@@มุมกาแฟNONแดง(มุมนี้ไม่มีใครเป็นเสื้อแดง)วันอาทิตย์ที่ 20/03/2559:จ่อ ออกหมายจับสมเด็จช่วง@@

กระทู้คำถาม
"บิ๊กต๊อก" ฉุนทนายวัดปากน้ำเตะถ่วง เมินส่งหนังสือถามตามคำขอ สั่งดีเอสไอเดินหน้าตามขั้นตอน จ่อออกหมายเรียก "สมเด็จช่วง" ขู่ไม่มาเจอหมายจับ ยันที่ผ่านมาให้เกียรติแล้ว "ไพสิฐ" ดักคอ "หลวงพี่แป๊ะ" อย่าเบี้ยวสอบปากคำ 21 มี.ค.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปพบสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตามนัดช่วงค่ำวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับไม่ได้สอบปากคำกรณีครอบครองรถเบนซ์โบราณผิดกฎหมาย เนื่องจากฝ่ายกฎหมายของวัดขอให้ดีเอสไอไปกำหนดประเด็นคำถามเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมาให้วัดปากน้ำพิจารณาว่า กรณีแบบนี้ไม่สามารถทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร อยากถามว่าจำเป็นต้องทำหนังสือส่งไปให้หรือ เมื่อสอบปากคำแล้วไม่ให้ก็จบ เมื่อนัดเวลาสอบปากคำเวลา 20.00 น. แล้วมาบอกว่าไม่รู้เรื่องทำไมให้เสียเวลา

“ไม่เป็นไร ผมสั่งดีเอสไอไปแล้วว่าให้ทำตามกฎหมาย ทุกอย่างก็จบแค่นั้น เราให้เกียรติมาพอสมควร ผมได้กำชับสั่งการให้นำดอกไม้ธูปเทียนแพ ไปกราบ เป็นการให้ความเคารพให้เกียรติอย่างผู้ที่ควรเคารพ และทำหนังสือเพื่อไม่ให้ออกหมายเรียก แล้วก่อนหน้านั้นคุณก็ติดต่อมาโดยต่อรองว่าขอให้ทนายเข้ารับฟังการสอบปากคำด้วย แสดงว่าคุณยอมรับว่าจะให้สอบปากคำ แต่พอถึงเวลามาพูดแบบนี้ทำไม ผมพูดแล้วไงว่าอย่าหาว่าเราดึงเรื่องอย่างที่คุณพูด และอย่าหาว่าเราไม่ให้เกียรติกัน อย่ามาพูดเพราะผมได้ทำทุกเรื่องแล้ว สิ่งที่คุณทำมันเกินเลย ไม่ว่าจะเป็นการยึดโทรศัพท์และไม่ให้แถลงข่าวที่วัด ผมไม่อยากให้ลูกน้องไปต่อล้อต่อเถียง ทางวัดบอกให้ทำอะไรก็ทำตามหมดท้ายสุดบอกไม่ให้สอบปากคำ ผมก็ให้เกียรติสมเด็จช่วง ผมไม่รู้ว่าการที่ทนายวัดทำแบบนี้เป็นเพราะว่าสมเด็จช่วงสั่งหรือไม่ หรือว่าทนายวัดและลูกน้องคิดกันขึ้นมาเอง” พล.อ.ไพบูลย์ระบุ

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า การที่จะให้ดีเอสไอส่งหนังสือไปสอบปากคำอีก ไม่จบหรอก เพราะการให้ปากคำแต่ละเรื่องมีประเด็นอยู่ในคำถามอยู่ในประเด็นนั้นๆ ไม่ใช่ว่าพอตอบคำถามแล้วมีข้อสงสัย แล้วส่งหนังสือกลับมาถามดีเอสไออีก ถามกันกลับไปกลับมาแบบนี้ไม่จบ น่าจะให้ปากคำด้วยวาจา ถ้าตัวเองมีความมั่นใจว่ามีข้อมูลจริง ก็พูดมาได้เลย เดี๋ยวระวังดีเอสไอจะออกมาเรียกและออกหมายจับ ในฐานะเป็นพยานและฐานะผู้ต้องหาแล้วจะไปกันใหญ่ด้วยการที่ไม่ให้ความร่วมมือแบบนี้ หากดีเอสไอได้ข้อมูลแค่นี้จะประเมินแค่นี้ เพราะมีข้อมูลเบื้องต้นอยู่แล้ว

