรวมกับของภรรยา ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเพื่อนบางคนที่จบมาด้วยกัน
ปกติแล้วคนมีอายุต่างจังหวัด ไปมาหาสู่กันสนทนากันเป็นประจำของคนวัยเดียวกัน พ่อหรือแม่คนอื่นๆ ก็พูดว่าลูกส่งเงินมาให้พ่อแม่บ้างเดือนละ 1,000 -2,000 บาท ต่อเดือน
เมื่อย้อนถามแม่ผม แม่ก็อ่ำอึ่ง ไม่พูดเรื่องนี้ แต่เมื่อบ่อยๆ เข้าแม่คงลำบากใจ แม่เลยต้องบอกกับผมว่า ลูกส่งเงินมาให้แม่บ้างนะสัก 500 บาทต่อเดือนก็ยังดี เวลาคุยกับคนวัยเดียวกันเมื่อเขาถามแม่จะได้บอกกับเขาได้ว่า ลูกฉันก็ส่งเงินมาให้เหมือนกัน ผมก็ต้องจำใจส่งเงินให้แม่เดือนละ 500 บาท
1-2 ปีต่อมาแม่ แม่ก็บอกว่า ลูกต้องส่งเงินให้แม่เดือนละ 1,000 - 2,000 บาท นะ เพราะคนในวัยเดียวกันเวลาคุยเขาก็บอกว่า ลูกเขาส่งเงินให้เดือนละ 2,000 - 3,000 บาทต่อเดือน เดียวเขาจะว่าหรือนินทาลูกได้ว่า อะไรส่งเงินให้แม่แค่เดือนละ 500 บาท ซึ่งผมและครอบครัวก็ยังลำบากอยู่ ส่วนภรรยาก็ต้องให้ฝ่ายฝั่งพ่อแม่เขาด้วย เงินจึงตึงมือพอดูในครอบครัวผม ผมจึงส่งให้ท่านเดือนละ 1,000 และต่อมาเดือน ละ 1,500 บาทแล้วนิ่งคงที่ไปนานหลายปี
นี้แหละแม่ผมน่ารักอย่างนี้ กลัวว่าชาวบ้านนินทาลูกว่าไม่ส่งเงินให้แม่ จึงให้ลูกส่งเงินให้แม่เพียงเดือน 500 บาท ในปีต่อๆ มา ก็มีคนบอกว่าลูกเขาเองส่งเงินให้เดือนหลายพัน ก็กลัวว่าชาวบ้านนินทาลูก จึงให้ลูกส่งเงินเพียง 1 - 2 พันบาท ทั้งที่แม่ไม่ได้ลำบากเรื่องเงินเลย ยังมีรายได้ ยังมีดอกเบี้ยกินอย่างเพียงพอ แต่ต้องให้ลูกส่งมาด้วยกลัวสังคมรอบข้างนินทาลูก
หลายปีต่อมาผมและครอบครัวเริ่มตั้งตัวได้ แล้วพ่อผมเสีย เงินล้านกว่าบาท ในบัญชีชื่อของพ่อกับพี่คนอื่นๆ ตกเป็นของพี่ และตกเป็นของแม่ไป 2 แสนบาท ที่ฝากไว้เป็นสองชื่อ ที่ไม่ได้คือผม ที่พ่อขัดใจหนีท่านมาเรียนที่กรุงเทพฯ กับพี่สาวอีกคนที่ขัดใจท่านหนีไปแต่งงานที่กรุงเทพฯ
แม่น่ารักสำหรับผมมาก เพราะกลัวว่า ผมอาจจะบ้าแบบพี่ชายคนโต ที่เรียนเก่งแต่พ่อบังคับไม่ให้เรียนต่อ ตามที่เขาต้องการ เขาจึงบ้าไป ดังนั้นแม่ย่อมไม่อยากเห็นลูกอีกคนที่เรียนพอเก่ง จะบ้าไปอีกคน แม้จะรู้ว่า ลูกไม่มีสิทธิ์เรียนต่อระดับมหาลัย ถึงแม้จะเรียนจบออกมาได้ ก็คงไม่มีงานทำได้ ก็ยอมทุกข์ยอมอดทนเพื่อลูกไม่ให้บ้าไปเสียก่อน
เมื่อลูกดิ้นรนจนมีช่องเรียนในระดับมหาลัยได้ แม่ก็ยินดีส่งเงินแม้จะน้อย และพ่อกดดันปลุกท่านมาด่าทุกเข้ามืด เรื่องสนับสนุนให้ผมเรียน จนแม่เครียดมากแต่ต้องทน จนพี่ชายผมทนไม่ได้ มาบอกกับผมในเชิงขอร้องให้ผมหยุดเรียน เพราะแม่ไม่ไหวแล้วเครียดมาก ผมพิจารณาแล้วแม่ยังรับมือพ่อได้อยู่ จึงพูดกับพี่ชายว่า
“ผมขอเวลาประมาณ 2 ปี ผมจะรีบเรียนให้จบภายใน 3 ปี”
