เรื่องเล่าจากเหตุการณ์จริงเมื่อ 15 ปีที่แล้ว กับชื่อเรื่อง " คนสุดท้าย "
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ผมย้ายบ้านไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่แห่งนึง ผ่านไปเป็นปี ก็ได้รู้จักรุ่นน้องกลุ่มนึงในระแวกแถวบ้าน
ช่วงนั้นรุ่นน้องพวกนี้อายุประมาณ 20 ต้นๆ ได้
ทุกเย็นพวกรุ่นน้องเหล่านี้ จะมานั่งจับกลุ่มกลางซอย พบปะพุดคุยกันบ้าง ดื่มกินกันบ้าง ตามประสาวัยรุ่นในซอยทั่วไป
ผมก็เริ่มสนิทคุ้นเคยมากขึ้นเรื่อยๆ
จนมีอยู่ช่วงนึง รุ่นน้องเหล่านี้ จึงชวนกันไปลองของตามสถานที่ต่างๆ ที่น่ากลัว อย่างรายการผี ที่เขาออกไปสำรวจกัน
ถ้าคนเยอะก็ไปรถ 2 คัน ทั้งหมดประมาณ 7-8 คน เรียกได้ว่าช่วงนั้น ไปกันทุกสุดสัปดาห์ เริ่มจากการไปในระแวกกรุงเทพฯ ที่มีชื่อว่าเฮี้ยน
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ได้แค่ความหวาดเสียว ความระแวง จิตหลอนกันไปต่างๆ นานา จากการได้ยินโน่นนี่นั่นบ้าง เงาบ้าง
แต่ก็ไม่เคยพบเจออะไรที่มากไปกว่าเสียงและเงา
จากในกรุงเทพฯ ก็ขยับไปรอบๆ กรุงเทพฯ ช่วงเขตปริมณฑล ก็เหมือนเดิม ได้ยินแต่เสียงบ้าง มีลมพัดแรงผิดปกติบ้าง เงาบ้าง
เป็นปกติเหมือนที่ผ่านมา จนเวลาผ่านไปเป็นเดือนไปกันทุกสัปดาห์ในช่วงนั้น ตัวผมเองก็ได้ไปบ้าง ไม่ได้ไปบ้าง
จนมาครั้งนี้ ครั้งที่ผมจะเล่าต่อไป แต่ครั้งนี้ ผมไม่ได้ไป และคิดมาจนถึงทุกวันนี้ ว่าดีแล้วที่ไม่ได้ไป
เรื่องคือ ครั้งนี้ พวกรุ่นน้องเหล่านี้ ได้ไปสำรวจกันในจังหวัดแห่งนึง ในรอบนอกต่อจากปริมลฑล วันนั้นที่ไป ไปกันทั้งหมด 5 คน
จุดหมายที่ไปในครั้งนี้ บ้านร้าง ที่หนึ่งในกลุ่มที่ไปแนะนำจากการบอกเล่าของเพื่อนมันอีกที
ลักษณะโรเคชั่น คือ ถ้ามองจากถนนใหญ่ มองเข้าไป จะเป็นทุ่งหญ้าสูงกว้างมาก ให้นึกถึงเวลาออกต่างจังหวัดแล้วเห็นผืนนา
แต่นี่เป็นป่าหญ้าข้างทาง แล้วจะมีถนนตัดเข้าไป เป็นถนนดินลูกรัง 2 เลนส์สวนกัน เข้าไปประมาณ 4-5 กิโล
เมื่อขับรถเข้าไปเรื่อยๆ จากที่เป็นป่าหญ้า ก็จะเป็นเหมือนป่าหญ้าผสมป่าต้นไม้สูง ความสูงประมาณต้นมะม่วงโตเต็มที่ ต้นมะขามโตเต็มที่
ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางขึ้นรกร้างเต็มไปหมด จนมาพบบ้านร้างหลังนึง ตั้งอยู่กลางป่าต้นไม้สูงนี้ ไม่มีแสงไฟในระแวกนั้น
ต้องใช้แสงไฟจากรถช่วยนำทาง รอบๆ บริเวณมีแต่เสียงแมลง จนมาถึงบริเวณทางเข้าบ้านหลังนี้ ซึ่งต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณไม่เกิน
