มนุษย์เงินเดือนนิดเดียว กับการแม่ขอให้ส่งเงินให้ท่านแบบน่ารัก แต่ผมคิดว่า ไหวไหม ตอนนั้น...

เมื่อผมเรียนจบ แม่บอกผมว่าไม่ต้องส่งเงินให้แม่หรอก  แม่มีรายได้อยู่แล้ว   แต่ผมอยู่อย่างลำบากในกรุงเทพฯ เพราะรายได้น้อยมากจึงไม่ส่งให้แม่เลย คือมีแค่เดือนชนเดือนและไม่เก็บทรัพย์สิน คิดว่าจะได้บวชอีกครั้ง  พอผมมีครอบครัวยิ่งแย่ไปใหญ่ ต้องระเนระนาด ไปพึ่งท่านอยู่เป็นปี ก็ยิ่งแย่ไปใหญ่อีก ลงเงินตัวเองอันเล็กน้อยและเงินแม่สร้างโรงเพาะเห็ดเสร็จ  คิดว่าจากที่ขายเห็ดที่ปลูกในบ้านได้วันละ 30-50 บาทยังไม่ค่อยพอค่านมลูกเลย ก็น่าจะได้สัก 100 บาทต่อวัน   แต่ความหวังนั้นสลายเพราะโดนขวางจากบางคนและมีอำนาจทำได้

           เงินผมหมดไม่มีแล้ว ผมคนเดียวจึงยอมตายเอาดาบหน้าในกรุงเทพฯ อีกครั้ง ขอเงินแม่ 2500 บาท ต้องอดบางมื้อ ขอนอนค้างคืนกับคนที่รู้จัก เพื่อให้อยู่ในกรุงเทพฯ นานที่สุดเป็นเวลา 5 เดือน จนได้งาน และได้อาศัยเขาอยู่ ฟรีไปก่อนพร้อมครอบครัว หลังจากนั้นก็ย้ายหาเช่าที่พักถูกๆ ไปเรื่อย

         2-3 ปีต่อมาผมก็ยังลำบากอยู่  เงินเดือนสองคนผัวเมียก็นิดหน่อย ไหนค่าเลี้ยงลูกไหนค่าต่างๆ ของลูก ค่าเช่าค่ากินแบบว่าพออยู่ได้ แต่ไม่เหลือ. แต่ก็ยังกัดฟันผ่อนดาวคอนโดถูกๆ เพราะภรรยาอยากมีที่อยู่แน่นอน ซึ่งเงินเดือนของผมรวมกับของภรรยา ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเพื่อนบางคนที่จบมาด้วยกัน

           ปกติแล้วคนมีอายุต่างจังหวัด ไปมาหาสู่กันสนทนากันเป็นประจำของคนวัยเดียวกัน พ่อหรือแม่คนอื่นๆ ก็พูดว่าลูกส่งเงินมาให้พ่อแม่บ้างเดือนละ 1,000 -2,000 บาท ต่อเดือน

             เมื่อย้อนถามแม่ผม แม่ก็อ่ำอึ่ง ไม่พูดเรื่องนี้  แต่เมื่อบ่อยๆ เข้าแม่คงลำบากใจ แม่เลยต้องบอกกับผมว่า ลูกส่งเงินมาให้แม่บ้างนะสัก 500 บาทต่อเดือนก็ยังดี  เวลาคุยกับคนวัยเดียวกันเมื่อเขาถามแม่จะได้บอกกับเขาได้ว่า ลูกฉันก็ส่งเงินมาให้เหมือนกัน   ผมก็ต้องจำใจส่งเงินให้แม่เดือนละ 500 บาท
           1-2  ปีต่อมาแม่  แม่ก็บอกว่า ลูกต้องส่งเงินให้แม่เดือนละ 1,000 - 2,000  บาท นะ  เพราะคนในวัยเดียวกันเวลาคุยเขาก็บอกว่า ลูกเขาส่งเงินให้เดือนละ 2,000 - 3,000 บาทต่อเดือน เดียวเขาจะว่าหรือนินทาลูกได้ว่า อะไรส่งเงินให้แม่แค่เดือนละ 500 บาท  ซึ่งผมและครอบครัวก็ยังลำบากอยู่  ส่วนภรรยาก็ต้องให้ฝ่ายฝั่งพ่อแม่เขาด้วย เงินจึงตึงมือพอดูในครอบครัวผม ผมจึงส่งให้ท่านเดือนละ 1,000  และต่อมาเดือน ละ 1,500 บาทแล้วนิ่งคงที่ไปนานหลายปี