ผมก็รู้ว่ามันอยากในการเรียนคณะวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ จบภายใน 3 ปี แต่ผมต้องทำให้ได้เพื่อตัวผมเองและเพื่อแม่ไม่ให้ทุกข์มากเกินไป และผมก็ทำได้ พร้อมทั้งปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งจนเกิดปัญญารู้ว่า ผมจะไม่บ้าแบบพี่ชายคนโตอีกแล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ
สำหรับพ่อแล้ว ด้วยความเป็นพ่อลูกกัน พ่อย่อมรู้จักแพ้รู้จักชนะ เมื่อผมชนะท่านทั้งที่ท่านขัดขวางทุกวิถีทางในระยะเวลา 3 ปี แต่ผมเรียนจบภายใน 3 ปีได้ ความคิดท่านพลิกอารมณ์ท่านพลิกกลับหมดเลย กลายเป็นคนยินดีกับลูกมาก และภูมิใจกับลูกมากจนออกหน้าออกตากับชาวบ้าน อารมณ์โกรธเกียดนั้นหายวับไปทันที่เมื่อรู้ว่าลูกเรียนจบแล้ว และยังภูมิใจในตัวลูกมากเมื่อลูกเลี้ยงตัวเองได้ ไม่รบกวนเงินของท่านเลย และสั่งเสียแม่ก่อนพ่อเสียว่า มีผมกับพี่สาวคนที่อยู่กรุงเทพฯ ที่จะเลี้ยงแม่ได้.
เมือแม่ยังมีสุขภาพดี ท่านก็ไปอยู่กับลูกคนไหนก็ได้ตามใจท่าน แต่ผู้ที่ส่งเงินให้ท่านทุกเดือนมีผม กับพี่สาวคนเดิม รวมแล้ว 6 - 7 พันบาท ไปๆ มาๆ อยู่กับผมเป็นเวลา 5 ปี กับพี่สาวคนเดิม 3 ปี กับพี่ชาย ประมาณ 1 ปีกว่า แม่จึงกระจ่ายเงินเก็บของท่านให้ลูกทุกคนหมด ผมก็คิดจะค้านแต่ก็คงต้องปล่อย เพราะต่างก็เป็นพี่ๆ
แต่ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา เมื่อเส้นเลือดฝอยในสมองแม่แตกซึม ประมาณ 2 เชนติเมตร ท่านต้องเป็นอัมพฤตเข้าโรงพยาบาล ซึ่งท่านก็กลัวว่า จะไม่มีใครดูแลท่าน ในสภาพที่ท่านเป็นอย่างนี้ ผมจึงพูดกับท่านให้สบายใจว่า..
“แม่ไม่ต้องกลัว ถึงอย่างไรลูกก็จะทำให้เหมาะสมที่สุดไม่ให้แม่ลำบากมาก”
แล้วผมกับพี่สาวคนเดิม เอาท่านไปอยู่ศูนย์พักฟืนผู้ป่วยและคนชรา เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งแม่ผมชอบมาก แต่ท่านต้องดัดใจเพราะค่าใช้จ่ายสูง ที่ผมและพี่สาวคนเดิมหารกันจ่าย แล้วก็ต้องส่งแม่ไปอยู่กับพี่ชายบ้านนอก เพราะที่บ้านผมพอเช้าขึ้นมาก็ออกจากบ้านกันหมดไปเรียนและทำงาน ดังนั้นผมต้องส่งเงินไปให้มากสุด ร่วมกับพี่สาวคนเดิมที่มีกำลังส่งได้เพียงแค่ 3,000 บาท
แต่กรรมแม่ยังซ้ำเติมอีก แม่ล้มลงกระดูกตะโพกหัก จึงเดินไปไหนไม่ได้ ลุกยืนนั่งบนเตียงได้ 2 ปีต่อมา พี่สาวคนเดิมขอลดการส่งเงินเหลือ 1,500 บาท เพราะไม่มีรายได้จากสามีแล้ว แล้วปัญหาจึงเกิดขึ้น ก็ผมซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องนั้นแหละต้องแก้ปัญหา แม้รู้ว่าพี่สาวยังมีกำลังส่งเท่าเดิมได้อยู่ แต่พี่กลัวด้วยสามีไม่ให้เงินเดือนแล้วหลายเดือน ก็เกรงว่าเงินเก็บต้องเอามาจ่ายกลัวว่าเงินตนเองจะไม่พอ.
