สวัสดีค่ะ นั่งว่างๆเลยอยากจะเล่าทริปเดินป่าสั้นๆ ที่ไปกันแบบงงๆ ไม่รู้อะไรมาก นึกอยากก็ไป แล้วก็ได้ความประทับใจกลับมาเต็มเปี่ยม
บอกก่อนว่าเป็นเรื่องดองนานมาก ไม่คิดว่าจะได้มาเล่า รายละเอียดเรื่องค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆก็จำไม่ค่อยได้แล้ว
เอาเป็นว่า เรามาเล่าบรรยากาศรวมๆแล้วกันเนาะ เพราะไม่ค่อยเห็นรีวิวเขาหลวงสุโขทัยในพันทิปสักเท่าไหร่
ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งปีก่อน พึ่งจะเปิดเทอมเรียนปีห้ากันได้พักเดียว
มิตรสหายคนหนึ่งก็เชิญชวนไปขึ้นเขาหลวงสุโขทัยใกล้ๆนี่เอง โดยที่ไม่รู้หรอก ว่ามันโหดนะแกกกก....
นัดแนะนับสมาชิกตอนแรกกว่าสิบคน ไปๆมาๆเหลือผู้หญิงล้วนกันอยู่ 7 หน่อ เอ้ออ ก็ได้ 7 คนก็ได้ ทีมหญิงล้วน สู้ๆ
เพื่อนคนนึงเป็นผู้หาข้อมูลคร่าวให้ๆ ตกลงกันว่าเราจะนั่งรถโดยสารจากพิษณุโลก ไปสุโขทัย แล้วเหมารถให้ไปส่งที่อุทยานแห่งชาติ
เช้าวันพฤหัสบดีสีแสดอากาศร้อนแรง แพ็คของ เต๊นท์เสื้อผ้าถุงนอน
เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งสถานีขนส่ง แล้วก็ขึ้นรถโดยสารไปสุโขทัยกัน

ค่าโดยสารตอนนั้น รถปรับอากาศคนละ 39 บาท

เสบียงรอบเช้าก็อัดๆข้าวเหนียวหมูปิ้งกันแบบง่ายๆ

นั่งหลับพักนึงก็ถึงสถานีขนส่งจังหวัดสุโขทัย
แถวๆนั้นมีรถสองแถวรับจ้างให้เลือกใช้บริการ ตรงนี้เราจำราคาเหมาไปส่งไปรับไม่ได้แล้วค่ะ

พี่สองแถวจะพาเราแวะตลาด ซื้อเสบียง เพราะบนเขาหลวงไม่มีอาหารสด และอาหารแห้งเครื่องดื่มก็แพงมากๆด้วยค่ะ
จากนั้นก็วิ่งยาวถึงอุทยานแห่งชาติรามคำแหง

นั่งมาพักนึงก็จะเห็นเขาใหญ่ๆ เมฆคลุมไม่เห็นยอด ก็เริ่มหวาดผวา เพราะเราไม่รู้กันมาก่อน ว่ามันต้องเดินสูงขนาดนี้เลยเหรออออ!!

ชำระค่าเสียหาย ใช้สิทธิ์ครึ่งราคาบัตรนิสิต ประหยัดค่าเข้าได้อีกหน่อย
กล่าวถึงเขาหลวง ยอดเขาหลวงมีทั้งหมดสามยอด สองหน้าผา ความสูงเฉลี่ย 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ระยะทางที่เราต้องเดินเพียงแค่ 3.7 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ ถ้าเทียบกับยอดเขาดังๆของเมืองไทย
คนปกติทั่วๆไป ใช้เวลาเดินราวๆ 3-5 ชั่วโมง อะ อ่านใหม่ 3-5 ชั่วโมง กับ 3.7 กิโลเมตร
หลังจากเสียค่าเข้าอุทยานแล้ว ก็มาเลือกใช้บริการลูกหาบกัน ใครแข็งแรง เดินไหว แบกเองก็โอเค แต่เราไม่โอ ฮ่าๆๆๆ
บริการลูกหาบ 1 คนหาบได้ 40 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 20 บาท แน่นอน เราเล่นไป 39 กิโลกรัมเอง
แวะโหลดของให้ลูกหาบแล้ว เราก็ไปเสียค่าบริการพื้นฐานของอุทยานกันอีกนิดหน่อย
อันได้แก่ค่ากางเต๊นท์นั่นเอง และเราก็พร้อมจะเดินแล้ว

และนั่น จุดหมายปลายของเรา สูงเนอะ

ตอนเห็นป้ายนี้ก็คิดในใจ แค่สามโลกว่าๆ จะอะไรกันเชียว สบ๊ายยยยย....

