สวัสดีค่ะ .... วันนี้จะมาแชร์ประสบการณ์ของตัวเองบ้างหลังจากตุ้มๆต่อมๆ ลุ้นว่าวีซ่าจะผ่านไม่ผ่าน
แบกราวด์คร่าวๆ เรื่องมันเริ่มจากที่บ้านอยากให้ไปเรียนเมืองนอกตามค่านิยม ที่ถ้าใครส่งลูกไปเรียนเมืองนอกได้นี่โก้หรูชะมัด ยิ่งเป็นสังคมต่างจังหวัดด้วยแล้ว น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ไป โดยพ่อได้วางแผนไว้เป็นฉากๆว่าเรียนจบตรี แล้วไปต่อโทที่โน่นนะ บลา บลา บลา แต่เราไม่ค่อยชอบเรียนค่ะ 555 ได้งานทำช่วงเรียน ป.ตรี ก็ไปสนุกกับการทำงานจนเรียนไม่จบ ก็ทำงานกะล็อคก๊อกแก๊กไปจนวัยล่วงเลยมาจนปัจจุบัน แต่พ่อยังไม่ละความพยายาม เนื่องจากมีญาติแม่อยู่ที่โน่น พอเค้ากลับมาทีก็กระตุ้นต่อมพ่อที ใช้ให้เราไปทำเรื่องขอวี เราก็พิรี้พิไรค่ะ จนคงหมดความอดทน ติดต่อเอเจนซี่เองในที่สุด
อย่างที่บอก เราอายุ 31 แล้ว งานปัจจุบันก็เพิ่งเริ่มทำ เงินเดือนน้อยนิด เงินในบัญชีไม่ต้องพูดถึง ครั้นจะใจกล้าขอ F-1 ไปตั้งแต่แรกก็คิดว่าคงไม่ผ่านแน่ๆ จึงตัดสินใจขอ B-2 ไปกันทั้งบ้าน พ่อกับแม่ถือโอกาสไปเที่ยวด้วย และเขาว่า (เขานี่ใครไม่รู้) อาจจะไปเปลี่ยนวีที่โน่นได้ .......... เราเป็นลูกคนเดียวนะคะ โดยมีพ่อทำงานรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งหน้าที่พอสมควร และมีแม่เป็นแม่บ้านแต่แจ้งเรื่องหน้าที่การงานว่าทำสวน เพราะก็ทำสวนด้วยจริงๆ และเราแจ้งไปว่าช่วยแม่ทำที่บ้านค่ะ
พอถึงวันสัมภาษณ์ เอกสารที่เตรียมไป ก็จะมี เอกสารรับรองเงินเดือนของพ่อ เอกสารรับรองบัญชีของแม่เพราะเงินอยู่ที่แม่ซะส่วนใหญ่และนางขนโฉนดสวนไปเกือบหมดบ้านเพราะกลัวท่านจะเรียกดู - -" ส่วนเราเตรียมไปเฉพาะเอกสารรับรองบัญชีเท่านั้นค่ะพร้อมยอดเงินหลักพัน !!! ก่อนวันนัดสัมภาษณ์คิดในใจตลอดว่า พ่อกับแม่คงผ่านยกเว้นเรา
ระหว่างรอต่อคิวสัมภาษณ์ คิวก่อนหน้าไม่ผ่าน แต่พูดต่อรองกับกงสุลนานมาก จนเค้าต้องพูดซ้ำๆว่าไม่ผ่าน นึกในใจ ซวยแล้วววววว !! จะหงุดหงิดลงกับตูไม๊ !เราสัมภาษณ์พร้อมกันทั้งครอบครัวนะคะ นอกจากคำถามเบสิคทั่วไปว่าทำงานอะไรที่ไหนยังไง แพลนจะไปกี่วัน เราแจ้งไป 2 อาทิตย์นะคะ แล้วก็ถามว่าคิดว่าค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ แล้วก็ถามเราแบบเจาะจงว่าทำไมถึงอยากไป เราก็ตอบไปแบบ งง งง ว่า ออ เพราะแม่อยากไปค่ะ แฮ่!.....พิมก๊อกๆ แก๊กๆ สักพักก็แจ้งว่าวีซ่าผ่านแล้ว โดยไม่เรียกดูเอกสารอะไรเพิ่มสักใบ !!!!! ออกมาพ่อนี่หน้าบานเชียว
พอไปถึงที่โน่น เราก็ไปติดต่อโรงเรียนค่ะ แต่ทางโรงเรียนบอกว่า อีกสักเดือนสองเดือนค่อยมาสมัคร เพราะเราเพิ่งมาถึง ดูกระชั้นชิดและจงใจเกินไปว่าเราไม่ได้มาท่องเที่ยวอย่างเดียว และเค้าไม่แนะนำให้เราเปลี่ยนวีที่นี่นะคะ และทางโรงเรียนไม่ทำให้ เนื่องจากมีคนเปลี่ยนแล้วโดดวีเยอะ ทำให้โรงเรียนเค้าเสียหายเราจะต้องถือ i-20กลับมาเปลี่ยนที่ไทยเอง (ความคิดตอนนั้นคือ โถ่~เสียดายค่าตั๋ว ไปๆ มาๆ) อยู่ไปสัก 2 เดือน เราก็กลับไปสมัครอีกรอบค่ะ เราขอวีซ่าท่องเที่ยวช่วงเดือนพฤษภา58นะคะ และเดินทางตอนเดือน ตุลา58 โดยไปพักบ้านญาติ แต่ไม่ได้แจ้งว่าเรามีญาติที่นั่น พ่อกับแม่ไป 3 อาทิตย์ แต่เราอยู่ต่อ 3 เดือน เพิ่งกลับมาตอน มกรา 59ที่ผ่านมา
............กลับมาได้ประมาณเดือนนึงก็ต้องลุ้นระทึกกับการยื่นขอ F-1 อีกครั้ง เพราะดันเลือกสมัครเทอม summer ซึ่งมันจะเปิด 16พฤษภา59นี้แล้ว!!!.........