“ผมอยากถามว่าเรื่องนี้ใครเสีย ผู้ใหญ่ เด็กบริวารมันทำให้ผู้ใหญ่เสียหายหรือไม่ สิ่งที่ทนายวัดขอมามันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติหรือไม่ เป็นการประวิงหรืออะไรกันแน่ผมก็ไม่เข้าใจ สังคมต้องมองว่าใครเป็นผู้เสียหายนั้นแหละจะเป็นคำตอบ ถ้าดีเอสไอสรุปสำนวนเสร็จแล้วจะมาบอกที่หลังว่าดีเอสไอไม่เคยมาถามอะไรเลยมันก็จะเป็นปัญหาอีก ผมขอถามสังคมว่าใครเสียหาย เพราะคุณไปทำอะไรในสิ่งที่มันผิดปกติไง ผมไม่เคยทำอะไรที่เลวร้ายกว่าปกติ ผมทำดีกว่าปกติ การที่สมเด็จช่วงไม่ให้ปากคำเป็น เพราะว่าท่านไม่ให้สอบปากคำเอง หรือว่าลูกศิษย์เป็นคนพูดเอง ผมไม่รู้ใครเป็นคนต้นคิด แต่ผมไม่เชื่อว่าสมเด็จช่วงจะเป็นคนอย่างนี้ อาจจะเป็นทีมทนายวัดตะแบงกันเอง ผมไม่รู้เป็นการกีดกันหรือไม่ แต่การกระทำลักษณะนี้มันเหมาะสมกระทำหรือไม่ สังคมพิจารณากันเอง แต่อย่ามาหาว่าเราเลือกปฏิบัติไม่ให้ความเป็นธรรม เพราะการสอบปากคำเป็นการให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกระบุในเนื้อหามากที่สุดแล้ว” รมว.ยุติธรรมกล่าว

เมื่อถามว่า การที่สมเด็จช่วงไม่ให้ปากคำดีเอสไอจะสามารถสรุปสำนวนคดีได้เลยหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า หากไม่ให้ปากคำก็สรุปสำนวนคดี และต่อไปนี้ให้ทำตามกฎหมาย เพราะดีเอสไอสามารถทำได้ แต่ระวังเมื่อออกหมายเรียกมาสอบปากคำแล้วไม่มา ขั้นต่อไปจะต้องออกหมายจับ ถ้าไม่ให้ออกหมายจับแล้วจะให้ทำอะไร เพราะต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายแบบนี้ ซึ่งต้องไปขอศาลเพื่อออกหมายจับ แต่ศาลจะให้หรือไม่เป็นเรื่องของศาล ทั้งนี้จะไม่ให้ดีเอสไอทำหนังสือส่งไปให้สมเด็จช่วง เพราะไม่สามารถทำได้ ไม่มีหลักกฎหมายใดที่บอกให้ทำได้ กรณีแบบนี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เวลาจะไปสอบปากคำจะต้องบอกคนถูกสอบก่อนหรือว่าจะสอบประเด็นอะไร ไม่ใช่ระบบการสอบสวนแล้ว เพราะการซักถามประเด็นต้องถามปากต่อปากและบันทึกแบบปากต่อปากในแต่ละประเด็น

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอดำเนินการตามที่นโยบาย พล.อ.ไพบูลย์ กำชับว่าต้องให้ความเคารพและให้เกียรติสมเด็จช่วง ดีเอสไอจึงทำหนังสือไปขอเข้าพบ หากวัดปากน้ำต้องการหมายเรียกเข้าให้ปากคำพร้อมดำเนินการให้ตามกฎหมาย ระหว่างนี้การสอบสวนคดีดังกล่าวจะไม่กระทบหรือส่งผลให้ต้องล่าช้าออกไป เพราะยังมีพยานปากอื่นที่สามารถไปสอบก่อนได้ ส่วนการนัดสอบปากคำพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเลขานุการส่วนตัวสมเด็จช่วง ซึ่งเป็นผู้ถวายรถ ในวันที่ 21 มี.ค.นี้ คาดว่าคงไม่เป็นเหมือนกรณีของสมเด็จช่วง

วันเดียวกัน พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ขอบคุณ พล.ต.อ.สุวรรณ สุวรรณเวโช นายกสมาคมตำรวจและสมาคมตำรวจ ที่ส่งหนังสือที่ สตร.248/2559 เรื่องสนับสนุนการยืนหยัดยึดมั่นในหลักการเพื่อพิทักษ์พระพุทธศาสนา