50 เมตร
ลักษณะโรเคชั่นที่บอกมา คือสิ่งที่กลุ่มรุ่นน้องที่ไปเล่าให้ฟัง ซึ่งมักจะคล้ายสถานที่อื่นๆ ที่เคยได้ไปลอง
พอรถจอด ก็พากันเดินเท้าเข้าไปสำรวจกัน โดยการใช้ไฟฉายพวงกุญแจนำทางเล็กๆ และแสงไฟจากมือถือ
ก็เดินสำรวจในบ้านตามปกติอย่างที่เคยสำรวจ
แต่ที่นี่แปลกกว่าที่อื่น คือ เสียงที่ได้ยินแว่วหูทุกคน นั่นคือ เสียงน้ำ เสียงเหมือนคนเอามือแหวกน้ำ ซึ่งระแวกนั้นก็ไม่แน่ใจว่ามีบึงหรือคลอง
หรือเปล่า เพราะมันมืดมาก ทุกคนพยายามหาที่มาของเสียง และสาดไฟฉายที่มันไม่ใหญ่มาก พยายามส่องหาแหล่งน้ำและที่มาของเสียง
และเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กทั่วไป เหมือนอย่างที่เคยได้ยินจากที่อื่น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนตอนจะกลับ
ทุกคนก็เดินกำลังเดินกลับไปที่รถ ก็มีน้องคนนึงปวดฉี่ จึงขอฉี่ก่อนที่จะขึ้นรถ อีก 4 คนที่เหลือก็เดินไปที่รถ ช่วงที่อีก 4 คนกำลังเดินไปรอที่รถ
คนที่ฉี่เสร็จก็เดินตามหลังมา พอ 4 คนที่เดินนำมาถึงที่รถ ก็รอที่รถ สตาร์ทเครื่องรอ
พอน้องคนที่ฉี่เดินมาถึงรถและเปิดประตู ทันใดนั้น รถมันดันล๊อคอยู่ และมีเสียงง้างที่เปิดเพื่อจะประตู แต่ประตูมันล๊อคอยู่
คนขับเลยปลดล๊อค แต่พอปลดล๊อคแล้ว น้องคนที่เดินตามมาคนสุดท้ายกลับไม่เปิดประตู
ทุกคนเลยหันไปมองที่หน้าต่างประตูหลังและมองทะลุกระจกหลังรถออกไป แต่กลับไม่มีน้องคนสุดท้ายยืนอยู่บริเวณนั้นเลย
ทุกคนเลยลงจากรถไปดูว่ามันหายไปไหน แต่ก็ไม่เจอในบริเวณรอบๆ รถ
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่ามันหายไปไหน เลยเดินย้อนกลับไป จุดแรกที่แวะหาคือ จุดที่น้องคนสุดท้ายขอฉี่
พอเดินไปถึงจุดที่น้องคนสุดท้ายยืนฉี่ สิ่งที่ทุกคนเห็นคือ น้องคนสุดท้ายคนนี้ เหมือนคนหมดสติในท่ายืนหันหน้าซบต้นไม้ใหญ่
ตอนนั้นทุกคนกลัวมาก และได้แต่ส่งเสียงเรียกชื่อน้องคนนี้ และถามว่าเป็นไรวะ แต่น้องคนนี้ไม่ตอบ ทุกคนยิ่งกลัวมากขึ้น
ถ้าน้องคนสุดท้ายคนนี้ หันมาแล้วไม่ใช่เพื่อนของพวกเขาล่ะ แล้วเสียงที่เดินตามมา ตอนที่จะเดินกลับไปขึ้นรถล่ะ เสียงใครเดินตามมา
ทุกคนตั้งสติและบอกว่าเข้าไปดูมันพร้อมๆ กัน พอเข้าไปถึงก็จับตัวหันหน้ามา ในขณะที่จับหันหน้ามา ขาของน้องคนสุดท้ายจึงอ่อนลง
และเหมือนจะล้มลง ทุกคนต้องช่วยกันพยุงไว้ สภาพตอนนั้นตาลอย แต่จริงๆ แล้วไม่หมดสติ ยังหายใจอยู่แต่ตาลอย เพื่อนๆ จึงพยุงไปที่รถ
พร้อมกับเรียกสติกลับมา
