สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 16
จริงๆแล้วการให้เกียรติ...โดยไม่ปฎิบัติตามกติกา...
เป็นการยกเว้นให้คนใดคนหนึ่ง....เป็นเรื่องที่ไม่พึ่งกระทำ....ในหลักนิติรัฐ...
ต้องมาปรับทัศนคติกันใหม่....
การปฏิบัติตามกฎหมายตามกติกา...คือการให้เกียรติแล้ว....ไม่ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร....
ออกหมายเรียก...คือการเชิญมาพบ ไม่ให้เกียรติตรงไหน....
ไม่มาก็ออกหมายจับ...กติกาว่างั้น...ก็ทำซะแต่แรกก็ไม่เกิดเรื่อง....
สมควรแล้วเจอตอกหน้ากลับมาอย่างนี้....
เป็นการยกเว้นให้คนใดคนหนึ่ง....เป็นเรื่องที่ไม่พึ่งกระทำ....ในหลักนิติรัฐ...
ต้องมาปรับทัศนคติกันใหม่....
การปฏิบัติตามกฎหมายตามกติกา...คือการให้เกียรติแล้ว....ไม่ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร....
ออกหมายเรียก...คือการเชิญมาพบ ไม่ให้เกียรติตรงไหน....
ไม่มาก็ออกหมายจับ...กติกาว่างั้น...ก็ทำซะแต่แรกก็ไม่เกิดเรื่อง....
สมควรแล้วเจอตอกหน้ากลับมาอย่างนี้....
ความคิดเห็นที่ 11
เปิดปูม‘สมศักดิ์ โตรักษา’ทนาย‘สมเด็จฯช่วง’
เปิดปูม‘สมศักดิ์ โตรักษา’ ทนาย‘สมเด็จฯช่วง’ : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย
ในช่วงเริ่มต้นของการสืบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงกรณีเบนซ์คลาสสิกจดประกอบ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ในความครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มี “ศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร” เป็นทนายความดูแลการประสานข้อมูลให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ
แต่เมื่อคดีเริ่มมีความชัดเจน ว่าขั้นตอนการนำเข้า การจดประกอบ ผิดกฎหมายหลายขั้นตอน ทางวัดปากน้ำได้เปลี่ยนทีมทนายความให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานทนายความ “สมศักดิ์ โตรักษา” ส่วน “ศุภภัทร์พจน์” กลับไปทำหน้าที่ไวยาวัจกรวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ที่มีพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ “หลวงพี่น้ำฝน” เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งวัดแห่งนี้ก็มีคดีนำเข้ารถจากัวร์โบราณที่อยู่ในชั้นการตรวจสอบของดีเอสไอว่าข้อเท็จจริงเป็น “รถจากัวร์” หรือ “แพนเธอร์” กันแน่

http://www.komchadluek.net/detail/20160318/224359.html
เปิดปูม‘สมศักดิ์ โตรักษา’ ทนาย‘สมเด็จฯช่วง’ : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย
ในช่วงเริ่มต้นของการสืบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงกรณีเบนซ์คลาสสิกจดประกอบ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ในความครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มี “ศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร” เป็นทนายความดูแลการประสานข้อมูลให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ
แต่เมื่อคดีเริ่มมีความชัดเจน ว่าขั้นตอนการนำเข้า การจดประกอบ ผิดกฎหมายหลายขั้นตอน ทางวัดปากน้ำได้เปลี่ยนทีมทนายความให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานทนายความ “สมศักดิ์ โตรักษา” ส่วน “ศุภภัทร์พจน์” กลับไปทำหน้าที่ไวยาวัจกรวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ที่มีพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ “หลวงพี่น้ำฝน” เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งวัดแห่งนี้ก็มีคดีนำเข้ารถจากัวร์โบราณที่อยู่ในชั้นการตรวจสอบของดีเอสไอว่าข้อเท็จจริงเป็น “รถจากัวร์” หรือ “แพนเธอร์” กันแน่

