นี่เป็นการเที่ยวครั้งแรกที่เราตัดสินใจเขียนรีวิว หลังจากขาเดี้ยงมาหลายวัน =_=
ช่วงเสาร์-อาทิตย์-จันทร์ ที่ผ่านมาอบู่ในช่วงขอบเขตของวันหยุดเรา (ที่จริงแพลนเราจะไปเที่ยวต่างประเทศก่อน แต่มีสาเหตุให้ต้องเลื่อน) เลยโผล่ไปที่กรุ๊ปเที่ยวของพี่ๆที่รู้จักกันจากเว็บพันทิปว่าจะติดสอยห้อยตามตูดไปขึ้นดอยด้วย หลังจากที่ตอนคุยกันแรกๆเราไม่มีเกณฑ์ว่าจะได้ไป
ก่อนจะออกเดินทางจริง ทุกคนเมาท์มอยกันในไลน์สนุกสนานมาก มีแต่เราที่หลุดวงโคจรไปแล้ว (มือถือหาย บัดซบ) ซึ่งก่อนเราจะหลุดไป ความทรงจำสีจางที่พวกพี่ๆได้ปลูกฝังไว้สำหรับการเดินทางของทริปนี้คือ...
-ส้วมหลุมนะจ๊ะ- (อิมเมจจิ้น=กลิ่นขรี้ลอยตลบอบอวนหอมฟุ้งกระจาย)
-ควรพกน้ำดื่มไปด้วย- (อิมเมจจิ้น=ภาพทะเลทรายซาฮาร่าพร้อมอูฐอีกสิบตัวกำลังล้นคอหอย)
-ยากันยุง ทิชชู่วเปียก ผ้าห่ม ไฟฉาย บลาบลาบลา- (เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา)
พอถึงวันเดินทางจริง พี่ๆทุกคนนึกว่าเราไม่มา เพราะหลุดหายออกจากกลุ่มไปแล้ว แต่ก็จ๊ะเอ๋กันอยู่ที่สถานีเดินรถขึ้นเหนือของนครชัยแอร์เหมือนเดิม (เราฝากให้พี่ๆในนั้นจองตั๋วไป-กลับให้ ชำระเงินเรียบร้อย เพราะฉะนั้นจะไม่ยอมพลาดเหมือนทริปที่แล้ว 555)
ทีมStrong!ของเราจะมีสามหนุ่มสิบแปดมุมสามเหลี่ยมพิทาโกลัสอยู่ ได้แก่
1.พี่กี ณ อยุธยา (ขาโหดเรื่องต่อรองราคาเหมาของรถแดง)
2.พี่จิม ณ จันทบุรี
(ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่เขามาก รู้แค่ว่ากระดูกยาว)
3.พี่วี ณ จันทบุรี
(เรียนวิศวะโยธา เป็นมิตรกับเสาหลักกิโล ไซส์กะทัดรัด)
และอีกหนึ่งสาวที่พึ่งเข้าทีมมาใหม่ๆ คือพี่ไผ่ ณ กทม.นั่นเอง
(หุ่นเจ้ช่างบอบบางมาก แต่... -อย่าดูถูกพละกำลังอิสตรีเป็นอันขาด-)
ส่วนทีมกาก(ซึ่งภายหลังขาลงจะกลายพันธุ์เป็นทีมSloth)หัวหน้าทีมคือ!!!