                นี้แหละแม่ผมน่ารักอย่างนี้  กลัวว่าชาวบ้านนินทาลูกว่าไม่ส่งเงินให้แม่  จึงให้ลูกส่งเงินให้แม่เพียงเดือน 500 บาท ในปีต่อๆ มา ก็มีคนบอกว่าลูกเขาเองส่งเงินให้เดือนหลายพัน ก็กลัวว่าชาวบ้านนินทาลูก จึงให้ลูกส่งเงินเพียง 1 - 2 พันบาท  ทั้งที่แม่ไม่ได้ลำบากเรื่องเงินเลย ยังมีรายได้ ยังมีดอกเบี้ยกินอย่างเพียงพอ แต่ต้องให้ลูกส่งมาด้วยกลัวสังคมรอบข้างนินทาลูก

                 หลายปีต่อมาผมและครอบครัวเริ่มตั้งตัวได้  แล้วพ่อผมเสีย  เงินล้านกว่าบาท ในบัญชีชื่อของพ่อกับพี่คนอื่นๆ ตกเป็นของพี่ และตกเป็นของแม่ไป 2 แสนบาท ที่ฝากไว้เป็นสองชื่อ  ที่ไม่ได้คือผม ที่พ่อขัดใจหนีท่านมาเรียนที่กรุงเทพฯ กับพี่สาวอีกคนที่ขัดใจท่านหนีไปแต่งงานที่กรุงเทพฯ

                แม่น่ารักสำหรับผมมาก  เพราะกลัวว่า ผมอาจจะบ้าแบบพี่ชายคนโต ที่เรียนเก่งแต่พ่อบังคับไม่ให้เรียนต่อ ตามที่เขาต้องการ เขาจึงบ้าไป  ดังนั้นแม่ย่อมไม่อยากเห็นลูกอีกคนที่เรียนพอเก่ง จะบ้าไปอีกคน แม้จะรู้ว่า ลูกไม่มีสิทธิ์เรียนต่อระดับมหาลัย ถึงแม้จะเรียนจบออกมาได้ ก็คงไม่มีงานทำได้ ก็ยอมทุกข์ยอมอดทนเพื่อลูกไม่ให้บ้าไปเสียก่อน

                เมื่อลูกดิ้นรนจนมีช่องเรียนในระดับมหาลัยได้ แม่ก็ยินดีส่งเงินแม้จะน้อย และพ่อกดดันปลุกท่านมาด่าทุกเข้ามืด  เรื่องสนับสนุนให้ผมเรียน จนแม่เครียดมากแต่ต้องทน จนพี่ชายผมทนไม่ได้ มาบอกกับผมในเชิงขอร้องให้ผมหยุดเรียน เพราะแม่ไม่ไหวแล้วเครียดมาก  ผมพิจารณาแล้วแม่ยังรับมือพ่อได้อยู่  จึงพูดกับพี่ชายว่า  

                 “ผมขอเวลาประมาณ 2 ปี  ผมจะรีบเรียนให้จบภายใน 3 ปี”  

              ผมก็รู้ว่ามันอยากในการเรียนคณะวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ จบภายใน 3 ปี แต่ผมต้องทำให้ได้เพื่อตัวผมเองและเพื่อแม่ไม่ให้ทุกข์มากเกินไป และผมก็ทำได้ พร้อมทั้งปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งจนเกิดปัญญารู้ว่า  ผมจะไม่บ้าแบบพี่ชายคนโตอีกแล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ

