อาจเพราะว่ากำลังจะสิ้นสุดฤดูหนาวลงในเร็วๆ นี้
ประจวบเหมาะกับเวลาที่มีอย่างเหลือเฟือ
หรือไม่ก็อยากค้นพบประสบการณ์ชีวิตใหม่
ให้สมองได้มีเรื่องคิดเกี่ยวกับชีวิตบ้าง
จึงทำให้ผมได้ตัดสินใจไปเที่ยว “ภูกระดึง” ครั้งแรก
เพียงลำพัง!
-บ่ายวันพุธที่ 6 มกราคม 2559
เตรียมแพ็คข้าวของที่(คิดว่า)จำเป็นใส่รถ
สิ่งของอะไรที่คิดว่าต้องใช้การพักแรม
พอจะนึกออกมาได้เกือบหมดเนื่องจากไปค่อนข้างบ่อย
แล้วก็เพื่มเติ่มด้วยข้อมูลของผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาแล้ว
ซึ่งปัจจุบันเราค้นหาในอินเตอร์เน็ทก็มีให้เลือกแทบไม่ถูก
ต่างคน ต่างข้อมูลกันไป แล้วแต่จะนึกออกมาได้
ส่วนใหญ่ก็หลักๆแหละครับ ข้าวของที่ต้องใช้
การแบกหามสัมภาระ อาหารการกิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ
หยูกยารักษาโรค จิปาถะแล้วแต่จะเจออะไรกันมา
ผมก็ได้แต่เตรียมๆตามเขาไป เผื่อๆเอาไว้
ตระเตรียมเกือบหมดก็ไม่ลืมที่จะหาหนังสือสักเล่มไว้อ่าน
แล้วมันก็เป็นการคิดหนักอีกอย่างหนึ่งว่าจะเอาเล่มไหนไป
เพราะที่ซื้อๆมาไว้เตรียมอ่านก็มีอยู่มากมายก่ายกอง
คิดๆๆ อ่อออ เล่มหนาๆอย่าเอาไป มันหนัก อ่านไม่หมดหรอก
เล็งหาเล่มบางๆ เอ่ มีเล่มไหนน๊าาา ที่เหมาะกับบรรยาศกาศ
พอนึกออกปุ๊บ ก็รื้อแทบทุกซอกอยู่นานสองนาน กว่าจะเจอ
แต่ว่าเย็นวันนี้มีพาร์ตี้นิดหน่อย
เพราะว่าเป็นวันครบรอบหนึ่งปีของลูกชายพี่ผมคนหนึ่ง
และครบรอบหนึ่งปีที่พี่เค้าหยุดดื่มไป
เลยคิดไว้ว่าจะนั่งคุยกันสักหน่อยค่อยกลับมานอน
สักสองยามค่อยออกเดินทาง
เพราะดูเส้นทางแล้วใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง
ขับรถไปเรื่อยๆคงถึงเช้าๆ แวะหาอะไรกินสักนิดก่อน
สักแปดโมงค่อยเดินขึ้นเขา คงถึงวังกวางเกือบๆเที่ยงน่าจะไหว
กินข้าวเที่ยงเสร็จก็หาที่นอนเล่นใต้ร่มไม้ อ่านหนังสือรอเวลาดูอาทิตย์ตก
วันต่อมาก็ค่อยๆเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร
หากแต่......แต่ แต่
ผมสะดุ้งตื่นด้วยเสียงประหลาดที่ไม่คุ้นชิน
เหลือบมองไปรอบด้านเห็นเพียงความมืดมิด
พอสังเกตุดีๆเริ่มพอที่จะมองเห็นไฟที่ด้านขวา
มันเป็นแสงสีแดงยาวคล้ายไฟท้ายรถบรรทุก?
ใช่ นั่นมันไฟท้ายรถ และเสียงที่ปลุกผม.... แตรรถ
ผมพบตัวเองนอนอยู่ในรถที่จอดข้างถนน!
แม่เจ้า.....
นิ้วจิ้มสวิตช์เปิดไฟในรถ สะบัดข้อมือดูนาฬิกาบอกเวลาตีห้ากว่า
สมองปวดตุบด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์คิดอะไรไม่ออก
ว่ามันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร?
แบล็คปลอมหรอว่ะ? หรือใครวางยา?
พยายามนึกย้อนเหตุการณ์ไปก็เปล่าประโยชน์
เพราะนึกยังไงก็นึกไม่ออก
ขยี้ตาเพื่อเคลียร์ขี้มันทิ้งแล้วบิดกุญแจรถสตาร์ท.
-เช้ามืดวันพฤหัสที่ 7 มกราคม 2559
ราวๆครึ่งชั่วโมงผมถึงบ้านด้วยความงงงวย
ไม่รู้จะทำอะไรเป็นอันดับแรก ดับเครื่องก่อนๆ ฮ่าๆๆ
ดุ่มๆลงรถรีบเดินไปล้างหน้าล้างตาให้พอสดชื่นขึ้นมาบ้าง
เอาชายเสื้อเช็ดหน้าเสร็จก็จับของที่เตรียมไว้ยัดๆๆใส่กระเป๋าสองใบ
โยนเข้ารถได้ก็หันหัวรถออกเดินทางก่อนฟ้าจะสางสักเล็กน้อย
ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยผ่านการดื่มหนักๆมากันเยอะ
(ผมอาจจะเอาแค่คนรู้จักของตัวเองมาเป็นบรรทัดก็ได้)
แล้วอาการเมาค้าง หรือ แฮ็งค์ อย่างที่เราเรียกกันสั้นๆนั้น
คงไม่มีใครอยากเจอกับอาการนี้หรอก
ไม่ต้องบรรยายหรอกเนาะ ประเดี๋ยวจะไม่อยากดื่มซะ
แล้วตาปรือๆอยากจะนอน กลับมาต้องขับรถเกือบสี่ร้อยกิโลฯ
ถึงอำเภอมวกเหล็กราวเจ็ดโมงเลี้ยวเข้าไปแวะหาอะไรกินก่อนดีกว่า
แต่ดูจากเวลาแล้ว ถ้านั่งกินที่ร้านจะทำให้เสียเวลาการเดินทาง
เลยได้แค่เจ้านี่ซึ่งคงสะดวกสุดๆล่ะ เวลาขับไป กินไป

