ให้ธรรมชาติโอบกอด ภูกระดึง คนเดียวก็เที่ยวได้



ถ้าใครที่เคยไปภูกระดึง ก็จะเจอกับป้าย ป้ายนี้อยู่ก่อนทางขึ้น แน่หละ มาถึงขนาดนี้จะไม่พิชิตก็กระไรอยู่

สำหรับผมแล้ว นี่เป็นครั้งที่ 5 ที่มาที่ภูเขาลูกนี้ ครั้งสุดท้ายที่มา 5 ปีที่แล้วได้ ถามว่า มันมีอะไรทำไมต้องมาตั้ง 5 ครั้ง?

ลองค่อยๆติดตาม จากกระทู้นี้ อาจจะพบกับคำตอบนั้นก็ได้ครับ


ครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหนๆ เพราะผมมีสปอนเซอร์ใจดี คุณพ่อคุณแม่ขับรถมาส่ง แถมยังจะเดินไปส่งถึง ซำแฮกเลยทีเดียว คุณแม่บอก สู้ตายจ้า




ก่อนจะขึ้นต้องซื้อบัตรก่อนนะครับ สำหรับคนที่จะขึ้นไปพักข้างบน บัตรราคา 40  บาท ส่วนของคุณแม่ ไป-กลับในวันเดียว คิด 20 บาทครับ

ในส่วนของสัมภาระ จะจ้างลูกหาบ หรือจะแบกขึ้นเองก็ได้ครับ ถ้าจะจ้างลูกหาบ คิดกิโลกรัมละ 30 บาท เชื่อผมเถอะครับ ว่ามันคุ้มมากๆ

ก่อนจะขึ้น ก็จะมีให้ลงเวลาครับว่าขึ้นกี่โมง คุณแม่ ก็ทำหน้าที่แทนผมเลย




ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยกันเล้ยยยยยกับระยะทาง 5.5 กิโลเมตร สำหรับระยะเวลาในการเดินขึ้น ใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมงครับ (ที่ป้ายบอกเอาไว้อย่างนั้น)




พอผ่านป้อมเข้ามาก็จะเจอกับทาง เหมือนกับจะชิลๆครับ



แต่ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายครับ มันโหดร้ายยิ่งนัก มันจะค่อยๆชันขึ้นครับ




ช่วงแรกจะเป็นป่าเต็งรังครับ จะพบกับป่าไผ่  สวยงามตามธรรมชาติครับ




เดินขึ้นมาเรื่อยๆๆๆๆๆ เรื่อยๆๆๆ เมื่อไหร่จะถึงสักที โอ้ว จอร์จมันเหนื่อยมาก 1 กิโลเมตรแรก กับความชัน
เวลาที่มาทีไรก็จะมีคนที่กำลังเดินลง คอยบอกว่าใกล้ถึงแล้วครับอีกนิดเดียว ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตาม 555 ให้กำลังใจดีมาก

ที่พักจุดแรก "ซำแฮก" ผมว่ามันไม่ซำครับ มัน เหนื่อยแฮกๆ แบบไม่ใช่นิดๆหน่อย ฮ่าๆ แวะนั่งชมวิวก่อนออกเดินทางต่อ

ที่ซำแฮกนี้ จะมีร้านค้า ขายเครื่องดื่มและอาหาร ราคาจะแพงกว่าข้างล่างนิดหน่อย แต่เชื่อว่าแทบจะทุกคน จะเสียเงินที่ด่านนี้แน่ๆครับ




หลังจากพักจนหายเหนื่อย สองเท้าก็ออกก้าวเดินต่อ ทางหลังจากซำแฮกจะไม่ชันเหมือนตอนแรกครับ พอให้กล้ามเนื้อได้พักบ้าง



นอกจากเราที่ได้พักแล้ว พี่ๆลูกหาบขั้นเทพก็มีการพักกันบ้าง




เดินออกจาก ซำแฮกมาได้  700 เมตรก็จะเจอกับซำบอน แต่จะไม่เหมือนกับซำแฮกที่มีร้านค้า คอยขายเครื่องดื่มและอาหารนะครับ มีแค่ป้ายบอก และยังต้องเดินต่อไป