             สำหรับพ่อแล้ว ด้วยความเป็นพ่อลูกกัน พ่อย่อมรู้จักแพ้รู้จักชนะ  เมื่อผมชนะท่านทั้งที่ท่านขัดขวางทุกวิถีทางในระยะเวลา 3 ปี แต่ผมเรียนจบภายใน 3 ปีได้   ความคิดท่านพลิกอารมณ์ท่านพลิกกลับหมดเลย  กลายเป็นคนยินดีกับลูกมาก และภูมิใจกับลูกมากจนออกหน้าออกตากับชาวบ้าน  อารมณ์โกรธเกียดนั้นหายวับไปทันที่เมื่อรู้ว่าลูกเรียนจบแล้ว  และยังภูมิใจในตัวลูกมากเมื่อลูกเลี้ยงตัวเองได้ ไม่รบกวนเงินของท่านเลย  และสั่งเสียแม่ก่อนพ่อเสียว่า มีผมกับพี่สาวคนที่อยู่กรุงเทพฯ ที่จะเลี้ยงแม่ได้.

             เมือแม่ยังมีสุขภาพดี ท่านก็ไปอยู่กับลูกคนไหนก็ได้ตามใจท่าน  แต่ผู้ที่ส่งเงินให้ท่านทุกเดือนมีผม กับพี่สาวคนเดิม รวมแล้ว 6 - 7 พันบาท ไปๆ มาๆ อยู่กับผมเป็นเวลา 5 ปี กับพี่สาวคนเดิม 3 ปี กับพี่ชาย ประมาณ 1 ปีกว่า  แม่จึงกระจ่ายเงินเก็บของท่านให้ลูกทุกคนหมด ผมก็คิดจะค้านแต่ก็คงต้องปล่อย เพราะต่างก็เป็นพี่ๆ

             แต่ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา เมื่อเส้นเลือดฝอยในสมองแม่แตกซึม ประมาณ 2 เชนติเมตร  ท่านต้องเป็นอัมพฤตเข้าโรงพยาบาล  ซึ่งท่านก็กลัวว่า จะไม่มีใครดูแลท่าน ในสภาพที่ท่านเป็นอย่างนี้  ผมจึงพูดกับท่านให้สบายใจว่า..

                        “แม่ไม่ต้องกลัว ถึงอย่างไรลูกก็จะทำให้เหมาะสมที่สุดไม่ให้แม่ลำบากมาก”

                 แล้วผมกับพี่สาวคนเดิม เอาท่านไปอยู่ศูนย์พักฟืนผู้ป่วยและคนชรา เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งแม่ผมชอบมาก แต่ท่านต้องดัดใจเพราะค่าใช้จ่ายสูง ที่ผมและพี่สาวคนเดิมหารกันจ่าย   แล้วก็ต้องส่งแม่ไปอยู่กับพี่ชายบ้านนอก เพราะที่บ้านผมพอเช้าขึ้นมาก็ออกจากบ้านกันหมดไปเรียนและทำงาน  ดังนั้นผมต้องส่งเงินไปให้มากสุด  ร่วมกับพี่สาวคนเดิมที่มีกำลังส่งได้เพียงแค่ 3,000 บาท    

                แต่กรรมแม่ยังซ้ำเติมอีก แม่ล้มลงกระดูกตะโพกหัก จึงเดินไปไหนไม่ได้ ลุกยืนนั่งบนเตียงได้  2 ปีต่อมา พี่สาวคนเดิมขอลดการส่งเงินเหลือ 1,500 บาท เพราะไม่มีรายได้จากสามีแล้ว แล้วปัญหาจึงเกิดขึ้น ก็ผมซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องนั้นแหละต้องแก้ปัญหา  แม้รู้ว่าพี่สาวยังมีกำลังส่งเท่าเดิมได้อยู่ แต่พี่กลัวด้วยสามีไม่ให้เงินเดือนแล้วหลายเดือน ก็เกรงว่าเงินเก็บต้องเอามาจ่ายกลัวว่าเงินตนเองจะไม่พอ.