พอกลับมาถึงรถ ก็รีบขับรถออกจากบริเวณนั้น แล้วหาปั๊มเพื่อจะพาไปล้างหน้าล้างตา ทีท่าก็เหมือนจะดูดีขึ้น มีการขยับตัวย่อเข่า
ขึ้นมาบนเบาะนั่ง แล้วนั่งกอดเข่าอยู่คนเดียวไม่พูดจากับใคร เพื่อนถามว่าเจออะไรมาก็ไม่ตอบ
จนพาตัวไปส่งที่บ้าน เรียกแม่ของเขาลงมารับ แม่ของเขาก็ถามว่าเป็นอะไรไปไหนกันมา เพื่อนๆ ก็เล่าไปตามความจริง
และก็โดนแม่ของคนสุดท้ายต่อว่าต่างๆ นานา จนทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับ ส่วนน้องคนสุดท้ายก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของแม่ดูแลไป
หลังจากนั้นหลายวันต่อมา อาการของเพื่อนคนสุดท้ายก็ดีขึ้นตามลำดับ จนพูดและเล่าเหตุการณ์ได้
น้องคนสุดท้ายเล่าว่า ตอนที่เขาฉี่ตรงต้นไม้นั้น เขาได้มองผ่านต้นไม้ต้นที่เขายืนฉี่ไปด้านในป่าหญ้าป่าต้นไม้นั้น สิ่งที่เขาเห็นคือ
เห็นเงาเหมือนคนพายเรืออยู่ในลำคลองหรือบึงที่เห็น พายผ่านไป พายจากทางขวาไปซ้าย จากระยะที่มองเห็นตัวคลองหรือบึง
จากซ้ายไปขวาประมาณ 3-4 เมตร เพราะไม่รู้ว่าคลองหรือบึงนี่ใหญ่หรือยาวแค่ไหน แต่ระยะที่มองเห็น เห็นแค่ความยาวประมาณ 3-4 เมตร
เพราะต้นไม้ต้นหญ้าบังทั้งทางขวาและซ้ายของคลอง และช่องที่เห็นนี้กว้างประมาณ 3-4 เมตรนั่นเอง
น้องคนสุดท้ายบอกว่า พอพายผ่านไปทางซ้ายจนผ่านไปหลังต้นไม้ต้นหญ้า ต้นไม้ต้นหญ้าบังคลอง จนเรือหายไปแล้ว
ทางขวาก็มีเรือพายมาอีกลำ จนหายไปทางซ้ายอีกครั้ง ทางขวาก็มีพายมาอีกลำ วนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ หลายรอบ
จนเขารู้สึกช๊อคและเหมือนจะไม่มีแรงเดิน ไม่มีแรงวิ่ง เหมือนคนหมดหมดสติในท่ายืนก้มหน้าพิงต้นไม้ค้างอย่างนั้น
ต่อมาด้วยความที่ทุกคนอยากรู้ เลยนัดกันเพื่อที่จะไปดูที่นั่นอีกครั้งและครั้งนี้เอง ผมก็มีโอกาสได้ไปด้วย ในวันเสาร์สัปดาห์ต่อมา
แต่คราวนี้มีกันมากกว่าเดิม รถ 2 คัน เพื่อไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา แต่คราวนี้ไปในตอนกลางวัน
พอไปถึงสิ่งที่ทุกคนเห็นคือ ตรงที่น้องคนสุดท้ายยืนฉี่ มองไปเห็นมีคลองจริง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงและหวาดกลัวจนขนลุกนั่นคือ
มีเรือไม้เก่าๆ ลำนึง ไม้ผุพัง ฝุ่น เศษดินและหยากไย่ขึ้นเต็มไปหมด จอดวางอยู่บนบก ริมคลองนั้น พร้อมพาย 1 เก่าๆ หนึ่งอัน
ซึ่งสภาพที่เห็นไม่น่าจะนำมาใช้งานได้ หรือถ้ายังใช้งานได้ ก็น่าจะมีล่องลอยของคนที่เพิ่งใช้และไม่น่าจะมีฝุ่น เศษดินและหยากไย่เต็มไปหมด
แล้วสิ่งที่น้องคนสุดท้ายได้เห็นคนพายเรือนั่นคือใคร ?