เราเลือกใช้เอเจนซี่เจ้าเดิมนะคะ เพราะลองกรอก DS-160 เองแล้วไม่มีความมั่นใจว่า รายละเอียดดูน่าเชื่อถือ และ เหมือนเดิมค่ะ เราแจ้งว่าทำงานช่วยแม่ดูแลสวนที่บ้าน และมีแม่เป็นสปอนด์เซอร์ อย่างที่บอกถึงพ่อจะมีเงินเดือนหน้าที่การงานมั่นคงกว่า แต่เงินเกือบทั้งหมดอยู่ในบัญชีชื่อแม่ค่ะ
การขอรอบนี้ลุ้นหนักกว่ารอบที่แล้วเพราะ
1.เราอายุ 31 จะไปเรียนอะไรป่านนี้
2.เราโสด
3.เราไปคนเดียว
4.รอบที่แล้วไปมาตั้ง 3 เดือน
5.เพิ่งจะกลับมาได้ เดือนครึ่ง
6.รัฐที่ไปจรองกับที่บอกตอนสัมภาษณ์คนละรัฐ
เรียกได้ว่าเดิมพันชีวิต 55555 เพราะงานก็ลาออกมาแล้ว ยังคุยกับที่บ้านเลยว่าถ้าไม่ผ่านทำไรละทีนี้ - -"
เอกสารรอบนี้นะคะ มีเสตทเม้นย้อนหลัง 6 เดือนของสปอนเซอร์ และหนังสือรับรองยอดเงินในบัญชี โดยควรมียอด 2 เท่าของค่าใชจ่ายจนจบคอส ยอดที่เราเตรียมไปคือ ล้านสอง.......ถึงคิวสัมภาษณ์คำถามมีแค่
- ทำไมถึงไปรัฐนี้ เราก็ตอบว่าเพราะเคยไปมาแล้ว พอเห็นแล้วว่าเป็นยังไง
- คิดว่าไปเรียนแล้วจะได้อะไร เราก็ตอบไปว่าปกติเรียนภาษอังกฤษที่ไทยแล้วไม่ได้ใช้เลย เรียนไปก็ลืม
- คิดว่าเรียนจบคอสแล้วจะทำอะไรต่อ เราตอบไปว่าอาจจะต่อปริญญาให้จบไปเลย ด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม
(ออ ลืมบอก เราก็ตั้งใจไปเรียนให้มันจบๆได้ปริญญาแหละคะ แต่ต้องลงคอสภาษาให้ผ่านก่อน)
!!!สัมภาษณ์จบปิ๊งแบบรวดเร็วไม่ถึง 5 นาที ถามมาตอบไป ถามมาตอบไป!!!ผ่าน!!! แบบไม่เรียกดูเอกสารเพิ่มสักใบ!!!! นอกจากใบรับรองบัญชีที่แนบไปตั้งแต่แรก
เราว่าเคสเรายากนะ แต่อาจได้เพราะ 1.ลูกคนเดียว 2.พ่อทำงานมั่นคงมาก 3.ไปมาแล้วและกลับมาจริงไม่ได้มีเจตนาโดดวี..........ใครที่กำลังะไปขอ ก็ให้ผ่านทุกคนนะคะ เพราะเท่าที่ตามเฟสบุ๊คสถานทูต เหมือนช่วงนี้มีการโปรโมทเรื่องไปเรียนต่อที่ประเทษอเมริกาบ่อยมาก ช่วงนี้อาจจะปล่อยวีง่ายก็ได้ .....โชคดีนะคะ^^
ประสบการณ์การขอ Visa USA B2 และ F1 กับผู้หญิงวัย 31 ที่ว่างงาน.....