                 ผมจึงต้องขอร้องให้พี่สาวคนเดิมส่งแค่ 2,500 บาท แล้วผมก็จะเพิ่มเงินส่งให้มากขึ้นกว่าเดิม 1,500 บาท รวมแล้วผมกับพี่สาวคนเดิมส่งเงินให้พี่ชายที่ต่างจังหวัดเดือนละ 9,000 บาท โดยที่ผมยังต้องผ่อนบ้าน 2 หลัง ที่ดินหนึ่งแปลง รถอีก 1 คัน  ส่วนพี่ๆ ทุกคนไม่มีใครมีหนี้ มีเงินจากพ่อและแม่ยกไปให้แล้วคนละประมาณ 3 แสน  เพียงแต่ทุกคนมีรายได้น้อยกว่าผมเท่านั้น.

               ผมก็รู้อยู่แล้วด้วยประสบการณ์ว่า ข้อขัดแย้งนั้นก็จะตกลงที่แม่เป็นผู้รับหน้าสื่อทั้งหมด และสะสมมีปัญหาทางจิตใจท่านมากเมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่ง แต่ผมก็ต้องทำใจวางใจเฉยไว้รอเวลา  เพราะอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว  ที่ผมทำได้คือรีบผ่อนบ้านให้หมดโดยเร็วที่สุดเพียงคนเดียว  พอบ้านหลังที่เป็นหนี้ก้อนใหญ่เหลือประมาณ 2 แสนผมก็ระดมเงินที่มีทั้งหมดโป๊ะหมดทันที่  

               ตอนนั้นจิตใจแม่เริ่มแย่ลงพอประมาณแล้ว ผมจึงถามแม่ว่า แม่จะไปอยู่ศูนย์พักฟื้นไหม ตอนนี้ลูกโป๊ะบ้านหมดไปแล้ว 1 หลัง  ด้วยแม่ผมเป็นแม่ค้า จึงคำนวณเงินเก่งมาก จึงถามผมกลับมาว่าลูกไหวหรือ?  ยังมีบ้านและรถอีกคันต้องผ่อนอยู่ไม่ใช่หรือ? และลูกอีกคนกำลังจะเข้าเรียนมหาลัย แม่ไม่ไปดีกว่าแม่ยังทนพออยู่ได้.

              และผมก็รู้ว่าข้อขัดแย้งก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ  แม้ลิ้นกับฟันเมื่ออยู่ใกล้กันย่อมกระทบกันเป็นธรรมดา แม่เริ่มนิ่งไม่พูดกับพี่ชาย  พอผมจัดการเอาลูกชายเข้ามหาลัยรัฐได้  ผมก็เริ่มจัดการผ่อนบ้านและที่ดินที่เหลือให้มากขึ้นให้หมดโดยเร็ว หวังว่าคงสามารถช่วยทำให้สภาพจิตใจของแม่ดีขึ้นและผ่องใส ก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไป

              แล้วผมก็ทำได้สำเร็จเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้เอง ผมโป๊บ้านและที่ดินชุดสุดท้ายหมดไป  แล้วโทรไปถามแม่ว่า “ลูกพึ่งโป๊ะบ้านและที่ดินชุดสุดท้ายหมดแล้ว ลูกจะรับแม่ไม่อยู่ศูนย์พักฟื้นเก่าแม่ไปไหม?”

              แม่ตอบผมด้วยสำเนียงอย่างหนักแน่นทันที่ว่า  “ไป”   เป็นคำสั้นๆ แต่กินใจความและเรื่องราวทั้งหมด

              ผมพึ่งรับโฉนดจากธนาคารมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม นี้เองแล้วเก็บเงินและคำนวณเงินที่จะใช้จ่ายรับแม่ประมาณ 4-5 หมื่นบาทไว้พร้อม ผมต้องหารถรับแม่ที่ถูกที่สุด เพราะเงินสดในมือผมนั้นมีไม่กี่หมื่นบาทเอง  ที่ต้องจ่ายให้ศูนย์พักฟื้นอย่างต่ำต่อเดือนละ  22,000 บาท
                    