ผมจึงต้องขอร้องให้พี่สาวคนเดิมส่งแค่ 2,500 บาท แล้วผมก็จะเพิ่มเงินส่งให้มากขึ้นกว่าเดิม 1,500 บาท รวมแล้วผมกับพี่สาวคนเดิมส่งเงินให้พี่ชายที่ต่างจังหวัดเดือนละ 9,000 บาท โดยที่ผมยังต้องผ่อนบ้าน 2 หลัง ที่ดินหนึ่งแปลง รถอีก 1 คัน ส่วนพี่ๆ ทุกคนไม่มีใครมีหนี้ มีเงินจากพ่อและแม่ยกไปให้แล้วคนละประมาณ 3 แสน เพียงแต่ทุกคนมีรายได้น้อยกว่าผมเท่านั้น.
ผมก็รู้อยู่แล้วด้วยประสบการณ์ว่า ข้อขัดแย้งนั้นก็จะตกลงที่แม่เป็นผู้รับหน้าสื่อทั้งหมด และสะสมมีปัญหาทางจิตใจท่านมากเมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่ง แต่ผมก็ต้องทำใจวางใจเฉยไว้รอเวลา เพราะอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ที่ผมทำได้คือรีบผ่อนบ้านให้หมดโดยเร็วที่สุดเพียงคนเดียว พอบ้านหลังที่เป็นหนี้ก้อนใหญ่เหลือประมาณ 2 แสนผมก็ระดมเงินที่มีทั้งหมดโป๊ะหมดทันที่
ตอนนั้นจิตใจแม่เริ่มแย่ลงพอประมาณแล้ว ผมจึงถามแม่ว่า แม่จะไปอยู่ศูนย์พักฟื้นไหม ตอนนี้ลูกโป๊ะบ้านหมดไปแล้ว 1 หลัง ด้วยแม่ผมเป็นแม่ค้า จึงคำนวณเงินเก่งมาก จึงถามผมกลับมาว่าลูกไหวหรือ? ยังมีบ้านและรถอีกคันต้องผ่อนอยู่ไม่ใช่หรือ? และลูกอีกคนกำลังจะเข้าเรียนมหาลัย แม่ไม่ไปดีกว่าแม่ยังทนพออยู่ได้.
และผมก็รู้ว่าข้อขัดแย้งก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ แม้ลิ้นกับฟันเมื่ออยู่ใกล้กันย่อมกระทบกันเป็นธรรมดา แม่เริ่มนิ่งไม่พูดกับพี่ชาย พอผมจัดการเอาลูกชายเข้ามหาลัยรัฐได้ ผมก็เริ่มจัดการผ่อนบ้านและที่ดินที่เหลือให้มากขึ้นให้หมดโดยเร็ว หวังว่าคงสามารถช่วยทำให้สภาพจิตใจของแม่ดีขึ้นและผ่องใส ก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไป
แล้วผมก็ทำได้สำเร็จเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้เอง ผมโป๊บ้านและที่ดินชุดสุดท้ายหมดไป แล้วโทรไปถามแม่ว่า “ลูกพึ่งโป๊ะบ้านและที่ดินชุดสุดท้ายหมดแล้ว ลูกจะรับแม่ไม่อยู่ศูนย์พักฟื้นเก่าแม่ไปไหม?”
แม่ตอบผมด้วยสำเนียงอย่างหนักแน่นทันที่ว่า “ไป” เป็นคำสั้นๆ แต่กินใจความและเรื่องราวทั้งหมด
ผมพึ่งรับโฉนดจากธนาคารมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม นี้เองแล้วเก็บเงินและคำนวณเงินที่จะใช้จ่ายรับแม่ประมาณ 4-5 หมื่นบาทไว้พร้อม ผมต้องหารถรับแม่ที่ถูกที่สุด เพราะเงินสดในมือผมนั้นมีไม่กี่หมื่นบาทเอง ที่ต้องจ่ายให้ศูนย์พักฟื้นอย่างต่ำต่อเดือนละ 22,000 บาท
แม่น่ารักและดีกับผมอย่างนี้ เงินเก็บที่ผมคำนวณไว้ว่าจะเก็บได้ประมาณ 1 ล้านบาทก่อนเกษียณอีกภายใน 3 ปีกว่าเพราะหนี้ทรัพย์สินหมดแล้ว ผมก็ยอมยกให้ท่านได้อย่างไม่เสียดายหรือรู้สึกเสียดายเลย แม้ผมจะไม่มีเงินเก็บหลังเกษียณ.
