สวัสดีค่ะ คือมีตอนที่พิมพ์กระทู้นี้เพราะตอนนี้มีความรู้สึกอยู่หลายอย่างในหัว หรือจะเรียกว่าสับสนก็ได้ค่ะ จนมันเก็บไม่ไหว ก็หวังใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นที่ระบาย
คือฉันเป็นคนภาคกลางค่ะ ตอนนี้มาอยู่ไกลบ้านค่ะ ไกลมาก ตอนนี้มาเรียนที่มหาลัยชื่อดังทางภาคเหนือค่ะ ทำไมถึงมาเรียนที่นี่??? นั่นสิค่ะ ทุกวันนี้ก็ยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมต้องมาไกลขนาดนี้ ทำไมต้องจากบ้านมาไกลถึงขนาดนี้ด้วย
พอลองมองย้อนกลับไป เหตุผลข้อเดียวคือ"หนี" "หนี"อะไร ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่เหมือนทั้งชีวิตจะหนีมาตลอด ไม่พอใจอะไรก็ "หนี" แต่คิดเองว่ามันเหมือนการเริ่มอะไรใหม่ๆมากกว่า
ตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแล้วค่ะ ตอนเรียนมัธยมต้นก็เรียนโรงเรียนที่ไม่ไกลบ้านมาก โรงเรียนในอำเภอค่ะ โรงเรียนอยู่ห่างจากบ้านแค่ 15 กิโล ก็มีเพื่อนในกลุ่มสิริรวม 4 คน ตอนนั้นมีเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนเกิดขึ้นมากมาย มากซะคิดว่าแค่ม.ต้นไม่น่าจะเกิดเรื่องราวอะไรขนาดนี้ ก็เลยอยากจะพิสูจน์คำที่ว่า "ถ้าห่างกัน ความคิดถึงจะทำงาน" พอขึ้น ม.ปลาย ก็เลยหนีเพื่อนมาเรียน รร.ในเมือง ค่ะ ทั้ง 4 คนแยกย้ายกันหมดเลย
พอย้ายรร. ฉันเปลี่ยนเบอร์ใหม่ เปลี่ยนเฟซใหม่ เพื่อ"หนี"อีกล่ะค่ะ คิดว่าเราน่าจะไปเจอเพื่อนใหม่ที่ รร.ใหม่ แล้วเพื่อนเราน่าจะคิดถึงเราบ้าง
พอเข้าม.4 และย้าย รร ใหม่ ก็เล่นเอาซะเกือบไปไม่รอด รร อยู่ไกลมมากขึ้น ต้องตื่นตั้งแต่ตี4ครึ่ง เพื่อให้ทันรถรับ-ส่งตอน 6 โมงเช้า ตอนนั้นยังปรับตัวเองไม่ได้เลยต้องเผื่อเวลาไว้เยอะๆ งานก็เยอะ นอนก็ดึก ตื่นก็เช้า ปัญหาพวกนี้ก็เริ่มมาค่ะ เรียนก็ยากด้วย
เราก็ไม่คิดอะไรมาก เพื่อนเราก็คิดว่าคงยังปรับตัวเข้ากันไม่ได้ ผ่านไปเกือบเดือนเราก็ยังไม่มีเพื่อน จนเราเองที่ทนไม่ไหว จนต้องแอ็ดเฟส แล้วโทรไปหาเพื่อนเก่าเราเอง โทรไปร้องไห้ให้เพื่อนฟัง ว่าคิดถึงมาก กินข้าวคนเดียว มันไม่เหมือนตอนที่เรากินด้วยกัน ทำไมรู้สึกว่ามันสนุก จนเกือบจะขอครูที่ปรึกษากลับไป รร เดิม แต่ดีที่ครูที่ปรึกษาพยายามยื้อเราสุดชีวิต พอเทอม 2 อะไรๆก็ลงตัวมากขึ้น เราเริ่มมีเพื่อน เราโอเคกับเพื่อนมากขึ้น เป็นเวลาหลายปีที่เรามีความสุขมาก จนเราลืมไปเลยว่าเคยมีปัญหาจะกลับ รร เก่า
เราพิสูจน์ได้จากตรงนี้ว่า ความห่างกันทำให้ความคิดถึงมันทำงานจริงๆ เรารู้สึกสุขทุกครั้งที่เรากะเพื่อน ม.ต้นมารวมกันอีกที มันวิเศษ
เราเลยใช้วิธีเดิมคือ การไปเรียนที่ มหาลัยไกลๆ เพราะคิดว่าการที่จะมาอยู่ที่ใหม่ เราจะปรับตัวเองเข้าหาเพื่อน ปรับตัวกับเพื่อนให้มากที่สุด เพื่อแก้ไขกับสิ่งที่เราเคยทำพลาดไปตอนม.ปลาย เราทำสำเร็จ เราได้มาไกลจริงๆ
