[CR] ไปหาคำตอบที่...ปากเซ

...การเดินทางของฉันแทบทุกครั้งก็ไม่พ้นที่จะบินไปกับแอร์เอเชีย และต้องจองตั๋วถูกกันข้ามปีเลยทีเดียว..ทำไงได้นักท่องเที่ยวต้นทุนต่ำอย่างเราแต่กระหายในการเดินทางก็ต้องเลือกจองตั๋วแบบนี้..ทริปนี้เราเลือกที่จะไปเที่ยวลาวใต้..ปากเซ..แขวงจำปาศักดิ์

...ใคร ๆ ก็คิดว่าฉันตามรอย ซันนี่ เมธานนท์ กับพี่เบิร์ด ที่โฆษณากาแฟดาว แต่จริง ๆ แล้ว...เมืองปากเซคือเมืองที่ฉันอยากมาตั้งแต่ 5 ปีก่อนแล้ว ประเทศลาวเป็นประเทศที่เที่ยวง่าย คุยกันรู้เรื่อง เสียแค่ว่าการเดินทางจะยากลำบากบ้าง ค่าครองขีพนับว่าแพงมาก แต่ก็ยังเป็นประเทศที่น่าเที่ยวเสมอ..

...เริ่มต้นทริปแรก ๆ มีแค่เรา 3 สาว (โสด) แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ได้รับอีก 3 หนุ่มมาร่วมทริป ดีใจมีคนหารค่ารถ

...เรา 3 คนต้องบินมาจากเชียงรายคืนวันที่ 9 แล้วก็อาศัยสนามบินเป็นที่พักในค่ำคืนนี้เพื่อจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า

...วันแรก 10 มี.ค.59   07.40 น. โปรดทราบ เครื่องบินของสายการบิน แอร์เอเชีย เที่ยวบินที่.....พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางไปจ.อุบลราชธานี ขอเชิญผ็้โดยสารขึ้นเครื่องได้ที่ประตูทางออกหมายเลข..... 08.50 เราก็ถึง จ.อุบลฯ  ....ถึงสนามบินอุบล แล้วเดินออกมานอกอาคาร เดินเลียบตัวอาคารไปฝั่งขาเข้า จะมีคิว taxi meter ไปขนส่งประมาณ 60 บาท  อย่าเผลอขึ้นรถสนามบิน หรือ taxi ของคนที่ไปเดินหาเราในตัวอาคาร จะเหมา 120-150 แพ๊งงงงงงอ่ะ...เรามุ่งหน้าไปขนส่ง จ.อุบล แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว เรานัดเจอกับอีก 2 หนุ่มที่ขนส่งอุบล แต่ 1 หนุ่มมากับเราจาก กทม.เรียบร้อยแล้ว...เราใช้บริการรถตู้เพื่อไปช่องเม็ก ค่ารถถึงขนส่งด่านช่องเม็กคนละ 100 บาท รถเราออกรอบ 09.50 น. ถึงด่านประมาณ 11.30 น. หลังจากนั้นใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์คนละ 20 บาทเพื่อไปหน้าด่าน ทำเอกสารฝั่งไทยเรียบร้อยก็ข้ามไปฝั่งลาวเลยจร้า..ไม่ใช่ข้ามสิ ต้องเรียกว่า ลอด ต่างหาก














ช่วงที่ไปเค้ากำลังมีการก่อสร้าง ฝุ่นควันนี่สุดยอดเลย ต้องรีบเดินจ้ำ ๆๆๆ เพื่อจะไปยังอาคารที่ทำเอกสารของ ตม.ลาว หรือด่านวังเต่านั่นเอง ขาเข้าโดนเรียกไปคนละ 100 บาท....จากจุดนี้เราก็หารถทันทีเพื่อจะเหมาไปเที่ยวน้ำตก และวัดพูสะเหลา  สรุปเราได้รถ Avanza ในราคา 3,000 บาท รวมน้ำมันเรียบร้อย ซึ่งเหมาะสำหรับพวกเรา 6 คนพอดีเลย...คนขับรถเราชื่อพี่แหล่ นิสัยดีเลยค่ะ เราขอให้พี่แหล่ไปส่งเราเข้าโรงแรมก่อน  ถนนเข้าเมืองที่เราเห็นดูแล้วเหมือนเราได้ย้อนกลับไปในอดีตของไทยหลายสิบปีก่อน..นั่งมองวิวตามทาง ความแห้งแล้งมีอยู่ทุกที่..วัวควายของชาวบ้านออกหากินตามทุ่งหญ้า วิถีชีวิตแบบชาวบ้านที่เราแทบจะไม่ได้สัมผัสกับมันแล้ว