ตอนนี้ติดต่อรถรับส่งแม่ไว้พร้อมแล้ว จองเตียงในศูนย์พักฟื้นไว้พร้อมแล้วไปรับท่านได้โหลดในเดือน เมษา นี้
นี้ก็เป็นการสอนธรรมแบบสบายๆ ที่เป็นเรื่องจริง ของคนที่ใกล้เกษียณอีก 3 ปีกว่าข้างหน้า เผื่อผู้อ่านปรับไปใช้ได้.
เมื่อปัญญาแจ้งชัดว่า “นั้นไม่ใช่เรา นั้นไม่ใช่ของเรา นั้นไม่ไม่ตัวตนของเรา” ย่อม “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นธรรมดา”
ก็ย่อมไม่กระทำเพียงเพื่อสนองความอยากของตนเท่านั้น แต่จะยกทั้งบุตรให้เก่งจนช่วยตนเองได้ ลูกคนที่จะไม่จบ ป.6 จนเข้ามหาลัยรัฐได้ โดยย่อมหยุดอยู่กับที่ ไม่ไปแสวงหาทรัพย์รายได้ที่มากขึ้นก็เพื่อลูก เพราะถ้าลูกผ่านไปไม่ได้ความทุกข์ก็จะตกอยู่กับตนเองและลูกจะต้องลำบากไปจนตาย ส่วนภรรยานั้นผมก็ทั้งพลักดันจนจบมหาลัยและจะไม่ลำบากมีกินมีใช้ด้วยตัวของตัวเองทั้งชีวิต สำหรับแม่นั้นก็ยกให้มีจิตใจผ่องใส่ก็ก่อนจากโลกนี้ไป ยังไม่รวมถึงสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
และก็ย่อมมีปัญญารู้ว่า เมื่อตั้งอยู่ ก็จะอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ หรือต้องลำบากจนเกินไป แม้จะไม่มีเงินเก็บเป็นล้านหลังเกษียณ แต่จะได้เงินเกษียณตามกฎหมายส่วนหนึ่ง ที่จะเป็นทุนเพิ่มรายได้ในยามแก่ได้อีกมากมาย เพราะด้วยปัญญาความรู้ถ้าร่างกายยังไหวไม่ตายหรือล้มหมอนนอนเสื่อไปเสียก่อน เพราะมีทุนที่ไม่ต้องจ่ายแล้วคือที่ดินเล็กน้อยและรถสามารถปลูกและบรรทุกผักไม้ผลระยะสั้นได้เก็บเงินรายเดือนสองเดือนหรือสามเดือนได้ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนพัฒนาสร้างไว้พร้อมแล้วเพื่อขายได้ทันที ยังไม่รวมรายได้จาก เงินบำนาญประกันสังคม + อื่นๆ ที่ได้โดยไม่ต้องทำงาน 7,000-10,000 บาทต่อเดือน ถึงแม้ว่าจะดูว่าน้อยก็ตาม.
แนวคิดและ การประคับประกอง ทั้งตัวเองและบุคคลรอบข้าง ยกให้ดีขึ้นตั้งแผงไม่ใช่อยากได้เอาเฉพาะตัวคนเดียว นำไปไช้ก็ได้นะครับ แม้จะดูเสมือนว่า โง่ไปไม่มีเงินตอนแก่ ได้
มนุษย์เงินเดือนนิดเดียว กับการแม่ขอให้ส่งเงินให้ท่านแบบน่ารัก แต่ผมคิดว่า ไหวไหม ตอนนั้น...