และเสียงที่ทุกคนได้ยินในคืนนั้น ที่บอกว่าเป็นเสียงแหวกน้ำ น่าจะเป็นเสียงของไม้พายจากเรือลำนี้
หลังจากเรื่องวันนั้น ทุกคนต่างก็ไม่มีใคร ได้ออกสำรวจสถานที่ลักษณะนี้อีกเลย หยุดเป็นการถาวร
ทุกวันนี้สถานที่นั้น ตอนนี้เจริญขึ้นแล้ว ถนนก็เป็นถนนคอนกรีตแล้ว มีโรงงาน มีบ้านคน เจริญผิดหูผิดตาไปมาก
เรื่องที่จะเล่าก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ
เรื่องเล่าจากเหตุการณ์จริงเมื่อ 15 ปีที่แล้ว กับชื่อเรื่อง " คนสุดท้าย "
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ผมย้ายบ้านไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่แห่งนึง ผ่านไปเป็นปี ก็ได้รู้จักรุ่นน้องกลุ่มนึงในระแวกแถวบ้าน
ช่วงนั้นรุ่นน้องพวกนี้อายุประมาณ 20 ต้นๆ ได้
ทุกเย็นพวกรุ่นน้องเหล่านี้ จะมานั่งจับกลุ่มกลางซอย พบปะพุดคุยกันบ้าง ดื่มกินกันบ้าง ตามประสาวัยรุ่นในซอยทั่วไป
ผมก็เริ่มสนิทคุ้นเคยมากขึ้นเรื่อยๆ
จนมีอยู่ช่วงนึง รุ่นน้องเหล่านี้ จึงชวนกันไปลองของตามสถานที่ต่างๆ ที่น่ากลัว อย่างรายการผี ที่เขาออกไปสำรวจกัน
ถ้าคนเยอะก็ไปรถ 2 คัน ทั้งหมดประมาณ 7-8 คน เรียกได้ว่าช่วงนั้น ไปกันทุกสุดสัปดาห์ เริ่มจากการไปในระแวกกรุงเทพฯ ที่มีชื่อว่าเฮี้ยน
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ได้แค่ความหวาดเสียว ความระแวง จิตหลอนกันไปต่างๆ นานา จากการได้ยินโน่นนี่นั่นบ้าง เงาบ้าง
แต่ก็ไม่เคยพบเจออะไรที่มากไปกว่าเสียงและเงา
จากในกรุงเทพฯ ก็ขยับไปรอบๆ กรุงเทพฯ ช่วงเขตปริมณฑล ก็เหมือนเดิม ได้ยินแต่เสียงบ้าง มีลมพัดแรงผิดปกติบ้าง เงาบ้าง
เป็นปกติเหมือนที่ผ่านมา จนเวลาผ่านไปเป็นเดือนไปกันทุกสัปดาห์ในช่วงนั้น ตัวผมเองก็ได้ไปบ้าง ไม่ได้ไปบ้าง
จนมาครั้งนี้ ครั้งที่ผมจะเล่าต่อไป แต่ครั้งนี้ ผมไม่ได้ไป และคิดมาจนถึงทุกวันนี้ ว่าดีแล้วที่ไม่ได้ไป
เรื่องคือ ครั้งนี้ พวกรุ่นน้องเหล่านี้ ได้ไปสำรวจกันในจังหวัดแห่งนึง ในรอบนอกต่อจากปริมลฑล วันนั้นที่ไป ไปกันทั้งหมด 5 คน
จุดหมายที่ไปในครั้งนี้ บ้านร้าง ที่หนึ่งในกลุ่มที่ไปแนะนำจากการบอกเล่าของเพื่อนมันอีกที
ลักษณะโรเคชั่น คือ ถ้ามองจากถนนใหญ่ มองเข้าไป จะเป็นทุ่งหญ้าสูงกว้างมาก ให้นึกถึงเวลาออกต่างจังหวัดแล้วเห็นผืนนา
แต่นี่เป็นป่าหญ้าข้างทาง แล้วจะมีถนนตัดเข้าไป เป็นถนนดินลูกรัง 2 เลนส์สวนกัน เข้าไปประมาณ 4-5 กิโล
เมื่อขับรถเข้าไปเรื่อยๆ จากที่เป็นป่าหญ้า ก็จะเป็นเหมือนป่าหญ้าผสมป่าต้นไม้สูง ความสูงประมาณต้นมะม่วงโตเต็มที่ ต้นมะขามโตเต็มที่
ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางขึ้นรกร้างเต็มไปหมด จนมาพบบ้านร้างหลังนึง ตั้งอยู่กลางป่าต้นไม้สูงนี้ ไม่มีแสงไฟในระแวกนั้น