เดินขึ้นมาถึงจุดพักอีกที่เมื่อมองย้อนกลับลงไป ผมก็เห็นเหล่าฮีโร่ของปวงประชาที่มาเที่ยวภูกระดึงครับ อึดและทนมากๆ คารวะ 3 จอก




นี่ครับหน้าตาร้านอาหาร ที่คอยขายเครื่องดื่มดับกระหาย และของหวานอร่อยๆ



ผมมีทริคเล็กๆน้อยๆมาฝากครับ ถ้าเจอทางเดินที่เป็นขั้นบันไดแบบนี้ ถ้ามีทางเลี่ยงขอแนะนำให้เลี่ยงไปเดินทางดินครับ เพราะถ้าเดินตามบันได จะเจอภาพบาดตาบาดใจ หนุ่มสาวมากันเป็นคู่ เดินไปก็รู้สึกอิจฉาครับ เอ๊ยยย ไม่ใช่ครับ เพราะการเดินขึ้นบันไดทำให้กล้ามเนื้อขาได้รับภาระหนักครับ ให้เดินตามทางดินที่เป็นทางลาด สังเกตจากลูกหาบดูครับ




เดินมาเรื่อยๆ ช่วงหลังๆ จะเน้นเดินในป่าครับเป็นป่าดิบเขา




หลังจากความพยายามอันยาวนาน เราก็ขึ้นมาถึงหลังแปจนได้ครับ ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมง 40 นาที



พอขึ้นมาถึงหลังแป เราก็จะพบกับมนต์เสน่ห์ของภูกระดึงครับ นั่นก็คือต้นสน




เมื่อขึ้นมาถึงหลังแปก็อย่าพึ่งกระหยิ่มยิ้มย่องกันไปครับ เพราะจะต้องเดินไปที่ทำการอุทยาน หรือที่พักอีก 3,176 เมตร หึหึ

เดินมาประมาณ 40 นาทีก็จะมาถึงจุดหมายครับ ผมทำการติดต่อที่พักที่นี่ เพราะไม่ได้จองมาก่อน มาคนเดียวเจ้าหน้าที่เลยแนะนำเต๊นท์เล็กครับ หลังละ 100 บาท/คืน และเช่าหมอนที่รองและผ้าห่มอีก รวมแล้ว 220 บาท/คืนครับ     ตรงจุดนี้จะมีรับฝากชาร์จแบตโทรศัพท์ แบตกล้อง และพาวเวอร์แบงค์ด้วยครับ ราคาแตกต่างกันไป และจะปิดเวลา 22.00 นาฬิกา



หลังจากได้ที่พักแล้ว ผมก็จัดการทำธุระสำคัญครับ นั่นคือกินข้าวเที่ยงครับ จัดหนักไปเลย

ต้องขออภัยหลายๆคนที่ทำให้ตกใจ ที่กระผมกินคนเดียว 1 ชุด เพราะความหิวและความอยากล้วนๆ

ชุดนี้ 400 บาทครับ




หลังจากกินเสร็จ แน่หละครับ หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนผมเลย ลากพุงน้อยๆ กลับไปนอนที่เต๊นท์ ตื่นขึ้นมาก็ไปรอพี่ลูกหาบกะว่า ถ้าพี่แกมาเร็วจะเดินไปผาหล่มสักเลย แต่ไม่เป็นไปตามที่หวังครับพี่แกขึ้นมาถึงประมาณ 5 โมงกว่า ก็เลยไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหมากดูก ผาที่ใกล้ที่สุดแทนครับ

เป็นอีกหนึ่งวันที่ได้นั่งชมพระอาทิตย์ค่อยๆตกลงไป



หลังจากพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ก็จะถึงช่วงสำคัญครับ จะเป็นช่วงที่เรียกว่า ทไวไลท์ เป็นช่วงที่ท้องฟ้ามีความสวยงาม