เริ่มเดินชิวๆ เรื่อยๆ ทางมันสบายอะไรขนาดนี้ จนกระทั้งเจอป้ายนี้ 630 เมตรที่ผ่าน คือทางราบเพียงจุดเดียวตลอดเส้นทาง
อีกสามโลกว่าๆที่เหลือ คุณจะหาที่ราบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

หลังจุดแรกที่เรียกว่าประดู่ใหญ่ ทางเดินกลายเป็นโคตรชันแบบทันที เราเดินกันแบบ ห้านาทีพักสิบนาที
ระหว่างทางมีจุดพัก และมีน้ำประปาภูเขาซึ่งดื่มได้ เราจึงไม่ต้องแบกน้ำกันมากนัก

มออีหก อาจจะหมายถึง หกคะเมนก็เป็นได้ เป็นทางชันยาวๆ ที่ชันมากจริงๆ

พี่ลูกหาบซึ่งมาทีหลัง และแซงไปเรียบร้อย ระหว่างที่เราพยายามไต่มออีหกนี่แหละ

เดินกันเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก เพื่อนไม่ไหวก็รอ เฮฮาป่าแตก

ระหว่างทาง ยกกล้องแทบไม่ไหว ขาสั่นตั้งแต่ประดู่ใหญ่นั่นแล้ว ที่เดินมานี่ใจทั้งนั้น

เดินขึ้นมาอีกพักใหญ่ๆ ใหญ่มาก เราเดินกันช้ามากจริงๆ ถึงจุดชมวิวที่ยุงดุมาก นั่งนิ่งๆไม่ได้ ใครจะมาก็พายาทากันยุงมาด้วยเนาะ
ท้องฟ้าจากแดดจ้าก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มกลัวว่าจะเปียกกันค่อนข้างแน่นอน และ เราไม่มีเครื่องกันฝนกันเลยนะแก

หลังจากจุดชมวิว เกรงว่าจะเปียกฝนกัน จึงก้มหน้าก้มตาเดินไม่ได้ถ่ายรูปมากนัก แต่ทางก็ชันเหมือนเดิม
จนพ้นเนินตะคริว ใครเป็นคนตั้งชื่อไม่รู้ เป็นอันจบความชันสามโลกว่าๆ เดินกัน 6 ชั่วโมง ทำลายทุกสถิติ ฮ่าๆๆๆๆ

เราเป็น 7 คนที่เป็นนักท่องเที่ยว ไม่มีใครบนนี้อีกแล้ว นอกจากเจ้าหน้าที่สองคนที่ประจำอยู่ที่นี่ และน้องหมาอีกสามสี่ตัว

ลุงติ๊กเจ้าหน้าที่อุทยาน เห็นเราเป็นสาวเป็นนางหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ลุงช่วยเรากางเต๊นท์และอนุญาติให้เราใช้ครัวได้ด้วย

หมอกเริ่มมา อากาศเริ่มเย็น ไม่มีใครพกเสื้อกันหนาวมา แต่อย่างน้อยเราก็ไม่เจอฝน เพราะฝนกำลังตกอยู่ข้างล่างเรานั่นเอง

หลังจากข้างล่างหยุด เราก็มองเห็นเมืองชัดๆ อากาศดี๊ดี แอบหนาวนิดหน่อยแต่ทนได้สบายมาก

ว่าด้วยเรื่องยอดเขาทั้ง 4 เรามาถึงก็เกือบจะเย็นแล้ว จุดชมพระอาทิตย์ตกคือ เขาแม่ย่าและเขาภูกา
พวกเราสามัคคีชุมนุมว่า ไม่ไป เดินไม่ไหว ฮ่าๆๆๆ เลยเลือกเอาผานารายณ์ไว้ดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าละกัน
จุดกลางเต๊นท์ตรงนี้สภาพดีเยี่ยมค่ะ มีห้องน้ำสะอาดดี ร้านค้าเล็กๆที่ของแพงมาก เพราะต้องแบกขึ้นมา