http://www.komchadluek.net/detail/20160318/224359.html
แสดงความคิดเห็น
@@มุมกาแฟNONแดง(มุมนี้ไม่มีใครเป็นเสื้อแดง)วันอาทิตย์ที่ 20/03/2559:จ่อ ออกหมายจับสมเด็จช่วง@@
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปพบสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตามนัดช่วงค่ำวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับไม่ได้สอบปากคำกรณีครอบครองรถเบนซ์โบราณผิดกฎหมาย เนื่องจากฝ่ายกฎหมายของวัดขอให้ดีเอสไอไปกำหนดประเด็นคำถามเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมาให้วัดปากน้ำพิจารณาว่า กรณีแบบนี้ไม่สามารถทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร อยากถามว่าจำเป็นต้องทำหนังสือส่งไปให้หรือ เมื่อสอบปากคำแล้วไม่ให้ก็จบ เมื่อนัดเวลาสอบปากคำเวลา 20.00 น. แล้วมาบอกว่าไม่รู้เรื่องทำไมให้เสียเวลา
“ไม่เป็นไร ผมสั่งดีเอสไอไปแล้วว่าให้ทำตามกฎหมาย ทุกอย่างก็จบแค่นั้น เราให้เกียรติมาพอสมควร ผมได้กำชับสั่งการให้นำดอกไม้ธูปเทียนแพ ไปกราบ เป็นการให้ความเคารพให้เกียรติอย่างผู้ที่ควรเคารพ และทำหนังสือเพื่อไม่ให้ออกหมายเรียก แล้วก่อนหน้านั้นคุณก็ติดต่อมาโดยต่อรองว่าขอให้ทนายเข้ารับฟังการสอบปากคำด้วย แสดงว่าคุณยอมรับว่าจะให้สอบปากคำ แต่พอถึงเวลามาพูดแบบนี้ทำไม ผมพูดแล้วไงว่าอย่าหาว่าเราดึงเรื่องอย่างที่คุณพูด และอย่าหาว่าเราไม่ให้เกียรติกัน อย่ามาพูดเพราะผมได้ทำทุกเรื่องแล้ว สิ่งที่คุณทำมันเกินเลย ไม่ว่าจะเป็นการยึดโทรศัพท์และไม่ให้แถลงข่าวที่วัด ผมไม่อยากให้ลูกน้องไปต่อล้อต่อเถียง ทางวัดบอกให้ทำอะไรก็ทำตามหมดท้ายสุดบอกไม่ให้สอบปากคำ ผมก็ให้เกียรติสมเด็จช่วง ผมไม่รู้ว่าการที่ทนายวัดทำแบบนี้เป็นเพราะว่าสมเด็จช่วงสั่งหรือไม่ หรือว่าทนายวัดและลูกน้องคิดกันขึ้นมาเอง” พล.อ.ไพบูลย์ระบุ
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า การที่จะให้ดีเอสไอส่งหนังสือไปสอบปากคำอีก ไม่จบหรอก เพราะการให้ปากคำแต่ละเรื่องมีประเด็นอยู่ในคำถามอยู่ในประเด็นนั้นๆ ไม่ใช่ว่าพอตอบคำถามแล้วมีข้อสงสัย แล้วส่งหนังสือกลับมาถามดีเอสไออีก ถามกันกลับไปกลับมาแบบนี้ไม่จบ น่าจะให้ปากคำด้วยวาจา ถ้าตัวเองมีความมั่นใจว่ามีข้อมูลจริง ก็พูดมาได้เลย เดี๋ยวระวังดีเอสไอจะออกมาเรียกและออกหมายจับ ในฐานะเป็นพยานและฐานะผู้ต้องหาแล้วจะไปกันใหญ่ด้วยการที่ไม่ให้ความร่วมมือแบบนี้ หากดีเอสไอได้ข้อมูลแค่นี้จะประเมินแค่นี้ เพราะมีข้อมูลเบื้องต้นอยู่แล้ว
“ผมอยากถามว่าเรื่องนี้ใครเสีย ผู้ใหญ่ เด็กบริวารมันทำให้ผู้ใหญ่เสียหายหรือไม่ สิ่งที่ทนายวัดขอมามันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติหรือไม่ เป็นการประวิงหรืออะไรกันแน่ผมก็ไม่เข้าใจ สังคมต้องมองว่าใครเป็นผู้เสียหายนั้นแหละจะเป็นคำตอบ ถ้าดีเอสไอสรุปสำนวนเสร็จแล้วจะมาบอกที่หลังว่าดีเอสไอไม่เคยมาถามอะไรเลยมันก็จะเป็นปัญหาอีก ผมขอถามสังคมว่าใครเสียหาย เพราะคุณไปทำอะไรในสิ่งที่มันผิดปกติไง ผมไม่เคยทำอะไรที่เลวร้ายกว่าปกติ ผมทำดีกว่าปกติ การที่สมเด็จช่วงไม่ให้ปากคำเป็น เพราะว่าท่านไม่ให้สอบปากคำเอง หรือว่าลูกศิษย์เป็นคนพูดเอง ผมไม่รู้ใครเป็นคนต้นคิด แต่ผมไม่เชื่อว่าสมเด็จช่วงจะเป็นคนอย่างนี้ อาจจะเป็นทีมทนายวัดตะแบงกันเอง ผมไม่รู้เป็นการกีดกันหรือไม่ แต่การกระทำลักษณะนี้มันเหมาะสมกระทำหรือไม่ สังคมพิจารณากันเอง แต่อย่ามาหาว่าเราเลือกปฏิบัติไม่ให้ความเป็นธรรม เพราะการสอบปากคำเป็นการให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกระบุในเนื้อหามากที่สุดแล้ว” รมว.ยุติธรรมกล่าว