เงินผมหมดไม่มีแล้ว ผมคนเดียวจึงยอมตายเอาดาบหน้าในกรุงเทพฯ อีกครั้ง ขอเงินแม่ 2500 บาท ต้องอดบางมื้อ ขอนอนค้างคืนกับคนที่รู้จัก เพื่อให้อยู่ในกรุงเทพฯ นานที่สุดเป็นเวลา 5 เดือน จนได้งาน และได้อาศัยเขาอยู่ ฟรีไปก่อนพร้อมครอบครัว หลังจากนั้นก็ย้ายหาเช่าที่พักถูกๆ ไปเรื่อย
2-3 ปีต่อมาผมก็ยังลำบากอยู่ เงินเดือนสองคนผัวเมียก็นิดหน่อย ไหนค่าเลี้ยงลูกไหนค่าต่างๆ ของลูก ค่าเช่าค่ากินแบบว่าพออยู่ได้ แต่ไม่เหลือ. แต่ก็ยังกัดฟันผ่อนดาวคอนโดถูกๆ เพราะภรรยาอยากมีที่อยู่แน่นอน ซึ่งเงินเดือนของผมรวมกับของภรรยา ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเพื่อนบางคนที่จบมาด้วยกัน
ปกติแล้วคนมีอายุต่างจังหวัด ไปมาหาสู่กันสนทนากันเป็นประจำของคนวัยเดียวกัน พ่อหรือแม่คนอื่นๆ ก็พูดว่าลูกส่งเงินมาให้พ่อแม่บ้างเดือนละ 1,000 -2,000 บาท ต่อเดือน
เมื่อย้อนถามแม่ผม แม่ก็อ่ำอึ่ง ไม่พูดเรื่องนี้ แต่เมื่อบ่อยๆ เข้าแม่คงลำบากใจ แม่เลยต้องบอกกับผมว่า ลูกส่งเงินมาให้แม่บ้างนะสัก 500 บาทต่อเดือนก็ยังดี เวลาคุยกับคนวัยเดียวกันเมื่อเขาถามแม่จะได้บอกกับเขาได้ว่า ลูกฉันก็ส่งเงินมาให้เหมือนกัน ผมก็ต้องจำใจส่งเงินให้แม่เดือนละ 500 บาท
1-2 ปีต่อมาแม่ แม่ก็บอกว่า ลูกต้องส่งเงินให้แม่เดือนละ 1,000 - 2,000 บาท นะ เพราะคนในวัยเดียวกันเวลาคุยเขาก็บอกว่า ลูกเขาส่งเงินให้เดือนละ 2,000 - 3,000 บาทต่อเดือน เดียวเขาจะว่าหรือนินทาลูกได้ว่า อะไรส่งเงินให้แม่แค่เดือนละ 500 บาท ซึ่งผมและครอบครัวก็ยังลำบากอยู่ ส่วนภรรยาก็ต้องให้ฝ่ายฝั่งพ่อแม่เขาด้วย เงินจึงตึงมือพอดูในครอบครัวผม ผมจึงส่งให้ท่านเดือนละ 1,000 และต่อมาเดือน ละ 1,500 บาทแล้วนิ่งคงที่ไปนานหลายปี
นี้แหละแม่ผมน่ารักอย่างนี้ กลัวว่าชาวบ้านนินทาลูกว่าไม่ส่งเงินให้แม่ จึงให้ลูกส่งเงินให้แม่เพียงเดือน 500 บาท ในปีต่อๆ มา ก็มีคนบอกว่าลูกเขาเองส่งเงินให้เดือนหลายพัน ก็กลัวว่าชาวบ้านนินทาลูก จึงให้ลูกส่งเงินเพียง 1 - 2 พันบาท ทั้งที่แม่ไม่ได้ลำบากเรื่องเงินเลย ยังมีรายได้ ยังมีดอกเบี้ยกินอย่างเพียงพอ แต่ต้องให้ลูกส่งมาด้วยกลัวสังคมรอบข้างนินทาลูก
หลายปีต่อมาผมและครอบครัวเริ่มตั้งตัวได้ แล้วพ่อผมเสีย เงินล้านกว่าบาท ในบัญชีชื่อของพ่อกับพี่คนอื่นๆ ตกเป็นของพี่ และตกเป็นของแม่ไป 2 แสนบาท ที่ฝากไว้เป็นสองชื่อ ที่ไม่ได้คือผม ที่พ่อขัดใจหนีท่านมาเรียนที่กรุงเทพฯ กับพี่สาวอีกคนที่ขัดใจท่านหนีไปแต่งงานที่กรุงเทพฯ