เราใช้หม้อไหชามเครื่องครัวของลุงทำอาหารเย็นง่ายๆกัน แล้วก็ทำเผื่อลุงด้วย เป็นมื้อค่ำที่มีแต่ มาม่า เต้าหู้ หมูยอ ไข่ และข้าวจี่ ฮ่าๆๆ

ลืมตาขึ้นมาก็เห็นแสงเช้า อากาศเย็น มันชื่นใจ แต่ ขาาาาา ขาตึง ก้าวไม่ออก ปวด ระบม
ค่อยๆพาตัวเองเดินขึ้นเนินไปอีก 400 เมตร หยุดกันที่ผานารายณ์
ผานารายณ์นี่สามาถชมวิวได้เกือบ 360 องศาเลยทีเดียวค่ะ ติดแค่ทางขวา ซึ่งเป็นทางที่เราเดินมานั่นแหละ

ไหนพระอาทิตย์ ข้างมีแต่เมฆดำปึ๊ด มีแสงลอดมาจิ๊ดนึง

ทางซ้ายนี่ดำกว่าอีก

ข้างหลังนี่ฝนตกเลย
..... ก็ได้ นั่งรอ เผื่อฟ้าจะเป็นใจ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ก็ไม่มีแสงใดให้เห็น
บ้านสองสามหลังนั้นคือจุดเริ่มเดิน เฮ้ยเราเดินกันมาขนาดนี้เลยเหรอ ทึ่งตัวเอง

นั่งรอตั้งนานก็ไม่เจอแดด นอกจากแสงลอดแบบนี้

พี่เมฆก็ไล่มาติดๆ เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันใย ก็ได้ กลับก็ได้

กลับลงมาก็เตรียมข้าวเช้า มาม่าอีกแล้ว และของหวานก็มะขามป้อม ซึ่งมีอยู่เยอะแยะ ลุงให้เก็บกินได้
ร่ำลาลุงติ๊กผู้ใจดีมาก แล้วเราก็กลับกัน

ขาลง ตัดสินใจแบกกันเอง อยากประหยัด ก็ได้ แบกเองคนละหกเจ็ดโล ไม่เยอะนี่หน่า
แต่ว่า.....
ลงมาเท่านั้นแหละ ถึงกับเดินไม่ได้ เป็นง่อยกันถ้วนหน้า แม้แต่นั่งชักโครกก็ลำบากอย่างยิ่ง เดินลงบันไดขั้นละห้าวินาที
เกิดผลกระทบกับขานานมาก สี่วันเป็นอย่างน้อยกว่าจะเดินเป็นปกติ
สรุปคร่าวๆนะคะ
1. ใครจะไปเดินฟิตขากันหน่อยก็ดี เราไปแบบไม่ได้เตรียมตัว ลงมาง่อยกิน เดินไม่คล่องไปหลายวัน
2. ค่าใช้จ่ายไม่แพง เราหมดกันจำตัวเลขเป๊ะๆไม่ได้ แต่ไม่เกินคนละ 800 บาทแน่นอน
3. อาหาร เตรียมขึ้นไปเองหม้อไหชามเตา ยืมเจ้าหน้าที่ได้ แต่หากคนเยอะก็อาจไม่เพียงพอค่ะ
น้ำดื่มมีรายทาง แต่จะไปปิ้งย่างชาบูชิอันนี้เตรียมเองนะคะ
4. ยุงชุมมาก หากใส่ขาสั้นแขนสั้นเดินป่าก็โบกยาทากันยุงบ่อยๆดีกว่าค่ะ
5. นอกจากทางเดินขึ้นแคมป์จะชันแล้ว ทางเดินไปยอดเขาทั้งสี่ก็ชันไม่แพ้กัน เราจึงยอมแพ้ เดินไม่ไหว ไว้คราวหน้าแล้วเนาะ
งวดหน้า มีทริปดองไว้ตั้งแต่ธันวาคม เดี๋ยวจะแว๊บมาเล่านะคะ