เจ้กุ้ง สวย ใจดี สปอร์ต กทม. (ผู้ที่สอนให้เรารู้ว่าควรใช้ความเป็นน้องเล็กสุดให้เป็นประโยชน์ นั่นก็คือการไถตังค์พี่ๆนั่นเอง)

*ชัทเตอร์ที่ติดมาด้วยน่าจะเป็นพี่จิม
ส่วนลูกสมุนคงหนีไม่พ้นเรา แถ่น แถ้น แถ๊น~ สา ณ ปางช้างเผือก(กทม.นี่แหละ555)
พวกเราออกเดินกันสองทุ่มกว่าๆจากกรุงเทพ ถึงเชียงใหม่ประมาณตีห้าครึ่งแล้วจึงเหมารถแดงไปที่ขนส่งช้างเผือกต่อ (ฝีมือการต่อรองของพี่กี เลยเสียแค่คนละ 30 บาท 6 คน ก็เท่ากับ 180.- เฮียแน่นอนมาก)
*ปล.เนื่องจากอ่านกระทู้ความเหี้ยมของรถแดงในตัวเมืองเชียงใหม่มา เฮียเลยระวังตัวฝุดๆ
ทริปนี้พี่กีนัดกับพี่ชัย(เป็นคนนำทางในพื้นที่ เห็นว่าเฮียแกไปได้เบอร์พี่ชัยมาจากกระทู้ไหนกระทู้นึงในพันทิปนี่แหละ)ว่าให้มารับที่หน้าโลตัสเชียงดาว เพราะพวกเราจะนั่งรถบัสสีส้มแต่มีสกิลขับขึ้นเขาแบบเฟี้ยวฟ้าวไปถึงที่นั่นกันเอง

โฉมหน้าน้องบัสส้ม (ฉายารถเมล์สายแปดแห่งเมืองเชียงใหม่ *นี่ตั้งให้เอง เพราะโชเฟอร์ขับซิ่งแบบไม่เกรงใจทางโค้งหักศอกเลยค่ะ)
ตอนแรกยังไม่ได้ซึมซับความหนาวสักเท่าไหร่กันหรอกค่ะ ดี๊ด๊ากันมาก ระหว่างรอรถบัสก็ไปกดเงิน พร้อมกับทำธุระส่วนตัวกัน เจ้กุ้งลากเราเข้าเซเว่นเพราะเห็นว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง เพราะฉะนั้นเราต้องหาสเบียงที่ให้พลังงานสูง ส่วนตัวเราเอง เราเดินไปหยิบขนมปังฟาร์มเฮ้าส์โฮมวีตไซส์ใหญ่สีเขียวมากอดไว้เลย แต่...
เจ้กุ้งได้มาร์คหน้ามะเขือเทศมาสองซอง...
=_=
ตอนนั้นเราเถียงเจ้แกฉอดๆๆเลยล่ะว่าจะซื้อไปทำม้ายยยย สวยให้พระอาทิตย์ ก้อนเมฆ ภูเขา หิน ต้นไม้ ใบหญ้า หน้าดิน แอนด์ลูกหาบดูรึไง...? WTF
แต่ก็นั่นแหละฮะท่านผู้ชม อย่าไปยุ่งกับจินตนาการอันบรรเจิดของสตรีให้มาก ลองนางได้หมายหัวไว้แล้วว่าจะเอา ยังไง๊ยังไงก็ต้องเอาไปให้ได้ =_=
ส่วนพี่ไผ่ a.k.a คนเหล็ก สาวสวยอีกท่านนึงก็ได้หยิบขนมหวานมาตามเงื่อนไขที่กำหนด ปัญหาการเถียงเรื่องมาร์คหน้าจึงตกไป
เราไปถึงอำเภอเชียงดาวน่าจะสักประมาณเก้าโมง ถึงได้รู้ว่าอากาศตอนนั้นมันหนาวมากกก ต่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ที่จากมาเมื่อกี้ลิบลับ ขนาดเรานุ่งเสื้อกันหนาว พร้อมถุงมือ ผ้าพันคอ แถมหมวก ยังเอาไม่อยู่เลย ดีที่ไปได้โกโก้ร้อนมาประทังชีวิตจากร้านขายกาแฟสดใกล้ๆ รอดตายไปอีกช่วงนึงเลยค่ะ
ก่อนจะขึ้นดอยหลวงเชียงดาว พี่ชัยพาไปจอดที่ตลาดเพื่อแวะซื้อเสบียงข้าวเช้ากับข้าวเที่ยง เราได้ตับย่าง หมูยอทอด ส่วนพี่ไผ่กับพี่กุ้ง ได้ตับทอด หมูยอทอด หมูทอด เอามาแจมๆกัน ส่วนพี่ๆผู้ชายเราไม่รู้ แต่พวกเฮียใจดีมาก มีซื้อข้าวสวยเผื่อให้ด้วย แต่ทางนี้ซัดข้าวเหนียวเข้าอู่ไปสี่ห้าห่อล่ะ =_=