แบกราวด์คร่าวๆ เรื่องมันเริ่มจากที่บ้านอยากให้ไปเรียนเมืองนอกตามค่านิยม ที่ถ้าใครส่งลูกไปเรียนเมืองนอกได้นี่โก้หรูชะมัด ยิ่งเป็นสังคมต่างจังหวัดด้วยแล้ว น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ไป โดยพ่อได้วางแผนไว้เป็นฉากๆว่าเรียนจบตรี แล้วไปต่อโทที่โน่นนะ บลา บลา บลา แต่เราไม่ค่อยชอบเรียนค่ะ 555 ได้งานทำช่วงเรียน ป.ตรี ก็ไปสนุกกับการทำงานจนเรียนไม่จบ ก็ทำงานกะล็อคก๊อกแก๊กไปจนวัยล่วงเลยมาจนปัจจุบัน แต่พ่อยังไม่ละความพยายาม เนื่องจากมีญาติแม่อยู่ที่โน่น พอเค้ากลับมาทีก็กระตุ้นต่อมพ่อที ใช้ให้เราไปทำเรื่องขอวี เราก็พิรี้พิไรค่ะ จนคงหมดความอดทน ติดต่อเอเจนซี่เองในที่สุด
อย่างที่บอก เราอายุ 31 แล้ว งานปัจจุบันก็เพิ่งเริ่มทำ เงินเดือนน้อยนิด เงินในบัญชีไม่ต้องพูดถึง ครั้นจะใจกล้าขอ F-1 ไปตั้งแต่แรกก็คิดว่าคงไม่ผ่านแน่ๆ จึงตัดสินใจขอ B-2 ไปกันทั้งบ้าน พ่อกับแม่ถือโอกาสไปเที่ยวด้วย และเขาว่า (เขานี่ใครไม่รู้) อาจจะไปเปลี่ยนวีที่โน่นได้ .......... เราเป็นลูกคนเดียวนะคะ โดยมีพ่อทำงานรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งหน้าที่พอสมควร และมีแม่เป็นแม่บ้านแต่แจ้งเรื่องหน้าที่การงานว่าทำสวน เพราะก็ทำสวนด้วยจริงๆ และเราแจ้งไปว่าช่วยแม่ทำที่บ้านค่ะ
พอถึงวันสัมภาษณ์ เอกสารที่เตรียมไป ก็จะมี เอกสารรับรองเงินเดือนของพ่อ เอกสารรับรองบัญชีของแม่เพราะเงินอยู่ที่แม่ซะส่วนใหญ่และนางขนโฉนดสวนไปเกือบหมดบ้านเพราะกลัวท่านจะเรียกดู - -" ส่วนเราเตรียมไปเฉพาะเอกสารรับรองบัญชีเท่านั้นค่ะพร้อมยอดเงินหลักพัน !!! ก่อนวันนัดสัมภาษณ์คิดในใจตลอดว่า พ่อกับแม่คงผ่านยกเว้นเรา
ระหว่างรอต่อคิวสัมภาษณ์ คิวก่อนหน้าไม่ผ่าน แต่พูดต่อรองกับกงสุลนานมาก จนเค้าต้องพูดซ้ำๆว่าไม่ผ่าน นึกในใจ ซวยแล้วววววว !! จะหงุดหงิดลงกับตูไม๊ !เราสัมภาษณ์พร้อมกันทั้งครอบครัวนะคะ นอกจากคำถามเบสิคทั่วไปว่าทำงานอะไรที่ไหนยังไง แพลนจะไปกี่วัน เราแจ้งไป 2 อาทิตย์นะคะ แล้วก็ถามว่าคิดว่าค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ แล้วก็ถามเราแบบเจาะจงว่าทำไมถึงอยากไป เราก็ตอบไปแบบ งง งง ว่า ออ เพราะแม่อยากไปค่ะ แฮ่!.....พิมก๊อกๆ แก๊กๆ สักพักก็แจ้งว่าวีซ่าผ่านแล้ว โดยไม่เรียกดูเอกสารอะไรเพิ่มสักใบ !!!!! ออกมาพ่อนี่หน้าบานเชียว
พอไปถึงที่โน่น เราก็ไปติดต่อโรงเรียนค่ะ แต่ทางโรงเรียนบอกว่า อีกสักเดือนสองเดือนค่อยมาสมัคร เพราะเราเพิ่งมาถึง ดูกระชั้นชิดและจงใจเกินไปว่าเราไม่ได้มาท่องเที่ยวอย่างเดียว และเค้าไม่แนะนำให้เราเปลี่ยนวีที่นี่นะคะ และทางโรงเรียนไม่ทำให้ เนื่องจากมีคนเปลี่ยนแล้วโดดวีเยอะ ทำให้โรงเรียนเค้าเสียหายเราจะต้องถือ i-20กลับมาเปลี่ยนที่ไทยเอง (ความคิดตอนนั้นคือ โถ่~เสียดายค่าตั๋ว ไปๆ มาๆ) อยู่ไปสัก 2 เดือน เราก็กลับไปสมัครอีกรอบค่ะ เราขอวีซ่าท่องเที่ยวช่วงเดือนพฤษภา58นะคะ และเดินทางตอนเดือน ตุลา58 โดยไปพักบ้านญาติ แต่ไม่ได้แจ้งว่าเรามีญาติที่นั่น พ่อกับแม่ไป 3 อาทิตย์ แต่เราอยู่ต่อ 3 เดือน เพิ่งกลับมาตอน มกรา 59ที่ผ่านมา
............กลับมาได้ประมาณเดือนนึงก็ต้องลุ้นระทึกกับการยื่นขอ F-1 อีกครั้ง เพราะดันเลือกสมัครเทอม summer ซึ่งมันจะเปิด 16พฤษภา59นี้แล้ว!!!.........