......คืนนี้เราพักที่โรงแรมลานคำ ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่คงรู้จักดี เราจองผ่านเวป Booking ไว้ ห้องดีทีเดียวเลยค่ะ...แต่ก่อนจะออกเดินทางแบบว่าหิวข้าวมากไม่ได้ทานอะไรมาแต่เช้าเลย และอ่านมาเค้าว่าเฝ๋อลานคำอร่อยมากกก..จัดซะคนละชาม..แต่อร่อยจริงนะค่ะ หรือว่าเราหิวมากไม่รู้สินะ!!! ถ้วยนี้ 20,000 k. >>ชามใหญ่มว๊ากกกกกกก



...อิ่มแล้วได้เวลาลุยค่ะ....ที่แรกที่เราไปคือตาดผาส้วม..ค่าเข้าคนละ 10,000 k.  รถจอดปุ๊บก็ลงเดินได้สบายเลยค่ะ แต่บอกเลยว่าอากาศร้อนมากที่สุด  เสื้อนี่ชุ่มเหงื่อหมดเลย....แต่พอเห็นน้ำตกแล้วก็สดชื่น



อุโมงค์ไม้ไผ่นี่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของตาดผาส้วมไปเลยค่ะ...แต่พอมีคนเดินทีสะพานแกว่งมากเลย...



พี่คนขับบอกลองไปเดินเที่ยวหมู่บ้านชนเผ่าสิ...ก็เลยลองเดินไปดู..เงียบ ๆ ค่ะ ไม่ค่อยมีอะไร มีบ้านเป็นหลัง ๆ แล้วก็มีสินค้า
ขาย




สถานีต่อไปของเราคือน้ำตกตาดเยือน....ค่าเข้าคนละ 10,000 k. มีค่ารถอีกแต่พี่คนขับเค้าจ่ายให้เรียบร้อยค่ะ....ที่นี่ต้องเดินลงไปไกลพอสมควรค่ะ และทางก็ชัน...แต่พอลงไปถึงน้ำตกแล้วก็สดชื่นมาก อยากจะโดดลงเล่นน้ำเลย แต่ไม่ได้เตรียมตัวมา และเวลามีน้อยค่ะ มาถึงที่นี่ก็เย็นแล้ว











แต่พวกเราไม่ทันตาดฟาน เพราะกลัวจะขึ้นชมวิววัดพูสะเหลาไม่ทัน..เราใช้เวลาที่นี่พอสมควร นั่งมองน้ำตกจนสมใจ ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว เลยเดินทางไปวัดพูสะเหลาต่อค่ะ..วัดพูสะเหลาจะอยู่ทางเข้าเมืองปากเซ เราต้องวนกลับออกไป แหม!! แต่นั่งรถแอร์เย็น ๆ จะไปลำบากอะไรเน๊อะ..เราลุ้นตามแสงอาทิตย์ยามเย็น พร้อมกับรถที่กำลังวิ่งเพื่อจะพยายามพาเราไปถึงจุดหมาย..เราได้แต่คิดว่าจะได้ดูพระอาทิตย์ตกดินที่วัดพูสะเหลาไหมน๊อ?   สุดท้ายเราก็ไม่ทันแสงสุดท้ายวันนี้  แต่ก็ไม่เป็นไร.....วัดพูสะเหลาจะมีจุดชมวิวสะพานลาว-ญี่ปุ่น ให้เรายืนมองแม่น้ำโขงได้สุดลูกหูลูกตา และยังได้เห็นแสงส่องสว่างผ่านไปยังองค์พระใหญ่ซึ่งงดงามไม่แพ้วิวที่เรายืนมองเลย...








ปิดท้ายวันนี้ที่ร้านอาหารเรือนแพคำฟอง น้องที่ร่วมทริปแนะนำ เค้าบอกว่าใครมาต้องมาทานที่ร้านนี้ เราเลยไม่พลาด อาหารถือว่าโอเครเลยค่ะ..ราคาก็ไม่แพง มื้อนี้ทั้งอาหาร ทั้งเบียร์ หมดไปประมาณ 320,000 k.....อิ่มหนำสำราญสราญใจไปแล้วสำหรับวันแรก...

วันที่สอง 11 มี.ค.59 ทริปวันนี้จะเหลือแค่ 4 คน เพราะอีก 2 หนุ่มขอแยกตัวไปเวียดนามต่อ

วันนี้เรานัดพี่แหล่ไว้ 8 โมงเช้าเพื่อจะมุ่งหน้าไปปราสาทวัดพู ซึ่งถือว่าเป็นมรดกโลกของลาวตอนใต้ และเป็นมรดกโลกต่อจากเมืองหลวงพระบาง ถือว่าเป็นแห่งที่ 2 ของประเทศลาว   