ตอนที่รู้ว่าติดที่นี่ที่ภาคเหนือ เรารู้สึกดีมาก เรากรี๊ดลั้นบ้าน พ่อแม่เรายินดีกับเรา ตอนนั้นเราไม่คิดไร แล้วก็เลือกมากไม่ได้ เพราะเราเด็กรอบแอ็ด ในวันมาสัมภาษณ์ที่นี่เรารู้สึกเหมือนว่าเราไม่อยากอยู่ที่นี่ แต่เราก็ไม่มีทางเลือกจริงๆ คือเราไม่มีเพื่อนมาเลยมา เพื่อนเราส่วนใหญ่ก็เรียนแถวๆ กทม หรือ นครปฐม แต่ทีแรกเราคิดว่าเราจะรู้สึกดีกว่านี้ แต่ก็จริงช่วงแรกๆ เรารู้สึกดีมากๆ ได้มาอยู่ในเมืองท่องเที่ยว ไปไหนมาไหนสะดวก ห้างเยอะ ที่เที่ยวเยอะ ที่กินสบาย ทุกอย่างมันตอบโจทย์ คณะนัดเรามาก่อนวันเปิดเทอมประมาณ 20กว่า วัน ทีแรกเราไม่รู้ว่าให้มาทำไร รู้แค่ว่าต้องมาตรวจเอกสาร เราคิดว่ามาตรวจเสร็จแล้วจะได้กลับบ้าน ป่าว.. มาทำกิจกรรมต่อ เราพึ่งรู้หลังจากผ่านไปสัก 5 วันว่านี่คือกิจกรรมรับน้อง เพราะอะไรนะเหรอ ก็หลังจากปฐมนิเทศกลับมาที่คณะ เราก็โดน"ว็าก"ไง ยอมรับว่าตอนนั้นงงมาก นี่คืออะไร มีแบบนี้ด้วยเหรอ เราอึ้งมาก เราเรียนคณะที่จะต้องไป"สอนคน" สอนคนที่ใช้ปัญญาสอน ไม่ใช่ใช้อารมณ์สอน ตอนนั้นเราเหนื่อยและอยากกลับบ้านมาก เราไม่มีเวลาพัก ไม่มีเลย ที่เที่ยวที่คิดว่าจะไป ก็ไม่ได้ไป แต่มีสิ่งที่ดึงเราไว้ให้อยู่คือ พ่อแม่ เราเป็นลูกคนโต เป็นที่คาดหวังของพ่อแม่จริงๆ เราเลยถอยไม่ได้ ตอนนั้นเราคิดอย่างเดียวว่าเราต้องเรียนให้จบ เราจะไม่แคร์อะไร
ยอมรับนะว่าทีแรกเราเข้ากับเพื่อนได้ดีมาก เพื่อนเราดีมากจริงๆ เราคิดว่าเราไม่เหงาแน่ถ้าอยู่ที่นี่ เราต้องสนุกแน่ๆ "แต่ใครจะคิดว่าเรื่องมันจะเกิด" ผ่านไปไม่นานเราเริ่มรู้ระบบรับน้องที่นี่ น้องสามารถไม่เข้ารับน้องได้ รุ่นพี่ไม่มีสิทธิ์บังคับน้อง เราก็เลยตัดสินใจไม่เอารุ่น หรือไม่เข้ารับน้อง แต่เราก็อยู่มาสัก 2 เดือนนะ ตั้งแต่กลางกรกฎา เราก็ตัดสินใจถอดป้ายห้อยคอ และไม่เอารุ่นเมเจอร์ หมายความว่าเราไม่เอาทั้งรุ่นคณะและเมเจอร์
เราขี้เกียจเหรอ..??ป่าว กิจกรรมรับน้องที่ผ่านมาเราเต็มที่กับทุกกิจกรรม จะว่าไป เราเป็นตัวนำตอนกิจกรรมเมเจอร์ด้วย เราเหนื่อยเรายอมรับ แต่เราก็มีความสุขตอนที่ได้อยู่กับเพื่อนนะ
แต่ที่เราไม่เอารุ่น เพราะเราไม่อยากโดนว๊าก เราเหนื่อยนะ เราทำงาน ทำทุกอย่าง แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนคือ สิ่งโน้นก็ไม่ดี ไอนี่ก็ไม่เอา เราไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องดูถูก เราก็คน เค้าก็คน คนเหมือนกัน แต่เหมือนเราโดนละเมิดสิทธิมนุษยชน เราเลยไม่ยอม
โดนเราจะถอดป้าย พี่รหัสเราก็เตือนว่าเพื่อนโอเคไหม เราก็ไปถามเพื่อนนะ ทั้งเมเจอร์เลย เพื่อเราก็โอเคนะ ไม่ว่าอะไร บอกเราเสมอว่า "ยังไงก็เพื่อนกัน"