            แม่น่ารักและดีกับผมอย่างนี้  เงินเก็บที่ผมคำนวณไว้ว่าจะเก็บได้ประมาณ 1 ล้านบาทก่อนเกษียณอีกภายใน 3 ปีกว่าเพราะหนี้ทรัพย์สินหมดแล้ว  ผมก็ยอมยกให้ท่านได้อย่างไม่เสียดายหรือรู้สึกเสียดายเลย แม้ผมจะไม่มีเงินเก็บหลังเกษียณ.

            ตอนนี้ติดต่อรถรับส่งแม่ไว้พร้อมแล้ว  จองเตียงในศูนย์พักฟื้นไว้พร้อมแล้วไปรับท่านได้โหลดในเดือน เมษา นี้

            นี้ก็เป็นการสอนธรรมแบบสบายๆ ที่เป็นเรื่องจริง ของคนที่ใกล้เกษียณอีก 3 ปีกว่าข้างหน้า  เผื่อผู้อ่านปรับไปใช้ได้.

            เมื่อปัญญาแจ้งชัดว่า  “นั้นไม่ใช่เรา นั้นไม่ใช่ของเรา  นั้นไม่ไม่ตัวตนของเรา”  ย่อม “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นธรรมดา”

            ก็ย่อมไม่กระทำเพียงเพื่อสนองความอยากของตนเท่านั้น  แต่จะยกทั้งบุตรให้เก่งจนช่วยตนเองได้ ลูกคนที่จะไม่จบ ป.6 จนเข้ามหาลัยรัฐได้ โดยย่อมหยุดอยู่กับที่ ไม่ไปแสวงหาทรัพย์รายได้ที่มากขึ้นก็เพื่อลูก เพราะถ้าลูกผ่านไปไม่ได้ความทุกข์ก็จะตกอยู่กับตนเองและลูกจะต้องลำบากไปจนตาย ส่วนภรรยานั้นผมก็ทั้งพลักดันจนจบมหาลัยและจะไม่ลำบากมีกินมีใช้ด้วยตัวของตัวเองทั้งชีวิต สำหรับแม่นั้นก็ยกให้มีจิตใจผ่องใส่ก็ก่อนจากโลกนี้ไป ยังไม่รวมถึงสิ่งแวดล้อมอื่นๆ  
                
         และก็ย่อมมีปัญญารู้ว่า เมื่อตั้งอยู่  ก็จะอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ หรือต้องลำบากจนเกินไป   แม้จะไม่มีเงินเก็บเป็นล้านหลังเกษียณ  แต่จะได้เงินเกษียณตามกฎหมายส่วนหนึ่ง ที่จะเป็นทุนเพิ่มรายได้ในยามแก่ได้อีกมากมาย  เพราะด้วยปัญญาความรู้ถ้าร่างกายยังไหวไม่ตายหรือล้มหมอนนอนเสื่อไปเสียก่อน เพราะมีทุนที่ไม่ต้องจ่ายแล้วคือที่ดินเล็กน้อยและรถสามารถปลูกและบรรทุกผักไม้ผลระยะสั้นได้เก็บเงินรายเดือนสองเดือนหรือสามเดือนได้ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนพัฒนาสร้างไว้พร้อมแล้วเพื่อขายได้ทันที   ยังไม่รวมรายได้จาก เงินบำนาญประกันสังคม  + อื่นๆ  ที่ได้โดยไม่ต้องทำงาน 7,000-10,000 บาทต่อเดือน ถึงแม้ว่าจะดูว่าน้อยก็ตาม.

           แนวคิดและ การประคับประกอง ทั้งตัวเองและบุคคลรอบข้าง  ยกให้ดีขึ้นตั้งแผงไม่ใช่อยากได้เอาเฉพาะตัวคนเดียว นำไปไช้ก็ได้นะครับ แม้จะดูเสมือนว่า โง่ไปไม่มีเงินตอนแก่ ได้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่