8 โมงกว่า ๆ พี่แหล่มารับเราที่โรงแรมลานคำ..เรามุ่งหน้าไปทางเมืองจำปาศักดิ์ หลบลี้หนีความวุ่นวายเข้าสู่ความสงบของถนนหนทาง  ปีนี้ไม่ว่าที่ไหนก็แห้งแล้วเหลือเกิน 2 ข้างทางที่เราขับรถผ่านทำให้เรารู้สึกถึงความร้ายกาจของมนุษย์ที่ช่วยกันทำลายป่าไม้ การเผาป่าเกิดขึ้นทุกที่เหมือนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว...พี่แหล่บอกว่าถ้ามาช่วงหน้าฝนแถวนี้จะสดชื่นร่มรืนจะเห็นแต่สีเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้า...สภาพอากาศวันนี้รู้สึกจะครึ้มฟ้าครึ้มฝน  ไม่เห็นแสงแดดเลย เรากลัวว่าฝนจะตกเหลือเกิน ถ้าฝนตกเราก็จะเที่ยวกันไม่สนุก เพราะก่อนที่เราจะมาพยากรณ์อากาศเค้าเตือนมาว่าจะมีพายุฝน...ขณะนั้นเราก็ต้องลุ้นไปตลอดทาง เราใช้เวลาไม่นานก็ถึงวัดพู

...ค่าเข้าชมวัดพูคนละ 50,000 k.   และมีรถกอล์ฟบริการรับ-ส่ง  เมื่อรถจอดที่ทางเข้าของปราสาทวัดพู..เรามองเห็นปราสาทเก่า ๆ ที่ได้รับการรักษาไว้ให้คงสภาพไปตามธรรมชาติ ทางเดินที่มีหญ้าขึ้นแซมออกมาตามหิน .... บางจุดของวัดพูก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมบ้างเพื่อป้องกันการล้มพังเสียหาย...บันไดทางขึ้นที่มีความลาดชันมากเป็นพิเศษ ต้องค่อย ๆ ใช้ความระมัดระวังในการเดินขึ้น  บันไดทางขึ้นจะปลูกดอกจำปาไว้ตามทางเพื่อให้ความร่มรื่นและเมื่อด่านผ่านเข้าไปเหมือนเราจะย้อนยุคเข้าไปในอดีตซะงั้น







































...เราใช้เวลาที่นี่ประมาณชั่วโมงได้...ก็ต้องเดินทางต่อไปยังน้ำตกคอนพะเพ็ง...ระหว่างทางที่เราจะไปน้ำตก เราก็รู้สึกท้องจะร้องกันถ้วนหน้าแล้ว..เลยบอกพี่แหล่ว่าขอทานข้าวแบบร้านบ้าน ๆ นะ อยากสัมผัสวิถีชาวบ้าน....

......มาได้สักพักพี่แหล่จอดรถ บอกจะแวะทานข้าว...ทันใดนั้นกองทัพไก่ ตับ ไต ไส้ พุง ย่างมาล้อมหน้าล้อมหลังรถพวกเรา...เพื่อนในรถถึงกับบอกว่า  เห้ย!!!กูกลัว กูไม่กล้าลงรถ ก็จะอะไรหล่ะค่ะพี่แกเล่นเคาะกระจกในมือถืออาวุธพร้อม เฮ้ยยยย...ถือไก่ย่าง เพื่อจะให้เราช่วยซื้อ...ใจจริงเราอยากทานนกมากกกก แต่จะซื้อคนนี้ก็ต้องซื้อคนโน้นด้วย....สรุป..ไม่ต้องซื้อสักคน  

>>> ลงรถปุ๊บ พวกเราก็รีบจ้ำอ้าวเข้าร้านทันที พี่แกก็ยังตามติดมาเป็นหางว่าว ประมาณว่าคนขายเยอะมว๊ากกกกกค่ะ.....

ร้านนี้คงจะดูดีที่สุดในบริเวณนี้แล้ว ดูสะอาดน่านั่ง ก็เลยสั่งส้มตำลาว เนื้อแดดเดียวย่างเป็นเส้น เส้นก็เล็กนิดเดียวค่ะ 4 เส้น 100 บาท....ไก่ย่าง 1 จาน ไม่รู้ว่าเป็นลูกไก่ป่าวได้นิดเดียวเอง  เฝ๋ออีกสักถ้วย จะได้มีน้ำเอาไว้ซด....ข้าวเหนียวอีก 2 กระติ๊บ

....ร้านบ้าน ๆ ค่ะ แต่แพงอ่ะ คือที่เราสั่ง ๆ มาอ่ะ อย่างละนิดละหน่อย น้ำก็ต้องซื้อ  พอเรียกเก็บเงิน 500 บาท  กินแล้วก็ต้องจ่ายนะ อย่าทำตามแบบทัวร์ชาวจีนกินแล้วไม่จ่ายตังค์...





ชื่อสินค้า:   ลาวใต้ ปากเซ
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่