เราจำประโยคนี้ติดหู หลังจากเราไม่เอารุ่น เราก็แอบไปช้วยงานเมเจอร์เพื่อนอยู่ตลอด ช่วงนั้นเพื่อนนอนดึกเราก็ดึกไม่เคยเอาเปรียบเพราะอย่างที่บอกเราแค่ไม่อยากโดนว๊าก ฉะนั้นเราจะคอยหาโอกาสไปช่วยเพื่อนตลอดเวลา แค่เราจะไม่ไปยืนโดนว๊ากกับเพื่อนเฉยๆ แรกๆมันก็โอเคอยู่แต่ไปๆ มาๆ เรากับเพื่อนเราเริ่มห่างกัน เพื่อนเริ่มแบ่งกลุ่มกัน ทั้งที่ทีแรกไม่มีการแบ่งกลุ่ม ทุกคนไปได้กับทุกคน แต่มันก็เปลี่ยนไป เราก็มีกลุ่มเพื่อนของเรา ทุกคนเริ่มตีตัวออกห่างจากเรา เราเริ่มรู้สึกอ้างว้างมากขึ้น อโลนมาก ไปไหนคนเดียว อยู่คนเดียว กินข้าวคนเดียว เราโทษเพื่อนไม่ได้ เพราะเราก็เข้าใจเพื่อน เพราะเพื่อนต้องทำกิจกรรม ต้องเข้าห้องเชียร์ โน้นนี้ แต่เราไม่ต้อง เราก็มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น กลับบ้านได้บ้าง เรารู้สึกแย่ขึ้น
แย่ที่ เพื่อนเคยดี เราเคยรู้สึกดี แต่ความรู้สึกมันเปลี่ยนไป เราปลอบตัวเองตลอดว่า "ถ้าคำว่าเพื่อนมันอยู่ที่คอก็อย่าเป็นเพื่อนกันเลย" เราเลยเริ่มแยดแยะแล้วว่าคนไหน คนรู้จัก คนร่วมเมเจอร์ แล้วคนไหนที่เรียกได้ว่า "เพื่อน" ละแล้ว วงจรเดิมๆก็เริ่มกลับมา เราเริ่มไม่มีคนคุยด้วย ซึ่งปกติก็เคยไปเที่ยวไปกิน นอนด้วยกัน เราเริ่มเป็นคนที่ไม่มีตัวตนในเมเจอร์ เพื่อนเริ่มไม่นับเราเข้าเมเจอร์ เราก็เลยต้องอยู่แบบเจียมตัว ไม่ไปเสนอหน้าช่วยงานเมเจอร์เพราะไปก็เหมือนไร้ตัวตน ไม่มีใครคุยด้วย ไม่สนิทเหมือนเดิม เป็นเหมือนอากาศที่คนเขาไม่ต้องการ แล้วจะให้เราไปในฐานะอะไร
เราเลยตัดสินใจอยู่เงียบๆของเรา เราเลยกลายเป็นคนที่ไม่ทำกิจกรรม
เราเป้นคนชอบเที่ยวนะ ชอบมาก เหมือนชีวิตเกิดมาเพื่อเที่ยว แต่จะให้อินดี้ขนาดไปคนเดียวทุกที่มันก็จะสตรองเกินไป เราเลย รอเพื่อนกลุ่มเราว่าพวกเขาจะว่างกันเมื่อไหร่ เราชวนบ่อยนะ แต่คงบ่อยไปจนกลัวว่าเพื่อนจะรำคาน
เรามีเวลาปิดเทอมกลับบ้านประมาณ 3 อาทิตย์ เรากลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวไปอยู่กะเพื่อนรักที่คบกันมาตั้งแต่ประถม ไปเที่ยว ไปรร ไปหาเพื่อน เรามีความสุข เรารู้สึกว่ามันสุขจริงๆ ไม่มี

สุขจนเราไม่อยากกลับมาที่นี่อีกเลย ไม่อยากกลับมาที่นรกขุมนี้ เราก็พึ่งรู้สึกว่าบ้านมันเป็นสวรรค์จริงๆ เราไม่เคยรู้สึกเลย
ตอนนี้เทอม 2 แล้ว เพื่อนเรายังไม่ได้รุ่นกันเลย ยังใส่ป้ายห้อยคออยู่ แล้วเราก็ไม่ได้ไปช่วยงานเมเจอร์เหมือนเดิม งานคณะก็ไม่ได้ช่วย เพราะช่วงนี้มีงานที่บ้านเข้ามาพอดี ช่วงนี้คณะจะมีงานใหญ่ เขาขอคนไปช่วย เราก็จะไปนะ แต่งานที่บ้านเยอะมากจริงๆ ปล้วมันเป็นงานด่วน จะให้เราทำไง เราก็ต้องเลือกงานของแม่เราก่อนไหม แม่เราเป็นคนจ่ายค่าเทอม ค่ากินให้นะ