เราเลือกใช้เอเจนซี่เจ้าเดิมนะคะ เพราะลองกรอก DS-160 เองแล้วไม่มีความมั่นใจว่า รายละเอียดดูน่าเชื่อถือ และ เหมือนเดิมค่ะ เราแจ้งว่าทำงานช่วยแม่ดูแลสวนที่บ้าน และมีแม่เป็นสปอนด์เซอร์ อย่างที่บอกถึงพ่อจะมีเงินเดือนหน้าที่การงานมั่นคงกว่า แต่เงินเกือบทั้งหมดอยู่ในบัญชีชื่อแม่ค่ะ
การขอรอบนี้ลุ้นหนักกว่ารอบที่แล้วเพราะ
1.เราอายุ 31 จะไปเรียนอะไรป่านนี้
2.เราโสด
3.เราไปคนเดียว
4.รอบที่แล้วไปมาตั้ง 3 เดือน
5.เพิ่งจะกลับมาได้ เดือนครึ่ง
6.รัฐที่ไปจรองกับที่บอกตอนสัมภาษณ์คนละรัฐ
เรียกได้ว่าเดิมพันชีวิต 55555 เพราะงานก็ลาออกมาแล้ว ยังคุยกับที่บ้านเลยว่าถ้าไม่ผ่านทำไรละทีนี้ - -"
เอกสารรอบนี้นะคะ มีเสตทเม้นย้อนหลัง 6 เดือนของสปอนเซอร์ และหนังสือรับรองยอดเงินในบัญชี โดยควรมียอด 2 เท่าของค่าใชจ่ายจนจบคอส ยอดที่เราเตรียมไปคือ ล้านสอง.......ถึงคิวสัมภาษณ์คำถามมีแค่
- ทำไมถึงไปรัฐนี้ เราก็ตอบว่าเพราะเคยไปมาแล้ว พอเห็นแล้วว่าเป็นยังไง
- คิดว่าไปเรียนแล้วจะได้อะไร เราก็ตอบไปว่าปกติเรียนภาษอังกฤษที่ไทยแล้วไม่ได้ใช้เลย เรียนไปก็ลืม
- คิดว่าเรียนจบคอสแล้วจะทำอะไรต่อ เราตอบไปว่าอาจจะต่อปริญญาให้จบไปเลย ด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม
(ออ ลืมบอก เราก็ตั้งใจไปเรียนให้มันจบๆได้ปริญญาแหละคะ แต่ต้องลงคอสภาษาให้ผ่านก่อน)
!!!สัมภาษณ์จบปิ๊งแบบรวดเร็วไม่ถึง 5 นาที ถามมาตอบไป ถามมาตอบไป!!!ผ่าน!!! แบบไม่เรียกดูเอกสารเพิ่มสักใบ!!!! นอกจากใบรับรองบัญชีที่แนบไปตั้งแต่แรก
เราว่าเคสเรายากนะ แต่อาจได้เพราะ 1.ลูกคนเดียว 2.พ่อทำงานมั่นคงมาก 3.ไปมาแล้วและกลับมาจริงไม่ได้มีเจตนาโดดวี..........ใครที่กำลังะไปขอ ก็ให้ผ่านทุกคนนะคะ เพราะเท่าที่ตามเฟสบุ๊คสถานทูต เหมือนช่วงนี้มีการโปรโมทเรื่องไปเรียนต่อที่ประเทษอเมริกาบ่อยมาก ช่วงนี้อาจจะปล่อยวีง่ายก็ได้ .....โชคดีนะคะ^^