แม่น่ารักสำหรับผมมาก เพราะกลัวว่า ผมอาจจะบ้าแบบพี่ชายคนโต ที่เรียนเก่งแต่พ่อบังคับไม่ให้เรียนต่อ ตามที่เขาต้องการ เขาจึงบ้าไป ดังนั้นแม่ย่อมไม่อยากเห็นลูกอีกคนที่เรียนพอเก่ง จะบ้าไปอีกคน แม้จะรู้ว่า ลูกไม่มีสิทธิ์เรียนต่อระดับมหาลัย ถึงแม้จะเรียนจบออกมาได้ ก็คงไม่มีงานทำได้ ก็ยอมทุกข์ยอมอดทนเพื่อลูกไม่ให้บ้าไปเสียก่อน
เมื่อลูกดิ้นรนจนมีช่องเรียนในระดับมหาลัยได้ แม่ก็ยินดีส่งเงินแม้จะน้อย และพ่อกดดันปลุกท่านมาด่าทุกเข้ามืด เรื่องสนับสนุนให้ผมเรียน จนแม่เครียดมากแต่ต้องทน จนพี่ชายผมทนไม่ได้ มาบอกกับผมในเชิงขอร้องให้ผมหยุดเรียน เพราะแม่ไม่ไหวแล้วเครียดมาก ผมพิจารณาแล้วแม่ยังรับมือพ่อได้อยู่ จึงพูดกับพี่ชายว่า
“ผมขอเวลาประมาณ 2 ปี ผมจะรีบเรียนให้จบภายใน 3 ปี”
ผมก็รู้ว่ามันอยากในการเรียนคณะวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ จบภายใน 3 ปี แต่ผมต้องทำให้ได้เพื่อตัวผมเองและเพื่อแม่ไม่ให้ทุกข์มากเกินไป และผมก็ทำได้ พร้อมทั้งปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งจนเกิดปัญญารู้ว่า ผมจะไม่บ้าแบบพี่ชายคนโตอีกแล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ
สำหรับพ่อแล้ว ด้วยความเป็นพ่อลูกกัน พ่อย่อมรู้จักแพ้รู้จักชนะ เมื่อผมชนะท่านทั้งที่ท่านขัดขวางทุกวิถีทางในระยะเวลา 3 ปี แต่ผมเรียนจบภายใน 3 ปีได้ ความคิดท่านพลิกอารมณ์ท่านพลิกกลับหมดเลย กลายเป็นคนยินดีกับลูกมาก และภูมิใจกับลูกมากจนออกหน้าออกตากับชาวบ้าน อารมณ์โกรธเกียดนั้นหายวับไปทันที่เมื่อรู้ว่าลูกเรียนจบแล้ว และยังภูมิใจในตัวลูกมากเมื่อลูกเลี้ยงตัวเองได้ ไม่รบกวนเงินของท่านเลย และสั่งเสียแม่ก่อนพ่อเสียว่า มีผมกับพี่สาวคนที่อยู่กรุงเทพฯ ที่จะเลี้ยงแม่ได้.
เมือแม่ยังมีสุขภาพดี ท่านก็ไปอยู่กับลูกคนไหนก็ได้ตามใจท่าน แต่ผู้ที่ส่งเงินให้ท่านทุกเดือนมีผม กับพี่สาวคนเดิม รวมแล้ว 6 - 7 พันบาท ไปๆ มาๆ อยู่กับผมเป็นเวลา 5 ปี กับพี่สาวคนเดิม 3 ปี กับพี่ชาย ประมาณ 1 ปีกว่า แม่จึงกระจ่ายเงินเก็บของท่านให้ลูกทุกคนหมด ผมก็คิดจะค้านแต่ก็คงต้องปล่อย เพราะต่างก็เป็นพี่ๆ
แต่ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา เมื่อเส้นเลือดฝอยในสมองแม่แตกซึม ประมาณ 2 เชนติเมตร ท่านต้องเป็นอัมพฤตเข้าโรงพยาบาล ซึ่งท่านก็กลัวว่า จะไม่มีใครดูแลท่าน ในสภาพที่ท่านเป็นอย่างนี้ ผมจึงพูดกับท่านให้สบายใจว่า..