คนในเมเจอร์เราก็ไม่รู้ไม่เข้าใจไง เราก็ได้ยินเสียงนินทาตามหลังมาเหมือนกันว่าไม่ไปช่วยงาน ช่วยเช็คเวลากูด้วย
ช่วงนี้ก็เหมือนเดิม เพื่อนในกลุ่มมีทั้งงานเมเจอร์งานคณะ ที่ต้องทำ พวกเขาก็จะไม่มีเวลาว่างมาเที่ยวกัยเรา เราเข้าใจ แต่เราก็จริงๆนะ แบบถ้าเห็นว่าเพื่อนว่าเราก้จะชวนเพื่อนเที่ยว เพื่อนเหนื่อยเราก็รู้ แต่เราก็ยังดื้อดึงชวนมัน "กูขอโทดพวกนะ ที่กูไม่ดูเวลา กูคิดว่าถ้าได้เที่ยว มันจะคลายเหนื่อยได้" อะเค ก็คนในเมเจอร์คนอื่นก็เหมือนเดิม ก็ถ้าเราไม่ชวนคุย เราก็จะเป็นเหมือนอากาศเหมือนเดิม
ทุกวันนี้ยังเฝ้าถามตัวเองอยู่เลย ไหนว่ะ คำว่า "ยังไงก็เพื่อน" เหรอ ใครจำไม่ได้ แต่กูจำได้ กูจำ จำตลอดด้วย
ทุกวันนี้เรา"เหนื่อย"และจะขอ"พอ" กับเรื่องพวกนี้ แต่มันทำได้ยากนะ จะโกหกความรู้สึกตัวเองว่าไม่รู้สึกอะไร มันยาก
วันนี้เป็นวันเกิดของเรา ปกติถ้าอยู่ที่บ้านคงได้ปาร์ตี้ไปละ กับพ่อแม่กับน้องที่คอยกวนประสาท เพื่อนประถมที่ยังรักกันเหนียวแน่น แล้วก็ที่ รร กะเพื่อน ม.ปลาย คิดถึงภาพพวกนั้น...
แต่ตอนนี้ ปีนี้ ปัจจุบันนี้ เรา "อยู่คนเดียว" ไม่มีปาร์ตี้ ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงคนรอบข้างให้ได้ยิน ได้ยินแต่เสียงที่ดังมาจากแป้นพิมพ์ที่พิมพ์อยู่ มีข้อความมาจากเพื่อนๆในโลกออนไลน์ แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันยังรู้สึก"เหงา"อยู่เหมือนเดิม มัน"อ้างว้าง" มัน"แย่" มัน "สับสน"ไปหมด
มาวันนี้เรารู้แค่ว่าเราต้องการอะไร เราอยากกลับบ้าน กลับไปกอดพ่อกับแม่ (ซึ่งเราไม่เคยทำเลยตั้งแต่จำความได้) เราอยากบอกพ่อกะแม่นะ "ขอบคุณที่ทำให้มีวันนี้ วันที่เรียกว่าวันเกิด ถ้าไม่มีท่าน ก็คงไม่มีวันเกิดของหนู)
เรารู้ซึ้งแล้วว่า "ไกลบ้าน" มันรู้สึกยังไง แต่ก่อนเราไม่เคยอยากอยู่บ้าน อยากไปอยู่ที่อื่น อยากไปอยู่ไกลๆ นี่สินะที่เขาบอก "ไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตา"
ตอนนี้ "โดดเดี่ยว"มากเลย อยากกลับบ้านมาก บ้านทำให้เราลืมทุกข์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เรามีความสุขจริงๆที่อยู่บ้าน ตอนนี้เราไม่อยากไปไหนแล้ว ไม่อยาก แต่เราก็ถอยไม่ได้ เพราะมันจะเสียเวลา ทางเดียวที่เราจะทำก็คือ รีบๆจบ แล้วรีบกลับบ้าน
ใครที่คิดอยากไปไกลบ้าน อยากให้คิดใหม่นะ เราไม่รู้ว่าคนอื่นคิดไง แต่ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้ เราจะขออยู่ใกล้ๆบ้าน เอาแบบเรียนไปเช้าเย็นกลับมันจะดีมาก "ไม่มีที่ไหนดีเท่าบ้านเรา"
"คนที่รอเราที่บ้านนั้นสำคัญที่สุด"
มันเป็นบทเรียนอันแสรสาหัสของเราจิงๆ บทเรียนที่ถ้าเป็นไปได้ขอไม่เจอ....