ต้องใช้แสงไฟจากรถช่วยนำทาง รอบๆ บริเวณมีแต่เสียงแมลง จนมาถึงบริเวณทางเข้าบ้านหลังนี้ ซึ่งต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณไม่เกิน
50 เมตร
ลักษณะโรเคชั่นที่บอกมา คือสิ่งที่กลุ่มรุ่นน้องที่ไปเล่าให้ฟัง ซึ่งมักจะคล้ายสถานที่อื่นๆ ที่เคยได้ไปลอง
พอรถจอด ก็พากันเดินเท้าเข้าไปสำรวจกัน โดยการใช้ไฟฉายพวงกุญแจนำทางเล็กๆ และแสงไฟจากมือถือ
ก็เดินสำรวจในบ้านตามปกติอย่างที่เคยสำรวจ
แต่ที่นี่แปลกกว่าที่อื่น คือ เสียงที่ได้ยินแว่วหูทุกคน นั่นคือ เสียงน้ำ เสียงเหมือนคนเอามือแหวกน้ำ ซึ่งระแวกนั้นก็ไม่แน่ใจว่ามีบึงหรือคลอง
หรือเปล่า เพราะมันมืดมาก ทุกคนพยายามหาที่มาของเสียง และสาดไฟฉายที่มันไม่ใหญ่มาก พยายามส่องหาแหล่งน้ำและที่มาของเสียง
และเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กทั่วไป เหมือนอย่างที่เคยได้ยินจากที่อื่น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนตอนจะกลับ
ทุกคนก็เดินกำลังเดินกลับไปที่รถ ก็มีน้องคนนึงปวดฉี่ จึงขอฉี่ก่อนที่จะขึ้นรถ อีก 4 คนที่เหลือก็เดินไปที่รถ ช่วงที่อีก 4 คนกำลังเดินไปรอที่รถ
คนที่ฉี่เสร็จก็เดินตามหลังมา พอ 4 คนที่เดินนำมาถึงที่รถ ก็รอที่รถ สตาร์ทเครื่องรอ
พอน้องคนที่ฉี่เดินมาถึงรถและเปิดประตู ทันใดนั้น รถมันดันล๊อคอยู่ และมีเสียงง้างที่เปิดเพื่อจะประตู แต่ประตูมันล๊อคอยู่
คนขับเลยปลดล๊อค แต่พอปลดล๊อคแล้ว น้องคนที่เดินตามมาคนสุดท้ายกลับไม่เปิดประตู
ทุกคนเลยหันไปมองที่หน้าต่างประตูหลังและมองทะลุกระจกหลังรถออกไป แต่กลับไม่มีน้องคนสุดท้ายยืนอยู่บริเวณนั้นเลย
ทุกคนเลยลงจากรถไปดูว่ามันหายไปไหน แต่ก็ไม่เจอในบริเวณรอบๆ รถ
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่ามันหายไปไหน เลยเดินย้อนกลับไป จุดแรกที่แวะหาคือ จุดที่น้องคนสุดท้ายขอฉี่
พอเดินไปถึงจุดที่น้องคนสุดท้ายยืนฉี่ สิ่งที่ทุกคนเห็นคือ น้องคนสุดท้ายคนนี้ เหมือนคนหมดสติในท่ายืนหันหน้าซบต้นไม้ใหญ่
ตอนนั้นทุกคนกลัวมาก และได้แต่ส่งเสียงเรียกชื่อน้องคนนี้ และถามว่าเป็นไรวะ แต่น้องคนนี้ไม่ตอบ ทุกคนยิ่งกลัวมากขึ้น
ถ้าน้องคนสุดท้ายคนนี้ หันมาแล้วไม่ใช่เพื่อนของพวกเขาล่ะ แล้วเสียงที่เดินตามมา ตอนที่จะเดินกลับไปขึ้นรถล่ะ เสียงใครเดินตามมา
ทุกคนตั้งสติและบอกว่าเข้าไปดูมันพร้อมๆ กัน พอเข้าไปถึงก็จับตัวหันหน้ามา ในขณะที่จับหันหน้ามา ขาของน้องคนสุดท้ายจึงอ่อนลง
และเหมือนจะล้มลง ทุกคนต้องช่วยกันพยุงไว้ สภาพตอนนั้นตาลอย แต่จริงๆ แล้วไม่หมดสติ ยังหายใจอยู่แต่ตาลอย เพื่อนๆ จึงพยุงไปที่รถ
พร้อมกับเรียกสติกลับมา
พอกลับมาถึงรถ ก็รีบขับรถออกจากบริเวณนั้น แล้วหาปั๊มเพื่อจะพาไปล้างหน้าล้างตา ทีท่าก็เหมือนจะดูดีขึ้น มีการขยับตัวย่อเข่า