[CR] กระทู้ดองนาน เขาหลวงสุโขทัยเมื่อครึ่งปีก่อน
บอกก่อนว่าเป็นเรื่องดองนานมาก ไม่คิดว่าจะได้มาเล่า รายละเอียดเรื่องค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆก็จำไม่ค่อยได้แล้ว
เอาเป็นว่า เรามาเล่าบรรยากาศรวมๆแล้วกันเนาะ เพราะไม่ค่อยเห็นรีวิวเขาหลวงสุโขทัยในพันทิปสักเท่าไหร่
ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งปีก่อน พึ่งจะเปิดเทอมเรียนปีห้ากันได้พักเดียว
มิตรสหายคนหนึ่งก็เชิญชวนไปขึ้นเขาหลวงสุโขทัยใกล้ๆนี่เอง โดยที่ไม่รู้หรอก ว่ามันโหดนะแกกกก....
นัดแนะนับสมาชิกตอนแรกกว่าสิบคน ไปๆมาๆเหลือผู้หญิงล้วนกันอยู่ 7 หน่อ เอ้ออ ก็ได้ 7 คนก็ได้ ทีมหญิงล้วน สู้ๆ
เพื่อนคนนึงเป็นผู้หาข้อมูลคร่าวให้ๆ ตกลงกันว่าเราจะนั่งรถโดยสารจากพิษณุโลก ไปสุโขทัย แล้วเหมารถให้ไปส่งที่อุทยานแห่งชาติ
เช้าวันพฤหัสบดีสีแสดอากาศร้อนแรง แพ็คของ เต๊นท์เสื้อผ้าถุงนอน
เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งสถานีขนส่ง แล้วก็ขึ้นรถโดยสารไปสุโขทัยกัน
ค่าโดยสารตอนนั้น รถปรับอากาศคนละ 39 บาท
เสบียงรอบเช้าก็อัดๆข้าวเหนียวหมูปิ้งกันแบบง่ายๆ
นั่งหลับพักนึงก็ถึงสถานีขนส่งจังหวัดสุโขทัย
แถวๆนั้นมีรถสองแถวรับจ้างให้เลือกใช้บริการ ตรงนี้เราจำราคาเหมาไปส่งไปรับไม่ได้แล้วค่ะ
พี่สองแถวจะพาเราแวะตลาด ซื้อเสบียง เพราะบนเขาหลวงไม่มีอาหารสด และอาหารแห้งเครื่องดื่มก็แพงมากๆด้วยค่ะ
จากนั้นก็วิ่งยาวถึงอุทยานแห่งชาติรามคำแหง
นั่งมาพักนึงก็จะเห็นเขาใหญ่ๆ เมฆคลุมไม่เห็นยอด ก็เริ่มหวาดผวา เพราะเราไม่รู้กันมาก่อน ว่ามันต้องเดินสูงขนาดนี้เลยเหรออออ!!
ชำระค่าเสียหาย ใช้สิทธิ์ครึ่งราคาบัตรนิสิต ประหยัดค่าเข้าได้อีกหน่อย
กล่าวถึงเขาหลวง ยอดเขาหลวงมีทั้งหมดสามยอด สองหน้าผา ความสูงเฉลี่ย 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ระยะทางที่เราต้องเดินเพียงแค่ 3.7 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ ถ้าเทียบกับยอดเขาดังๆของเมืองไทย
คนปกติทั่วๆไป ใช้เวลาเดินราวๆ 3-5 ชั่วโมง อะ อ่านใหม่ 3-5 ชั่วโมง กับ 3.7 กิโลเมตร
หลังจากเสียค่าเข้าอุทยานแล้ว ก็มาเลือกใช้บริการลูกหาบกัน ใครแข็งแรง เดินไหว แบกเองก็โอเค แต่เราไม่โอ ฮ่าๆๆๆ
บริการลูกหาบ 1 คนหาบได้ 40 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 20 บาท แน่นอน เราเล่นไป 39 กิโลกรัมเอง