ไหนๆวันนี้ก็วันเกิดของเรา เราขอขอบคุณทุกคนที่อวยพรทั้งในเฟส ในไลน์ แล้วก็ที่โทรมาด้วย และที่สำคัญเพื่อนรักกูที่อัดเป็นคลิบวีดีโอส่งมาให้ด้วย กูโครตประทับใจเลย
ฉันแค่อบากบอกว่า....ฉันคิดผิดที่มาไกลบ้าน...
ประสบการณ์คนไกลบ้าน (เรียนมหาลัยไกลบ้าน)
คือฉันเป็นคนภาคกลางค่ะ ตอนนี้มาอยู่ไกลบ้านค่ะ ไกลมาก ตอนนี้มาเรียนที่มหาลัยชื่อดังทางภาคเหนือค่ะ ทำไมถึงมาเรียนที่นี่??? นั่นสิค่ะ ทุกวันนี้ก็ยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมต้องมาไกลขนาดนี้ ทำไมต้องจากบ้านมาไกลถึงขนาดนี้ด้วย
พอลองมองย้อนกลับไป เหตุผลข้อเดียวคือ"หนี" "หนี"อะไร ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่เหมือนทั้งชีวิตจะหนีมาตลอด ไม่พอใจอะไรก็ "หนี" แต่คิดเองว่ามันเหมือนการเริ่มอะไรใหม่ๆมากกว่า
ตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแล้วค่ะ ตอนเรียนมัธยมต้นก็เรียนโรงเรียนที่ไม่ไกลบ้านมาก โรงเรียนในอำเภอค่ะ โรงเรียนอยู่ห่างจากบ้านแค่ 15 กิโล ก็มีเพื่อนในกลุ่มสิริรวม 4 คน ตอนนั้นมีเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนเกิดขึ้นมากมาย มากซะคิดว่าแค่ม.ต้นไม่น่าจะเกิดเรื่องราวอะไรขนาดนี้ ก็เลยอยากจะพิสูจน์คำที่ว่า "ถ้าห่างกัน ความคิดถึงจะทำงาน" พอขึ้น ม.ปลาย ก็เลยหนีเพื่อนมาเรียน รร.ในเมือง ค่ะ ทั้ง 4 คนแยกย้ายกันหมดเลย
พอย้ายรร. ฉันเปลี่ยนเบอร์ใหม่ เปลี่ยนเฟซใหม่ เพื่อ"หนี"อีกล่ะค่ะ คิดว่าเราน่าจะไปเจอเพื่อนใหม่ที่ รร.ใหม่ แล้วเพื่อนเราน่าจะคิดถึงเราบ้าง
พอเข้าม.4 และย้าย รร ใหม่ ก็เล่นเอาซะเกือบไปไม่รอด รร อยู่ไกลมมากขึ้น ต้องตื่นตั้งแต่ตี4ครึ่ง เพื่อให้ทันรถรับ-ส่งตอน 6 โมงเช้า ตอนนั้นยังปรับตัวเองไม่ได้เลยต้องเผื่อเวลาไว้เยอะๆ งานก็เยอะ นอนก็ดึก ตื่นก็เช้า ปัญหาพวกนี้ก็เริ่มมาค่ะ เรียนก็ยากด้วย
เราก็ไม่คิดอะไรมาก เพื่อนเราก็คิดว่าคงยังปรับตัวเข้ากันไม่ได้ ผ่านไปเกือบเดือนเราก็ยังไม่มีเพื่อน จนเราเองที่ทนไม่ไหว จนต้องแอ็ดเฟส แล้วโทรไปหาเพื่อนเก่าเราเอง โทรไปร้องไห้ให้เพื่อนฟัง ว่าคิดถึงมาก กินข้าวคนเดียว มันไม่เหมือนตอนที่เรากินด้วยกัน ทำไมรู้สึกว่ามันสนุก จนเกือบจะขอครูที่ปรึกษากลับไป รร เดิม แต่ดีที่ครูที่ปรึกษาพยายามยื้อเราสุดชีวิต พอเทอม 2 อะไรๆก็ลงตัวมากขึ้น เราเริ่มมีเพื่อน เราโอเคกับเพื่อนมากขึ้น เป็นเวลาหลายปีที่เรามีความสุขมาก จนเราลืมไปเลยว่าเคยมีปัญหาจะกลับ รร เก่า
เราพิสูจน์ได้จากตรงนี้ว่า ความห่างกันทำให้ความคิดถึงมันทำงานจริงๆ เรารู้สึกสุขทุกครั้งที่เรากะเพื่อน ม.ต้นมารวมกันอีกที มันวิเศษ