“แม่ไม่ต้องกลัว ถึงอย่างไรลูกก็จะทำให้เหมาะสมที่สุดไม่ให้แม่ลำบากมาก”
แล้วผมกับพี่สาวคนเดิม เอาท่านไปอยู่ศูนย์พักฟืนผู้ป่วยและคนชรา เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งแม่ผมชอบมาก แต่ท่านต้องดัดใจเพราะค่าใช้จ่ายสูง ที่ผมและพี่สาวคนเดิมหารกันจ่าย แล้วก็ต้องส่งแม่ไปอยู่กับพี่ชายบ้านนอก เพราะที่บ้านผมพอเช้าขึ้นมาก็ออกจากบ้านกันหมดไปเรียนและทำงาน ดังนั้นผมต้องส่งเงินไปให้มากสุด ร่วมกับพี่สาวคนเดิมที่มีกำลังส่งได้เพียงแค่ 3,000 บาท
แต่กรรมแม่ยังซ้ำเติมอีก แม่ล้มลงกระดูกตะโพกหัก จึงเดินไปไหนไม่ได้ ลุกยืนนั่งบนเตียงได้ 2 ปีต่อมา พี่สาวคนเดิมขอลดการส่งเงินเหลือ 1,500 บาท เพราะไม่มีรายได้จากสามีแล้ว แล้วปัญหาจึงเกิดขึ้น ก็ผมซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องนั้นแหละต้องแก้ปัญหา แม้รู้ว่าพี่สาวยังมีกำลังส่งเท่าเดิมได้อยู่ แต่พี่กลัวด้วยสามีไม่ให้เงินเดือนแล้วหลายเดือน ก็เกรงว่าเงินเก็บต้องเอามาจ่ายกลัวว่าเงินตนเองจะไม่พอ.
ผมจึงต้องขอร้องให้พี่สาวคนเดิมส่งแค่ 2,500 บาท แล้วผมก็จะเพิ่มเงินส่งให้มากขึ้นกว่าเดิม 1,500 บาท รวมแล้วผมกับพี่สาวคนเดิมส่งเงินให้พี่ชายที่ต่างจังหวัดเดือนละ 9,000 บาท โดยที่ผมยังต้องผ่อนบ้าน 2 หลัง ที่ดินหนึ่งแปลง รถอีก 1 คัน ส่วนพี่ๆ ทุกคนไม่มีใครมีหนี้ มีเงินจากพ่อและแม่ยกไปให้แล้วคนละประมาณ 3 แสน เพียงแต่ทุกคนมีรายได้น้อยกว่าผมเท่านั้น.
ผมก็รู้อยู่แล้วด้วยประสบการณ์ว่า ข้อขัดแย้งนั้นก็จะตกลงที่แม่เป็นผู้รับหน้าสื่อทั้งหมด และสะสมมีปัญหาทางจิตใจท่านมากเมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่ง แต่ผมก็ต้องทำใจวางใจเฉยไว้รอเวลา เพราะอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ที่ผมทำได้คือรีบผ่อนบ้านให้หมดโดยเร็วที่สุดเพียงคนเดียว พอบ้านหลังที่เป็นหนี้ก้อนใหญ่เหลือประมาณ 2 แสนผมก็ระดมเงินที่มีทั้งหมดโป๊ะหมดทันที่
ตอนนั้นจิตใจแม่เริ่มแย่ลงพอประมาณแล้ว ผมจึงถามแม่ว่า แม่จะไปอยู่ศูนย์พักฟื้นไหม ตอนนี้ลูกโป๊ะบ้านหมดไปแล้ว 1 หลัง ด้วยแม่ผมเป็นแม่ค้า จึงคำนวณเงินเก่งมาก จึงถามผมกลับมาว่าลูกไหวหรือ? ยังมีบ้านและรถอีกคันต้องผ่อนอยู่ไม่ใช่หรือ? และลูกอีกคนกำลังจะเข้าเรียนมหาลัย แม่ไม่ไปดีกว่าแม่ยังทนพออยู่ได้.
และผมก็รู้ว่าข้อขัดแย้งก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ แม้ลิ้นกับฟันเมื่ออยู่ใกล้กันย่อมกระทบกันเป็นธรรมดา แม่เริ่มนิ่งไม่พูดกับพี่ชาย พอผมจัดการเอาลูกชายเข้ามหาลัยรัฐได้ ผมก็เริ่มจัดการผ่อนบ้านและที่ดินที่เหลือให้มากขึ้นให้หมดโดยเร็ว หวังว่าคงสามารถช่วยทำให้สภาพจิตใจของแม่ดีขึ้นและผ่องใส ก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไป
แล้วผมก็ทำได้สำเร็จเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้เอง ผมโป๊บ้านและที่ดินชุดสุดท้ายหมดไป แล้วโทรไปถามแม่ว่า “ลูกพึ่งโป๊ะบ้านและที่ดินชุดสุดท้ายหมดแล้ว ลูกจะรับแม่ไม่อยู่ศูนย์พักฟื้นเก่าแม่ไปไหม?”