ข้าวเหนียวหมูปิ้ง
แต่ก็กินแทบไม่ลงเหมือนกัน ในใจคิดว่าดีกว่าอดแล้วร่างพังก็เลยต้องฝืนกินไป
ออกจากอำเภอมวกเหล็กเข้าเส้นมิตรภาพเป็นทางขึ้นมอไปกลางดง

ดวงอาทิตย์กำลังสาดแสงแยงตาเลย
ไปเรื่อยๆครับ ไม่เกินความเร็วที่ตัวเองกำหนด

เย้ๆชัยภูมิแล้ว
เก้าโมงสี่สิบห้า ทำเวลาได้ดีอยู่ แต่ก็เลยเวลาที่คิดเอาไว้แล้ว
ที่แรกก็ว่าจะออกทางเลี่ยงเมือง แต่เข้ามาดูเมืองที่ไม่เคยแวะซะหน่อยก็ดี
สถานีต่อไป ชุมแพ
ซึ่งตอนนี้ถนนหมายเลข 201 สีคิ้ว-เชียงคาน
กำลังดำเนินการปรับปรุงเส้นทางแทบตลอดทั้งทางนะครับ
ขยายจากถนนสองเลน เป็นกี่เลนไม่รู้ แต่เห็นแล้วกวางขวางเอาการ
การจราจรอาจมีติดขัดบ้าง วิ่งทางเบี่ยงเลี่ยงไม่ได้บ้าง
กว่าจะแซงรถบรรทุกอ้อยได้แต่ล่ะที ถึงกับต้องลากมา D2 กันยาวๆเชียว
ถึงชุมแพแล้วเลี้ยวซ้ายไปทางเพชรบูรณ์
รถใครใช้แก๊ส LPG ควรเติมที่นี่นะครับ
เพราะถ้าเลี้ยวขวาแยกที่ไปเลยแล้ว ไม่มีนะครับ