เราเลยใช้วิธีเดิมคือ การไปเรียนที่ มหาลัยไกลๆ เพราะคิดว่าการที่จะมาอยู่ที่ใหม่ เราจะปรับตัวเองเข้าหาเพื่อน ปรับตัวกับเพื่อนให้มากที่สุด เพื่อแก้ไขกับสิ่งที่เราเคยทำพลาดไปตอนม.ปลาย เราทำสำเร็จ เราได้มาไกลจริงๆ
ตอนที่รู้ว่าติดที่นี่ที่ภาคเหนือ เรารู้สึกดีมาก เรากรี๊ดลั้นบ้าน พ่อแม่เรายินดีกับเรา ตอนนั้นเราไม่คิดไร แล้วก็เลือกมากไม่ได้ เพราะเราเด็กรอบแอ็ด ในวันมาสัมภาษณ์ที่นี่เรารู้สึกเหมือนว่าเราไม่อยากอยู่ที่นี่ แต่เราก็ไม่มีทางเลือกจริงๆ คือเราไม่มีเพื่อนมาเลยมา เพื่อนเราส่วนใหญ่ก็เรียนแถวๆ กทม หรือ นครปฐม แต่ทีแรกเราคิดว่าเราจะรู้สึกดีกว่านี้ แต่ก็จริงช่วงแรกๆ เรารู้สึกดีมากๆ ได้มาอยู่ในเมืองท่องเที่ยว ไปไหนมาไหนสะดวก ห้างเยอะ ที่เที่ยวเยอะ ที่กินสบาย ทุกอย่างมันตอบโจทย์ คณะนัดเรามาก่อนวันเปิดเทอมประมาณ 20กว่า วัน ทีแรกเราไม่รู้ว่าให้มาทำไร รู้แค่ว่าต้องมาตรวจเอกสาร เราคิดว่ามาตรวจเสร็จแล้วจะได้กลับบ้าน ป่าว.. มาทำกิจกรรมต่อ เราพึ่งรู้หลังจากผ่านไปสัก 5 วันว่านี่คือกิจกรรมรับน้อง เพราะอะไรนะเหรอ ก็หลังจากปฐมนิเทศกลับมาที่คณะ เราก็โดน"ว็าก"ไง ยอมรับว่าตอนนั้นงงมาก นี่คืออะไร มีแบบนี้ด้วยเหรอ เราอึ้งมาก เราเรียนคณะที่จะต้องไป"สอนคน" สอนคนที่ใช้ปัญญาสอน ไม่ใช่ใช้อารมณ์สอน ตอนนั้นเราเหนื่อยและอยากกลับบ้านมาก เราไม่มีเวลาพัก ไม่มีเลย ที่เที่ยวที่คิดว่าจะไป ก็ไม่ได้ไป แต่มีสิ่งที่ดึงเราไว้ให้อยู่คือ พ่อแม่ เราเป็นลูกคนโต เป็นที่คาดหวังของพ่อแม่จริงๆ เราเลยถอยไม่ได้ ตอนนั้นเราคิดอย่างเดียวว่าเราต้องเรียนให้จบ เราจะไม่แคร์อะไร
ยอมรับนะว่าทีแรกเราเข้ากับเพื่อนได้ดีมาก เพื่อนเราดีมากจริงๆ เราคิดว่าเราไม่เหงาแน่ถ้าอยู่ที่นี่ เราต้องสนุกแน่ๆ "แต่ใครจะคิดว่าเรื่องมันจะเกิด" ผ่านไปไม่นานเราเริ่มรู้ระบบรับน้องที่นี่ น้องสามารถไม่เข้ารับน้องได้ รุ่นพี่ไม่มีสิทธิ์บังคับน้อง เราก็เลยตัดสินใจไม่เอารุ่น หรือไม่เข้ารับน้อง แต่เราก็อยู่มาสัก 2 เดือนนะ ตั้งแต่กลางกรกฎา เราก็ตัดสินใจถอดป้ายห้อยคอ และไม่เอารุ่นเมเจอร์ หมายความว่าเราไม่เอาทั้งรุ่นคณะและเมเจอร์
เราขี้เกียจเหรอ..??ป่าว กิจกรรมรับน้องที่ผ่านมาเราเต็มที่กับทุกกิจกรรม จะว่าไป เราเป็นตัวนำตอนกิจกรรมเมเจอร์ด้วย เราเหนื่อยเรายอมรับ แต่เราก็มีความสุขตอนที่ได้อยู่กับเพื่อนนะ
แต่ที่เราไม่เอารุ่น เพราะเราไม่อยากโดนว๊าก เราเหนื่อยนะ เราทำงาน ทำทุกอย่าง แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนคือ สิ่งโน้นก็ไม่ดี ไอนี่ก็ไม่เอา เราไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องดูถูก เราก็คน เค้าก็คน คนเหมือนกัน แต่เหมือนเราโดนละเมิดสิทธิมนุษยชน เราเลยไม่ยอม
โดนเราจะถอดป้าย พี่รหัสเราก็เตือนว่าเพื่อนโอเคไหม เราก็ไปถามเพื่อนนะ ทั้งเมเจอร์เลย เพื่อเราก็โอเคนะ ไม่ว่าอะไร บอกเราเสมอว่า "ยังไงก็เพื่อนกัน"