ขึ้นมาบนเบาะนั่ง แล้วนั่งกอดเข่าอยู่คนเดียวไม่พูดจากับใคร เพื่อนถามว่าเจออะไรมาก็ไม่ตอบ
จนพาตัวไปส่งที่บ้าน เรียกแม่ของเขาลงมารับ แม่ของเขาก็ถามว่าเป็นอะไรไปไหนกันมา เพื่อนๆ ก็เล่าไปตามความจริง
และก็โดนแม่ของคนสุดท้ายต่อว่าต่างๆ นานา จนทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับ ส่วนน้องคนสุดท้ายก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของแม่ดูแลไป
หลังจากนั้นหลายวันต่อมา อาการของเพื่อนคนสุดท้ายก็ดีขึ้นตามลำดับ จนพูดและเล่าเหตุการณ์ได้
น้องคนสุดท้ายเล่าว่า ตอนที่เขาฉี่ตรงต้นไม้นั้น เขาได้มองผ่านต้นไม้ต้นที่เขายืนฉี่ไปด้านในป่าหญ้าป่าต้นไม้นั้น สิ่งที่เขาเห็นคือ
เห็นเงาเหมือนคนพายเรืออยู่ในลำคลองหรือบึงที่เห็น พายผ่านไป พายจากทางขวาไปซ้าย จากระยะที่มองเห็นตัวคลองหรือบึง
จากซ้ายไปขวาประมาณ 3-4 เมตร เพราะไม่รู้ว่าคลองหรือบึงนี่ใหญ่หรือยาวแค่ไหน แต่ระยะที่มองเห็น เห็นแค่ความยาวประมาณ 3-4 เมตร
เพราะต้นไม้ต้นหญ้าบังทั้งทางขวาและซ้ายของคลอง และช่องที่เห็นนี้กว้างประมาณ 3-4 เมตรนั่นเอง
น้องคนสุดท้ายบอกว่า พอพายผ่านไปทางซ้ายจนผ่านไปหลังต้นไม้ต้นหญ้า ต้นไม้ต้นหญ้าบังคลอง จนเรือหายไปแล้ว
ทางขวาก็มีเรือพายมาอีกลำ จนหายไปทางซ้ายอีกครั้ง ทางขวาก็มีพายมาอีกลำ วนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ หลายรอบ
จนเขารู้สึกช๊อคและเหมือนจะไม่มีแรงเดิน ไม่มีแรงวิ่ง เหมือนคนหมดหมดสติในท่ายืนก้มหน้าพิงต้นไม้ค้างอย่างนั้น
ต่อมาด้วยความที่ทุกคนอยากรู้ เลยนัดกันเพื่อที่จะไปดูที่นั่นอีกครั้งและครั้งนี้เอง ผมก็มีโอกาสได้ไปด้วย ในวันเสาร์สัปดาห์ต่อมา
แต่คราวนี้มีกันมากกว่าเดิม รถ 2 คัน เพื่อไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา แต่คราวนี้ไปในตอนกลางวัน
พอไปถึงสิ่งที่ทุกคนเห็นคือ ตรงที่น้องคนสุดท้ายยืนฉี่ มองไปเห็นมีคลองจริง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงและหวาดกลัวจนขนลุกนั่นคือ
มีเรือไม้เก่าๆ ลำนึง ไม้ผุพัง ฝุ่น เศษดินและหยากไย่ขึ้นเต็มไปหมด จอดวางอยู่บนบก ริมคลองนั้น พร้อมพาย 1 เก่าๆ หนึ่งอัน
ซึ่งสภาพที่เห็นไม่น่าจะนำมาใช้งานได้ หรือถ้ายังใช้งานได้ ก็น่าจะมีล่องลอยของคนที่เพิ่งใช้และไม่น่าจะมีฝุ่น เศษดินและหยากไย่เต็มไปหมด
แล้วสิ่งที่น้องคนสุดท้ายได้เห็นคนพายเรือนั่นคือใคร ?
และเสียงที่ทุกคนได้ยินในคืนนั้น ที่บอกว่าเป็นเสียงแหวกน้ำ น่าจะเป็นเสียงของไม้พายจากเรือลำนี้
หลังจากเรื่องวันนั้น ทุกคนต่างก็ไม่มีใคร ได้ออกสำรวจสถานที่ลักษณะนี้อีกเลย หยุดเป็นการถาวร
ทุกวันนี้สถานที่นั้น ตอนนี้เจริญขึ้นแล้ว ถนนก็เป็นถนนคอนกรีตแล้ว มีโรงงาน มีบ้านคน เจริญผิดหูผิดตาไปมาก
เรื่องที่จะเล่าก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