แม่ตอบผมด้วยสำเนียงอย่างหนักแน่นทันที่ว่า “ไป” เป็นคำสั้นๆ แต่กินใจความและเรื่องราวทั้งหมด
ผมพึ่งรับโฉนดจากธนาคารมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม นี้เองแล้วเก็บเงินและคำนวณเงินที่จะใช้จ่ายรับแม่ประมาณ 4-5 หมื่นบาทไว้พร้อม ผมต้องหารถรับแม่ที่ถูกที่สุด เพราะเงินสดในมือผมนั้นมีไม่กี่หมื่นบาทเอง ที่ต้องจ่ายให้ศูนย์พักฟื้นอย่างต่ำต่อเดือนละ 22,000 บาท
แม่น่ารักและดีกับผมอย่างนี้ เงินเก็บที่ผมคำนวณไว้ว่าจะเก็บได้ประมาณ 1 ล้านบาทก่อนเกษียณอีกภายใน 3 ปีกว่าเพราะหนี้ทรัพย์สินหมดแล้ว ผมก็ยอมยกให้ท่านได้อย่างไม่เสียดายหรือรู้สึกเสียดายเลย แม้ผมจะไม่มีเงินเก็บหลังเกษียณ.
ตอนนี้ติดต่อรถรับส่งแม่ไว้พร้อมแล้ว จองเตียงในศูนย์พักฟื้นไว้พร้อมแล้วไปรับท่านได้โหลดในเดือน เมษา นี้
นี้ก็เป็นการสอนธรรมแบบสบายๆ ที่เป็นเรื่องจริง ของคนที่ใกล้เกษียณอีก 3 ปีกว่าข้างหน้า เผื่อผู้อ่านปรับไปใช้ได้.
เมื่อปัญญาแจ้งชัดว่า “นั้นไม่ใช่เรา นั้นไม่ใช่ของเรา นั้นไม่ไม่ตัวตนของเรา” ย่อม “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นธรรมดา”
ก็ย่อมไม่กระทำเพียงเพื่อสนองความอยากของตนเท่านั้น แต่จะยกทั้งบุตรให้เก่งจนช่วยตนเองได้ ลูกคนที่จะไม่จบ ป.6 จนเข้ามหาลัยรัฐได้ โดยย่อมหยุดอยู่กับที่ ไม่ไปแสวงหาทรัพย์รายได้ที่มากขึ้นก็เพื่อลูก เพราะถ้าลูกผ่านไปไม่ได้ความทุกข์ก็จะตกอยู่กับตนเองและลูกจะต้องลำบากไปจนตาย ส่วนภรรยานั้นผมก็ทั้งพลักดันจนจบมหาลัยและจะไม่ลำบากมีกินมีใช้ด้วยตัวของตัวเองทั้งชีวิต สำหรับแม่นั้นก็ยกให้มีจิตใจผ่องใส่ก็ก่อนจากโลกนี้ไป ยังไม่รวมถึงสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
และก็ย่อมมีปัญญารู้ว่า เมื่อตั้งอยู่ ก็จะอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ หรือต้องลำบากจนเกินไป แม้จะไม่มีเงินเก็บเป็นล้านหลังเกษียณ แต่จะได้เงินเกษียณตามกฎหมายส่วนหนึ่ง ที่จะเป็นทุนเพิ่มรายได้ในยามแก่ได้อีกมากมาย เพราะด้วยปัญญาความรู้ถ้าร่างกายยังไหวไม่ตายหรือล้มหมอนนอนเสื่อไปเสียก่อน เพราะมีทุนที่ไม่ต้องจ่ายแล้วคือที่ดินเล็กน้อยและรถสามารถปลูกและบรรทุกผักไม้ผลระยะสั้นได้เก็บเงินรายเดือนสองเดือนหรือสามเดือนได้ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนพัฒนาสร้างไว้พร้อมแล้วเพื่อขายได้ทันที ยังไม่รวมรายได้จาก เงินบำนาญประกันสังคม + อื่นๆ ที่ได้โดยไม่ต้องทำงาน 7,000-10,000 บาทต่อเดือน ถึงแม้ว่าจะดูว่าน้อยก็ตาม.
แนวคิดและ การประคับประกอง ทั้งตัวเองและบุคคลรอบข้าง ยกให้ดีขึ้นตั้งแผงไม่ใช่อยากได้เอาเฉพาะตัวคนเดียว นำไปไช้ก็ได้นะครับ แม้จะดูเสมือนว่า โง่ไปไม่มีเงินตอนแก่ ได้