เราจำประโยคนี้ติดหู หลังจากเราไม่เอารุ่น เราก็แอบไปช้วยงานเมเจอร์เพื่อนอยู่ตลอด ช่วงนั้นเพื่อนนอนดึกเราก็ดึกไม่เคยเอาเปรียบเพราะอย่างที่บอกเราแค่ไม่อยากโดนว๊าก ฉะนั้นเราจะคอยหาโอกาสไปช่วยเพื่อนตลอดเวลา แค่เราจะไม่ไปยืนโดนว๊ากกับเพื่อนเฉยๆ แรกๆมันก็โอเคอยู่แต่ไปๆ มาๆ เรากับเพื่อนเราเริ่มห่างกัน เพื่อนเริ่มแบ่งกลุ่มกัน ทั้งที่ทีแรกไม่มีการแบ่งกลุ่ม ทุกคนไปได้กับทุกคน แต่มันก็เปลี่ยนไป เราก็มีกลุ่มเพื่อนของเรา ทุกคนเริ่มตีตัวออกห่างจากเรา เราเริ่มรู้สึกอ้างว้างมากขึ้น อโลนมาก ไปไหนคนเดียว อยู่คนเดียว กินข้าวคนเดียว เราโทษเพื่อนไม่ได้ เพราะเราก็เข้าใจเพื่อน เพราะเพื่อนต้องทำกิจกรรม ต้องเข้าห้องเชียร์ โน้นนี้ แต่เราไม่ต้อง เราก็มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น กลับบ้านได้บ้าง เรารู้สึกแย่ขึ้น
แย่ที่ เพื่อนเคยดี เราเคยรู้สึกดี แต่ความรู้สึกมันเปลี่ยนไป เราปลอบตัวเองตลอดว่า "ถ้าคำว่าเพื่อนมันอยู่ที่คอก็อย่าเป็นเพื่อนกันเลย" เราเลยเริ่มแยดแยะแล้วว่าคนไหน คนรู้จัก คนร่วมเมเจอร์ แล้วคนไหนที่เรียกได้ว่า "เพื่อน" ละแล้ว วงจรเดิมๆก็เริ่มกลับมา เราเริ่มไม่มีคนคุยด้วย ซึ่งปกติก็เคยไปเที่ยวไปกิน นอนด้วยกัน เราเริ่มเป็นคนที่ไม่มีตัวตนในเมเจอร์ เพื่อนเริ่มไม่นับเราเข้าเมเจอร์ เราก็เลยต้องอยู่แบบเจียมตัว ไม่ไปเสนอหน้าช่วยงานเมเจอร์เพราะไปก็เหมือนไร้ตัวตน ไม่มีใครคุยด้วย ไม่สนิทเหมือนเดิม เป็นเหมือนอากาศที่คนเขาไม่ต้องการ แล้วจะให้เราไปในฐานะอะไร
เราเลยตัดสินใจอยู่เงียบๆของเรา เราเลยกลายเป็นคนที่ไม่ทำกิจกรรม
เราเป้นคนชอบเที่ยวนะ ชอบมาก เหมือนชีวิตเกิดมาเพื่อเที่ยว แต่จะให้อินดี้ขนาดไปคนเดียวทุกที่มันก็จะสตรองเกินไป เราเลย รอเพื่อนกลุ่มเราว่าพวกเขาจะว่างกันเมื่อไหร่ เราชวนบ่อยนะ แต่คงบ่อยไปจนกลัวว่าเพื่อนจะรำคาน
เรามีเวลาปิดเทอมกลับบ้านประมาณ 3 อาทิตย์ เรากลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวไปอยู่กะเพื่อนรักที่คบกันมาตั้งแต่ประถม ไปเที่ยว ไปรร ไปหาเพื่อน เรามีความสุข เรารู้สึกว่ามันสุขจริงๆ ไม่มี
ตอนนี้เทอม 2 แล้ว เพื่อนเรายังไม่ได้รุ่นกันเลย ยังใส่ป้ายห้อยคออยู่ แล้วเราก็ไม่ได้ไปช่วยงานเมเจอร์เหมือนเดิม งานคณะก็ไม่ได้ช่วย เพราะช่วงนี้มีงานที่บ้านเข้ามาพอดี ช่วงนี้คณะจะมีงานใหญ่ เขาขอคนไปช่วย เราก็จะไปนะ แต่งานที่บ้านเยอะมากจริงๆ ปล้วมันเป็นงานด่วน จะให้เราทำไง เราก็ต้องเลือกงานของแม่เราก่อนไหม แม่เราเป็นคนจ่ายค่าเทอม ค่ากินให้นะ
คนในเมเจอร์เราก็ไม่รู้ไม่เข้าใจไง เราก็ได้ยินเสียงนินทาตามหลังมาเหมือนกันว่าไม่ไปช่วยงาน ช่วยเช็คเวลากูด้วย