แวะโหลดของให้ลูกหาบแล้ว เราก็ไปเสียค่าบริการพื้นฐานของอุทยานกันอีกนิดหน่อย
อันได้แก่ค่ากางเต๊นท์นั่นเอง และเราก็พร้อมจะเดินแล้ว
และนั่น จุดหมายปลายของเรา สูงเนอะ
ตอนเห็นป้ายนี้ก็คิดในใจ แค่สามโลกว่าๆ จะอะไรกันเชียว สบ๊ายยยยย....
เริ่มเดินชิวๆ เรื่อยๆ ทางมันสบายอะไรขนาดนี้ จนกระทั้งเจอป้ายนี้ 630 เมตรที่ผ่าน คือทางราบเพียงจุดเดียวตลอดเส้นทาง
อีกสามโลกว่าๆที่เหลือ คุณจะหาที่ราบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
หลังจุดแรกที่เรียกว่าประดู่ใหญ่ ทางเดินกลายเป็นโคตรชันแบบทันที เราเดินกันแบบ ห้านาทีพักสิบนาที
ระหว่างทางมีจุดพัก และมีน้ำประปาภูเขาซึ่งดื่มได้ เราจึงไม่ต้องแบกน้ำกันมากนัก
มออีหก อาจจะหมายถึง หกคะเมนก็เป็นได้ เป็นทางชันยาวๆ ที่ชันมากจริงๆ
พี่ลูกหาบซึ่งมาทีหลัง และแซงไปเรียบร้อย ระหว่างที่เราพยายามไต่มออีหกนี่แหละ
เดินกันเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก เพื่อนไม่ไหวก็รอ เฮฮาป่าแตก
ระหว่างทาง ยกกล้องแทบไม่ไหว ขาสั่นตั้งแต่ประดู่ใหญ่นั่นแล้ว ที่เดินมานี่ใจทั้งนั้น
เดินขึ้นมาอีกพักใหญ่ๆ ใหญ่มาก เราเดินกันช้ามากจริงๆ ถึงจุดชมวิวที่ยุงดุมาก นั่งนิ่งๆไม่ได้ ใครจะมาก็พายาทากันยุงมาด้วยเนาะ
ท้องฟ้าจากแดดจ้าก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มกลัวว่าจะเปียกกันค่อนข้างแน่นอน และ เราไม่มีเครื่องกันฝนกันเลยนะแก
หลังจากจุดชมวิว เกรงว่าจะเปียกฝนกัน จึงก้มหน้าก้มตาเดินไม่ได้ถ่ายรูปมากนัก แต่ทางก็ชันเหมือนเดิม
จนพ้นเนินตะคริว ใครเป็นคนตั้งชื่อไม่รู้ เป็นอันจบความชันสามโลกว่าๆ เดินกัน 6 ชั่วโมง ทำลายทุกสถิติ ฮ่าๆๆๆๆ
เราเป็น 7 คนที่เป็นนักท่องเที่ยว ไม่มีใครบนนี้อีกแล้ว นอกจากเจ้าหน้าที่สองคนที่ประจำอยู่ที่นี่ และน้องหมาอีกสามสี่ตัว
ลุงติ๊กเจ้าหน้าที่อุทยาน เห็นเราเป็นสาวเป็นนางหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ลุงช่วยเรากางเต๊นท์และอนุญาติให้เราใช้ครัวได้ด้วย
หมอกเริ่มมา อากาศเริ่มเย็น ไม่มีใครพกเสื้อกันหนาวมา แต่อย่างน้อยเราก็ไม่เจอฝน เพราะฝนกำลังตกอยู่ข้างล่างเรานั่นเอง
หลังจากข้างล่างหยุด เราก็มองเห็นเมืองชัดๆ อากาศดี๊ดี แอบหนาวนิดหน่อยแต่ทนได้สบายมาก
ว่าด้วยเรื่องยอดเขาทั้ง 4 เรามาถึงก็เกือบจะเย็นแล้ว จุดชมพระอาทิตย์ตกคือ เขาแม่ย่าและเขาภูกา