หลังจากแวะซื้อของจากตลาดเสร็จ พี่ชัยก็พาแวะไปที่บ้านเขา เพื่อชั่งน้ำหนักกระเป๋าก่อนที่จะให้ลูกหาบแบก ลูกหาบ 1 คน รับน้ำหนักได้เต็มที่ไม่เกิน 20 กิโลฯ (ทริปนี้ 6 คน พวกเราจ่ายเงินไปคนละ 2,800.- น้ำดื่มระหว่างทางพกไปเอง ส่วนพวกเต๊นท์ กระเป๋าเสื้อผ้า เครื่องมืออุปกรณ์ทำกับข้าวถังน้ำดื่มทั้งหลายแหล่ไม่ต้องแบกขึ้นไป เดี๋ยวพี่ชัยจัดการให้ เดินตัวปลิวพร้อมอาหารกลางวันกับเป้สะพายหลังปีนเขาขึ้นไปรอได้เลย
ก่อนขึ้นก็ต้องมีลงชื่อก่อน พอลงชื่อเสร็จ พวกเจ้ๆก็เริ่มเปิดประเด็นเรื่องการอาบน้ำก่อนขึ้นเขา แต่พวกเฮียๆก็เริ่มบ่นๆทักท้วงมาว่านี่มันสายแล้วนะ อีกเดี๋ยวต้องไปกันแล้ว มันจะช้า แถมอากาศตอนนั้นเหมือนยื่นมือเข้าไปในช่องฟรีสตู้เย็นอ่ะ ความเป็นไปได้เรื่องที่จะให้ผิวสัมผัสน้ำนี่เป็นศูนย์แน่นอนสำหรับเรา แต่พวกเจ้ๆก็หาได้สนใจไม่ ยังคงความสตรอง วิ่งไปหยิบเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าพร้อมกับอุปกรณ์ชำระล้าง แล้วถอดรองเท้าเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปอาบทันที ในขณะที่อุณหภูมิตอนนั้นประมาณ 9-10 องศา =_=
สุดท้ายเราก็วิ่งเข้าไปอาบด้วยกันกับพวกเจ้ๆอ่ะ ลืมความอาย ลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง รู้แค่ว่าอยากคลีน อยากเฟรช อยากสดชื่นเหมือนกัน เลยจัดวิถีออนเซ็นน้ำเย็นของหญิงสาวในห้องน้ำบนเนินเขากันไปซะ ซึ่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเหมือนโดนเฉือดก็ทำให้พวกเราลืมการจดจ้องสะรีระสังขารซึ่งกันและกันไปในทันที เป็นการอาบน้ำที่เย็นจัด หนาวจัดที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยอาบมา ทุรนทุรายมาก แต่ก็ต้องทน เพราะเราเพิ่งค้นพบว่าหลังจากอาบน้ำกันเสร็จแล้ว ความสบายตัวเริ่มเข้ามาแทนที่ พร้อมกับสกิลยางอายและความขวยเขินเริ่มหายไป =_=
***ต่อด้านล่างค่ะ***
[CR] เมื่อทีมStrong! และ ทีมSloth! บุกยอดดอยหลวงเชียงดาว (รีวิวบ่น รีวิวประสบการณ์ รีวิวไม่มีสาระ)
นี่เป็นการเที่ยวครั้งแรกที่เราตัดสินใจเขียนรีวิว หลังจากขาเดี้ยงมาหลายวัน =_=
ช่วงเสาร์-อาทิตย์-จันทร์ ที่ผ่านมาอบู่ในช่วงขอบเขตของวันหยุดเรา (ที่จริงแพลนเราจะไปเที่ยวต่างประเทศก่อน แต่มีสาเหตุให้ต้องเลื่อน) เลยโผล่ไปที่กรุ๊ปเที่ยวของพี่ๆที่รู้จักกันจากเว็บพันทิปว่าจะติดสอยห้อยตามตูดไปขึ้นดอยด้วย หลังจากที่ตอนคุยกันแรกๆเราไม่มีเกณฑ์ว่าจะได้ไป
ก่อนจะออกเดินทางจริง ทุกคนเมาท์มอยกันในไลน์สนุกสนานมาก มีแต่เราที่หลุดวงโคจรไปแล้ว (มือถือหาย บัดซบ) ซึ่งก่อนเราจะหลุดไป ความทรงจำสีจางที่พวกพี่ๆได้ปลูกฝังไว้สำหรับการเดินทางของทริปนี้คือ...