ช่วงนี้ก็เหมือนเดิม เพื่อนในกลุ่มมีทั้งงานเมเจอร์งานคณะ ที่ต้องทำ พวกเขาก็จะไม่มีเวลาว่างมาเที่ยวกัยเรา เราเข้าใจ แต่เราก็จริงๆนะ แบบถ้าเห็นว่าเพื่อนว่าเราก้จะชวนเพื่อนเที่ยว เพื่อนเหนื่อยเราก็รู้ แต่เราก็ยังดื้อดึงชวนมัน "กูขอโทดพวกนะ ที่กูไม่ดูเวลา กูคิดว่าถ้าได้เที่ยว มันจะคลายเหนื่อยได้" อะเค ก็คนในเมเจอร์คนอื่นก็เหมือนเดิม ก็ถ้าเราไม่ชวนคุย เราก็จะเป็นเหมือนอากาศเหมือนเดิม
ทุกวันนี้ยังเฝ้าถามตัวเองอยู่เลย ไหนว่ะ คำว่า "ยังไงก็เพื่อน" เหรอ ใครจำไม่ได้ แต่กูจำได้ กูจำ จำตลอดด้วย
ทุกวันนี้เรา"เหนื่อย"และจะขอ"พอ" กับเรื่องพวกนี้ แต่มันทำได้ยากนะ จะโกหกความรู้สึกตัวเองว่าไม่รู้สึกอะไร มันยาก
วันนี้เป็นวันเกิดของเรา ปกติถ้าอยู่ที่บ้านคงได้ปาร์ตี้ไปละ กับพ่อแม่กับน้องที่คอยกวนประสาท เพื่อนประถมที่ยังรักกันเหนียวแน่น แล้วก็ที่ รร กะเพื่อน ม.ปลาย คิดถึงภาพพวกนั้น...
แต่ตอนนี้ ปีนี้ ปัจจุบันนี้ เรา "อยู่คนเดียว" ไม่มีปาร์ตี้ ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงคนรอบข้างให้ได้ยิน ได้ยินแต่เสียงที่ดังมาจากแป้นพิมพ์ที่พิมพ์อยู่ มีข้อความมาจากเพื่อนๆในโลกออนไลน์ แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันยังรู้สึก"เหงา"อยู่เหมือนเดิม มัน"อ้างว้าง" มัน"แย่" มัน "สับสน"ไปหมด
มาวันนี้เรารู้แค่ว่าเราต้องการอะไร เราอยากกลับบ้าน กลับไปกอดพ่อกับแม่ (ซึ่งเราไม่เคยทำเลยตั้งแต่จำความได้) เราอยากบอกพ่อกะแม่นะ "ขอบคุณที่ทำให้มีวันนี้ วันที่เรียกว่าวันเกิด ถ้าไม่มีท่าน ก็คงไม่มีวันเกิดของหนู)
เรารู้ซึ้งแล้วว่า "ไกลบ้าน" มันรู้สึกยังไง แต่ก่อนเราไม่เคยอยากอยู่บ้าน อยากไปอยู่ที่อื่น อยากไปอยู่ไกลๆ นี่สินะที่เขาบอก "ไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตา"
ตอนนี้ "โดดเดี่ยว"มากเลย อยากกลับบ้านมาก บ้านทำให้เราลืมทุกข์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เรามีความสุขจริงๆที่อยู่บ้าน ตอนนี้เราไม่อยากไปไหนแล้ว ไม่อยาก แต่เราก็ถอยไม่ได้ เพราะมันจะเสียเวลา ทางเดียวที่เราจะทำก็คือ รีบๆจบ แล้วรีบกลับบ้าน
ใครที่คิดอยากไปไกลบ้าน อยากให้คิดใหม่นะ เราไม่รู้ว่าคนอื่นคิดไง แต่ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้ เราจะขออยู่ใกล้ๆบ้าน เอาแบบเรียนไปเช้าเย็นกลับมันจะดีมาก "ไม่มีที่ไหนดีเท่าบ้านเรา"
"คนที่รอเราที่บ้านนั้นสำคัญที่สุด"
มันเป็นบทเรียนอันแสรสาหัสของเราจิงๆ บทเรียนที่ถ้าเป็นไปได้ขอไม่เจอ....
ไหนๆวันนี้ก็วันเกิดของเรา เราขอขอบคุณทุกคนที่อวยพรทั้งในเฟส ในไลน์ แล้วก็ที่โทรมาด้วย และที่สำคัญเพื่อนรักกูที่อัดเป็นคลิบวีดีโอส่งมาให้ด้วย กูโครตประทับใจเลย
ฉันแค่อบากบอกว่า....ฉันคิดผิดที่มาไกลบ้าน...