หลังจากชมพระอาทิตย์ตกดินเสร็จก็ทำการเดินกลับที่พักครับ และหาอะไรกินอีกแล้ว คราวนี้ผมลองกินจิ้มจุ่มครับ และพบว่า มันอร่อยมาก กินง่ายกว่าหมูกระทะที่ต้องคอยมาพลิกกลับด้าน

ตกกลางคืนมา สิ่งที่ผมชอบมากๆ เวลามาที่ภูกระดึง คือนั่งดูดาวครับ แต่การดูคนเดียวมันก็เหงาครับ ถ้ามีคนมานั่งดูด้วยจะฟินกว่านี้








หลังจากดูดาวเสร็จก็มุดกลับเข้าเต๊นท์ไปซุกผ้าห่มอุ่นๆ และนอนหลับฝันดีครับ

ตื่นเช้ามา 4.45 ล้างหน้าแปรงฟันแล้วเดินไปที่ทำการอุทยาน เนื่องจาก ตอนเช้า เจ้าหน้าที่จะพาเดินไปชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเวลา 5.00 นาฬิกาครับ เนื่องจากมีช้างป่า ให้รวมตัวกันไปเส้นทางเดียว โดยมีเจ้าหน้าที่นำทาง

เมื่อมาถึงผานกแอ่น ก็ทำการจับจองที่นั่งชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นตามอัธยาศัย







ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นกันเรียบร้อยก็พากันเดินกลับมาที่พัก อาบน้ำกินข้าวเช้าให้เรียบร้อย เตรียมเดินทางไปผาหล่มสัก

ในครั้งนี้เนื่องจากมาคนเดียว เลยแอบกลัวเหงาๆตอนขากลับ เลยทำการเช่าจักรยานครับ  และเป็นความคิดที่พลาดมากๆครับ เพราะการปั่นบนทรายนั้นเหนื่อยมากๆ ถ้าให้เทียบกับการเดินในครั้งก่อนๆแล้ว ผมเลือกเดินครับ ได้เห็นวิวสองข้างทางอย่างช้าๆ ค่อยๆเสพ บรรยากาศฟินกว่าเยอะครับ

เริ่มปั่นออกจากที่พักจุดแรกที่เจอก็จะเป็นลานพระพุทธรูปครับ



ปั่นไปอีกสักหน่อยจะถึง จุดจอดรถ ให้ลงเดินไปดูน้ำตกครับ แต่ผมมาช่วงเดือนมกราคม นอกจากน้ำจะไม่มีแล้ว ช่วงที่ผมไปใบเมเปิลก็ร่วงหมดแล้ว ร้องไห้หนักมากครับ ถึงกับไม่ได้ถ่ายมาสักรูปเลย

ปั่นๆมาต่อก็จะพบกับ สระอโนดาต หลังจากปั่นจักรยานขึ้นเนินมาเหนื่อยๆ เห็นน้ำแบบนี้ ผมก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง






หลังจากพักเหนื่อยเสร็จแล้วก็ปั่นจักรยานกันต่อครับ ออกไปทางหน้าผาครับ ออกมาจะเจอผาเหยียบเมฆครับ

มาถึงก็เจอจักรยานจอดอยู่เต็มไปหมดครับ




ถึงตรงนี้ผมก็นั่งพัก กินน้ำแข็งใสเย็นๆ รับลมแล้วครับ แล้วผมก็พบว่า คุณหลอกดาว น้ำแข็งใสเป็นน้ำแข็งเป็นก้อนๆเลย ราดด้วยน้ำหวานและนมข้น  TT

ไหนๆก็จอดพักแล้วเดินออกมาชมวิวริมหน้าผาสะหน่อย โอ้วววว มันสวยงามมากๆครับ อากาศก็ดี ลมพัดเย็นๆ




หันมองกลับเข้ามา ก็จะเจอร้านค้าอยู่สองร้าน





















แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่