-ส้วมหลุมนะจ๊ะ- (อิมเมจจิ้น=กลิ่นขรี้ลอยตลบอบอวนหอมฟุ้งกระจาย)
-ควรพกน้ำดื่มไปด้วย- (อิมเมจจิ้น=ภาพทะเลทรายซาฮาร่าพร้อมอูฐอีกสิบตัวกำลังล้นคอหอย)
-ยากันยุง ทิชชู่วเปียก ผ้าห่ม ไฟฉาย บลาบลาบลา- (เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา)
พอถึงวันเดินทางจริง พี่ๆทุกคนนึกว่าเราไม่มา เพราะหลุดหายออกจากกลุ่มไปแล้ว แต่ก็จ๊ะเอ๋กันอยู่ที่สถานีเดินรถขึ้นเหนือของนครชัยแอร์เหมือนเดิม (เราฝากให้พี่ๆในนั้นจองตั๋วไป-กลับให้ ชำระเงินเรียบร้อย เพราะฉะนั้นจะไม่ยอมพลาดเหมือนทริปที่แล้ว 555)
ทีมStrong!ของเราจะมีสามหนุ่มสิบแปดมุมสามเหลี่ยมพิทาโกลัสอยู่ ได้แก่
1.พี่กี ณ อยุธยา (ขาโหดเรื่องต่อรองราคาเหมาของรถแดง)
2.พี่จิม ณ จันทบุรี
(ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่เขามาก รู้แค่ว่ากระดูกยาว)
3.พี่วี ณ จันทบุรี
(เรียนวิศวะโยธา เป็นมิตรกับเสาหลักกิโล ไซส์กะทัดรัด)
และอีกหนึ่งสาวที่พึ่งเข้าทีมมาใหม่ๆ คือพี่ไผ่ ณ กทม.นั่นเอง
(หุ่นเจ้ช่างบอบบางมาก แต่... -อย่าดูถูกพละกำลังอิสตรีเป็นอันขาด-)
ส่วนทีมกาก(ซึ่งภายหลังขาลงจะกลายพันธุ์เป็นทีมSloth)หัวหน้าทีมคือ!!!
เจ้กุ้ง สวย ใจดี สปอร์ต กทม. (ผู้ที่สอนให้เรารู้ว่าควรใช้ความเป็นน้องเล็กสุดให้เป็นประโยชน์ นั่นก็คือการไถตังค์พี่ๆนั่นเอง)
*ชัทเตอร์ที่ติดมาด้วยน่าจะเป็นพี่จิม
ส่วนลูกสมุนคงหนีไม่พ้นเรา แถ่น แถ้น แถ๊น~ สา ณ ปางช้างเผือก(กทม.นี่แหละ555)
พวกเราออกเดินกันสองทุ่มกว่าๆจากกรุงเทพ ถึงเชียงใหม่ประมาณตีห้าครึ่งแล้วจึงเหมารถแดงไปที่ขนส่งช้างเผือกต่อ (ฝีมือการต่อรองของพี่กี เลยเสียแค่คนละ 30 บาท 6 คน ก็เท่ากับ 180.- เฮียแน่นอนมาก)
*ปล.เนื่องจากอ่านกระทู้ความเหี้ยมของรถแดงในตัวเมืองเชียงใหม่มา เฮียเลยระวังตัวฝุดๆ
ทริปนี้พี่กีนัดกับพี่ชัย(เป็นคนนำทางในพื้นที่ เห็นว่าเฮียแกไปได้เบอร์พี่ชัยมาจากกระทู้ไหนกระทู้นึงในพันทิปนี่แหละ)ว่าให้มารับที่หน้าโลตัสเชียงดาว เพราะพวกเราจะนั่งรถบัสสีส้มแต่มีสกิลขับขึ้นเขาแบบเฟี้ยวฟ้าวไปถึงที่นั่นกันเอง
โฉมหน้าน้องบัสส้ม (ฉายารถเมล์สายแปดแห่งเมืองเชียงใหม่ *นี่ตั้งให้เอง เพราะโชเฟอร์ขับซิ่งแบบไม่เกรงใจทางโค้งหักศอกเลยค่ะ)
ตอนแรกยังไม่ได้ซึมซับความหนาวสักเท่าไหร่กันหรอกค่ะ ดี๊ด๊ากันมาก ระหว่างรอรถบัสก็ไปกดเงิน พร้อมกับทำธุระส่วนตัวกัน เจ้กุ้งลากเราเข้าเซเว่นเพราะเห็นว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง เพราะฉะนั้นเราต้องหาสเบียงที่ให้พลังงานสูง ส่วนตัวเราเอง เราเดินไปหยิบขนมปังฟาร์มเฮ้าส์โฮมวีตไซส์ใหญ่สีเขียวมากอดไว้เลย แต่...
เจ้กุ้งได้มาร์คหน้ามะเขือเทศมาสองซอง...