เมื่อถามว่า การที่สมเด็จช่วงไม่ให้ปากคำดีเอสไอจะสามารถสรุปสำนวนคดีได้เลยหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า หากไม่ให้ปากคำก็สรุปสำนวนคดี และต่อไปนี้ให้ทำตามกฎหมาย เพราะดีเอสไอสามารถทำได้ แต่ระวังเมื่อออกหมายเรียกมาสอบปากคำแล้วไม่มา ขั้นต่อไปจะต้องออกหมายจับ ถ้าไม่ให้ออกหมายจับแล้วจะให้ทำอะไร เพราะต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายแบบนี้ ซึ่งต้องไปขอศาลเพื่อออกหมายจับ แต่ศาลจะให้หรือไม่เป็นเรื่องของศาล ทั้งนี้จะไม่ให้ดีเอสไอทำหนังสือส่งไปให้สมเด็จช่วง เพราะไม่สามารถทำได้ ไม่มีหลักกฎหมายใดที่บอกให้ทำได้ กรณีแบบนี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เวลาจะไปสอบปากคำจะต้องบอกคนถูกสอบก่อนหรือว่าจะสอบประเด็นอะไร ไม่ใช่ระบบการสอบสวนแล้ว เพราะการซักถามประเด็นต้องถามปากต่อปากและบันทึกแบบปากต่อปากในแต่ละประเด็น
ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอดำเนินการตามที่นโยบาย พล.อ.ไพบูลย์ กำชับว่าต้องให้ความเคารพและให้เกียรติสมเด็จช่วง ดีเอสไอจึงทำหนังสือไปขอเข้าพบ หากวัดปากน้ำต้องการหมายเรียกเข้าให้ปากคำพร้อมดำเนินการให้ตามกฎหมาย ระหว่างนี้การสอบสวนคดีดังกล่าวจะไม่กระทบหรือส่งผลให้ต้องล่าช้าออกไป เพราะยังมีพยานปากอื่นที่สามารถไปสอบก่อนได้ ส่วนการนัดสอบปากคำพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเลขานุการส่วนตัวสมเด็จช่วง ซึ่งเป็นผู้ถวายรถ ในวันที่ 21 มี.ค.นี้ คาดว่าคงไม่เป็นเหมือนกรณีของสมเด็จช่วง
วันเดียวกัน พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ขอบคุณ พล.ต.อ.สุวรรณ สุวรรณเวโช นายกสมาคมตำรวจและสมาคมตำรวจ ที่ส่งหนังสือที่ สตร.248/2559 เรื่องสนับสนุนการยืนหยัดยึดมั่นในหลักการเพื่อพิทักษ์พระพุทธศาสนา
โดยหนังสือดังกล่าวมีใจความว่า "ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนแขวงต่างๆ ที่บุคคลบางคนและบางกลุ่ม ได้มีพฤติการณ์ใส่ร้าย จาบจ้วง พระเถระชั้นผู้ใหญ่ คัดค้านมติมหาเถรสมาคม รวมทั้งฉวยโอกาส ผลักดัน เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายอำนาจการปกครองคณะสงฆ์ มาโดยลำดับ มีเพียงพระคุณเจ้าพระเมธีธรรมาจารย์ และพระภิกษุจำนวนมากได้แสดงออกถึงการคัดค้านพฤติการณ์ดังกล่าว แต่กลับได้รับการปฏิบัติจากฝ่ายที่มีอำนาจ พยายามใช้แนวทางของกฎหมายพิเศษเพื่อดำเนินคดีกับพระเจ้าคุณ และคณะภิกษุสงฆ์ จึงนมัสการมาเพื่อยืนยันสนับสนุนพระคุณเจ้าพระเมธีธรรมจารย์และคณะสงฆ์ดังกล่าวอย่างจริงใจ ในการแสดงออกที่สงบสันติโดยใช้หลักการทั้งทางธรรมวินัย กฎหมายและความถูกต้องเป็นธรรมอย่างแข็งขัน เพื่อพิทักษ์พุทธศาสนาไว้ให้ยั่งยืนมั่นคงสืบไป.
http://www.thaipost.net/?q=%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E2%80%98%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E2%80%99