พวกเราสามัคคีชุมนุมว่า ไม่ไป เดินไม่ไหว ฮ่าๆๆๆ เลยเลือกเอาผานารายณ์ไว้ดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าละกัน
จุดกลางเต๊นท์ตรงนี้สภาพดีเยี่ยมค่ะ มีห้องน้ำสะอาดดี ร้านค้าเล็กๆที่ของแพงมาก เพราะต้องแบกขึ้นมา
เราใช้หม้อไหชามเครื่องครัวของลุงทำอาหารเย็นง่ายๆกัน แล้วก็ทำเผื่อลุงด้วย เป็นมื้อค่ำที่มีแต่ มาม่า เต้าหู้ หมูยอ ไข่ และข้าวจี่ ฮ่าๆๆ
ลืมตาขึ้นมาก็เห็นแสงเช้า อากาศเย็น มันชื่นใจ แต่ ขาาาาา ขาตึง ก้าวไม่ออก ปวด ระบม
ค่อยๆพาตัวเองเดินขึ้นเนินไปอีก 400 เมตร หยุดกันที่ผานารายณ์
ผานารายณ์นี่สามาถชมวิวได้เกือบ 360 องศาเลยทีเดียวค่ะ ติดแค่ทางขวา ซึ่งเป็นทางที่เราเดินมานั่นแหละ
ไหนพระอาทิตย์ ข้างมีแต่เมฆดำปึ๊ด มีแสงลอดมาจิ๊ดนึง
ทางซ้ายนี่ดำกว่าอีก
ข้างหลังนี่ฝนตกเลย
..... ก็ได้ นั่งรอ เผื่อฟ้าจะเป็นใจ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ก็ไม่มีแสงใดให้เห็น
บ้านสองสามหลังนั้นคือจุดเริ่มเดิน เฮ้ยเราเดินกันมาขนาดนี้เลยเหรอ ทึ่งตัวเอง
นั่งรอตั้งนานก็ไม่เจอแดด นอกจากแสงลอดแบบนี้
พี่เมฆก็ไล่มาติดๆ เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันใย ก็ได้ กลับก็ได้
กลับลงมาก็เตรียมข้าวเช้า มาม่าอีกแล้ว และของหวานก็มะขามป้อม ซึ่งมีอยู่เยอะแยะ ลุงให้เก็บกินได้
ร่ำลาลุงติ๊กผู้ใจดีมาก แล้วเราก็กลับกัน
ขาลง ตัดสินใจแบกกันเอง อยากประหยัด ก็ได้ แบกเองคนละหกเจ็ดโล ไม่เยอะนี่หน่า
แต่ว่า.....
ลงมาเท่านั้นแหละ ถึงกับเดินไม่ได้ เป็นง่อยกันถ้วนหน้า แม้แต่นั่งชักโครกก็ลำบากอย่างยิ่ง เดินลงบันไดขั้นละห้าวินาที
เกิดผลกระทบกับขานานมาก สี่วันเป็นอย่างน้อยกว่าจะเดินเป็นปกติ
สรุปคร่าวๆนะคะ
1. ใครจะไปเดินฟิตขากันหน่อยก็ดี เราไปแบบไม่ได้เตรียมตัว ลงมาง่อยกิน เดินไม่คล่องไปหลายวัน
2. ค่าใช้จ่ายไม่แพง เราหมดกันจำตัวเลขเป๊ะๆไม่ได้ แต่ไม่เกินคนละ 800 บาทแน่นอน
3. อาหาร เตรียมขึ้นไปเองหม้อไหชามเตา ยืมเจ้าหน้าที่ได้ แต่หากคนเยอะก็อาจไม่เพียงพอค่ะ
น้ำดื่มมีรายทาง แต่จะไปปิ้งย่างชาบูชิอันนี้เตรียมเองนะคะ
4. ยุงชุมมาก หากใส่ขาสั้นแขนสั้นเดินป่าก็โบกยาทากันยุงบ่อยๆดีกว่าค่ะ
5. นอกจากทางเดินขึ้นแคมป์จะชันแล้ว ทางเดินไปยอดเขาทั้งสี่ก็ชันไม่แพ้กัน เราจึงยอมแพ้ เดินไม่ไหว ไว้คราวหน้าแล้วเนาะ
งวดหน้า มีทริปดองไว้ตั้งแต่ธันวาคม เดี๋ยวจะแว๊บมาเล่านะคะ
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น