โดยหนังสือดังกล่าวมีใจความว่า "ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนแขวงต่างๆ ที่บุคคลบางคนและบางกลุ่ม ได้มีพฤติการณ์ใส่ร้าย จาบจ้วง พระเถระชั้นผู้ใหญ่ คัดค้านมติมหาเถรสมาคม รวมทั้งฉวยโอกาส ผลักดัน เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายอำนาจการปกครองคณะสงฆ์ มาโดยลำดับ มีเพียงพระคุณเจ้าพระเมธีธรรมาจารย์ และพระภิกษุจำนวนมากได้แสดงออกถึงการคัดค้านพฤติการณ์ดังกล่าว แต่กลับได้รับการปฏิบัติจากฝ่ายที่มีอำนาจ พยายามใช้แนวทางของกฎหมายพิเศษเพื่อดำเนินคดีกับพระเจ้าคุณ และคณะภิกษุสงฆ์ จึงนมัสการมาเพื่อยืนยันสนับสนุนพระคุณเจ้าพระเมธีธรรมจารย์และคณะสงฆ์ดังกล่าวอย่างจริงใจ ในการแสดงออกที่สงบสันติโดยใช้หลักการทั้งทางธรรมวินัย กฎหมายและความถูกต้องเป็นธรรมอย่างแข็งขัน เพื่อพิทักษ์พุทธศาสนาไว้ให้ยั่งยืนมั่นคงสืบไป.

http://www.thaipost.net/?q=%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E2%80%98%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E2%80%99
แก้ไขข้อความเมื่อ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 16
จริงๆแล้วการให้เกียรติ...โดยไม่ปฎิบัติตามกติกา...
เป็นการยกเว้นให้คนใดคนหนึ่ง....เป็นเรื่องที่ไม่พึ่งกระทำ....ในหลักนิติรัฐ...

ต้องมาปรับทัศนคติกันใหม่....
การปฏิบัติตามกฎหมายตามกติกา...คือการให้เกียรติแล้ว....ไม่ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร....

ออกหมายเรียก...คือการเชิญมาพบ ไม่ให้เกียรติตรงไหน....
ไม่มาก็ออกหมายจับ...กติกาว่างั้น...ก็ทำซะแต่แรกก็ไม่เกิดเรื่อง....

สมควรแล้วเจอตอกหน้ากลับมาอย่างนี้....
ความคิดเห็นที่ 9
พระสงฆ์ที่ท่านปฏิบัติดีก็มีอีกเยอะแยะค่ะ  ถ้าเรายึดติดกับบุคคลอีก ศาสนาพุทธก็เสื่อมสูญแน่ ยึดในพระธรรมดีที่สุด พระที่ไม่มีศีลไม่ใช่พระค่ะ เสื่อมที่คนไม่ได้เสื่อมที่แก่น
ความคิดเห็นที่ 11
เปิดปูม‘สมศักดิ์ โตรักษา’ทนาย‘สมเด็จฯช่วง’
เปิดปูม‘สมศักดิ์ โตรักษา’ ทนาย‘สมเด็จฯช่วง’ : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย
           ในช่วงเริ่มต้นของการสืบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงกรณีเบนซ์คลาสสิกจดประกอบ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ในความครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มี “ศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร” เป็นทนายความดูแลการประสานข้อมูลให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ
           แต่เมื่อคดีเริ่มมีความชัดเจน ว่าขั้นตอนการนำเข้า การจดประกอบ ผิดกฎหมายหลายขั้นตอน ทางวัดปากน้ำได้เปลี่ยนทีมทนายความให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานทนายความ “สมศักดิ์ โตรักษา” ส่วน “ศุภภัทร์พจน์” กลับไปทำหน้าที่ไวยาวัจกรวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ที่มีพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ “หลวงพี่น้ำฝน” เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งวัดแห่งนี้ก็มีคดีนำเข้ารถจากัวร์โบราณที่อยู่ในชั้นการตรวจสอบของดีเอสไอว่าข้อเท็จจริงเป็น “รถจากัวร์” หรือ “แพนเธอร์” กันแน่


http://www.komchadluek.net/detail/20160318/224359.html
ความคิดเห็นที่ 8
ไม่ยึดติดกับลาภสักการะก็ไม่มีปัญหาแต่แรก นี่เพราะยึดติดไงเลยติดแหงกสิทีนี้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่