=_=
ตอนนั้นเราเถียงเจ้แกฉอดๆๆเลยล่ะว่าจะซื้อไปทำม้ายยยย สวยให้พระอาทิตย์ ก้อนเมฆ ภูเขา หิน ต้นไม้ ใบหญ้า หน้าดิน แอนด์ลูกหาบดูรึไง...? WTF
แต่ก็นั่นแหละฮะท่านผู้ชม อย่าไปยุ่งกับจินตนาการอันบรรเจิดของสตรีให้มาก ลองนางได้หมายหัวไว้แล้วว่าจะเอา ยังไง๊ยังไงก็ต้องเอาไปให้ได้ =_=
ส่วนพี่ไผ่ a.k.a คนเหล็ก สาวสวยอีกท่านนึงก็ได้หยิบขนมหวานมาตามเงื่อนไขที่กำหนด ปัญหาการเถียงเรื่องมาร์คหน้าจึงตกไป
เราไปถึงอำเภอเชียงดาวน่าจะสักประมาณเก้าโมง ถึงได้รู้ว่าอากาศตอนนั้นมันหนาวมากกก ต่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ที่จากมาเมื่อกี้ลิบลับ ขนาดเรานุ่งเสื้อกันหนาว พร้อมถุงมือ ผ้าพันคอ แถมหมวก ยังเอาไม่อยู่เลย ดีที่ไปได้โกโก้ร้อนมาประทังชีวิตจากร้านขายกาแฟสดใกล้ๆ รอดตายไปอีกช่วงนึงเลยค่ะ
ก่อนจะขึ้นดอยหลวงเชียงดาว พี่ชัยพาไปจอดที่ตลาดเพื่อแวะซื้อเสบียงข้าวเช้ากับข้าวเที่ยง เราได้ตับย่าง หมูยอทอด ส่วนพี่ไผ่กับพี่กุ้ง ได้ตับทอด หมูยอทอด หมูทอด เอามาแจมๆกัน ส่วนพี่ๆผู้ชายเราไม่รู้ แต่พวกเฮียใจดีมาก มีซื้อข้าวสวยเผื่อให้ด้วย แต่ทางนี้ซัดข้าวเหนียวเข้าอู่ไปสี่ห้าห่อล่ะ =_=
หลังจากแวะซื้อของจากตลาดเสร็จ พี่ชัยก็พาแวะไปที่บ้านเขา เพื่อชั่งน้ำหนักกระเป๋าก่อนที่จะให้ลูกหาบแบก ลูกหาบ 1 คน รับน้ำหนักได้เต็มที่ไม่เกิน 20 กิโลฯ (ทริปนี้ 6 คน พวกเราจ่ายเงินไปคนละ 2,800.- น้ำดื่มระหว่างทางพกไปเอง ส่วนพวกเต๊นท์ กระเป๋าเสื้อผ้า เครื่องมืออุปกรณ์ทำกับข้าวถังน้ำดื่มทั้งหลายแหล่ไม่ต้องแบกขึ้นไป เดี๋ยวพี่ชัยจัดการให้ เดินตัวปลิวพร้อมอาหารกลางวันกับเป้สะพายหลังปีนเขาขึ้นไปรอได้เลย
ก่อนขึ้นก็ต้องมีลงชื่อก่อน พอลงชื่อเสร็จ พวกเจ้ๆก็เริ่มเปิดประเด็นเรื่องการอาบน้ำก่อนขึ้นเขา แต่พวกเฮียๆก็เริ่มบ่นๆทักท้วงมาว่านี่มันสายแล้วนะ อีกเดี๋ยวต้องไปกันแล้ว มันจะช้า แถมอากาศตอนนั้นเหมือนยื่นมือเข้าไปในช่องฟรีสตู้เย็นอ่ะ ความเป็นไปได้เรื่องที่จะให้ผิวสัมผัสน้ำนี่เป็นศูนย์แน่นอนสำหรับเรา แต่พวกเจ้ๆก็หาได้สนใจไม่ ยังคงความสตรอง วิ่งไปหยิบเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าพร้อมกับอุปกรณ์ชำระล้าง แล้วถอดรองเท้าเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปอาบทันที ในขณะที่อุณหภูมิตอนนั้นประมาณ 9-10 องศา =_=
สุดท้ายเราก็วิ่งเข้าไปอาบด้วยกันกับพวกเจ้ๆอ่ะ ลืมความอาย ลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง รู้แค่ว่าอยากคลีน อยากเฟรช อยากสดชื่นเหมือนกัน เลยจัดวิถีออนเซ็นน้ำเย็นของหญิงสาวในห้องน้ำบนเนินเขากันไปซะ ซึ่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเหมือนโดนเฉือดก็ทำให้พวกเราลืมการจดจ้องสะรีระสังขารซึ่งกันและกันไปในทันที เป็นการอาบน้ำที่เย็นจัด หนาวจัดที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยอาบมา ทุรนทุรายมาก แต่ก็ต้องทน เพราะเราเพิ่งค้นพบว่าหลังจากอาบน้ำกันเสร็จแล้ว ความสบายตัวเริ่มเข้ามาแทนที่ พร้อมกับสกิลยางอายและความขวยเขินเริ่มหายไป =_=
***ต่อด้านล่างค่ะ***