เห็นเขาลูกนี้ก็แสดงว่ากำลังจะเข้าจังหวัดเลยแล้วครับ
ตรงนี้เที่ยงยี่สิบแล้ว รีบฮ้อใหญ่ กลัวขึ้นเขาไม่ทัน

นั่นไง อยู่นั่นไง ภูกระดึง อยู่นั่นไง
จากเส้นนี้แยกซ้ายไปอีกหน่อยก็ถึงแล้วครับ

เย้ ถึงสักที 12:35
ถึงด่านแล้วก็จ่ายค่านำรถยนต์เข้าด้วยนะครับสามสิบบาท
ไม่จ่าย เจ้าหน้าที่ เอาปืนยิงเอาไม่รู้นะครับ ฮ่าๆๆ
จากประตูทางเข้าอุทยานถึงที่ทำการนั้นไม่ไกล
มีลานจอดรถให้เลือกมากมาย
วันที่ผมไปมีเจ้าหน้าที่บอกให้ไปจอดด้านข้างของที่ทำการ
หาร่มไม้ตรงไหนที่จอดได้ก็เลียบเข้าไปเลยครับ
เจ้าหน้าที่เค้าจะให้บัตรจอดรถเคลือบแข็งมาหนึ่งใบ
ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆในการจอดที่อุทยาน

ด้านหน้าศูนย์บริการครับ
หากใครนั่งรถโดยสารมาก็จะลงตรงนี้แหละครับ
ขากลับก็ขึ้นตรงนี้เช่นกัน

จ่ายค่าบริการ 40 บาทครับ
เข้ามาภายในศูนย์ฯเพื่อชำระค่าบริการ
เก็บบัตรที่เจ้าหน้าที่ให้ไว้ด้วยนะครับ จะมีตรวจก่อนขึ้นภูอีกครั้งหนึ่ง
จ่ายเงินเสร็จสรรพต่อไปก็เอากระเป๋าไปฝากหาบสักใบ
คะเนจากน้ำหนักกระเป๋าและอาการตัวเองแล้ว ตัวเปล่ายังหวั่นๆ
ออกจากศูนย์บริการทางด้านข้างแล้วเดินไปอาคารหมายเลข 4
ซึ่งเป็นที่รับฝากของขึ้นลงภูครับ
อัตราค่าบริการ 30 บาทต่อ กิโลกรัม
ลองชั่งน้ำหนักกระเป๋ากันก่อนก็ได้ครับ
ของผม 2.7 กิโลกรัม คิดราคาที่ 3 กิโลกรัมครับ
ไม่ควรฝากสิ่งของมีค่าหาบขึ้นไปนะครับ
กระเป๋าของคุณจะถูกรัดด้วยเชือกเป็นกองๆกับคานไม้ไผ่
ซึ่งลูกหาบจะเป็นผู้รัดเอง
บางคนมีถุงตาข่ายก็ช่วยให้สัมภาระเราบอบช้ำน้อยหน่อย
(แต่ส่วนน้อยครับ น้อยจริงๆ)
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มจากน้ำหนักรวมที่หาบก็จะมีค่าตั๋วครับ ใบละ 5 บาท
ตั๋วนี้เจ้าหน้าที่จะให้เราเขียนชื่อ เบอร์โทรลงไป
มีทั้งหมดสามส่วน ส่วนแรกติดกับสัมภาระที่เราฝาก
ส่วนที่สองเจ้าหน้าที่จะเก็บไว้
ส่วนที่สามให้เราเก็บไว้(ให้ดี)เวลาของไปถึงข้างบนแล้ว
เราต้องใช้ตั๋วยืนยันความเป็นเจ้าของนะครับ
(แต่ไม่รู้ว่าทำตั๋วหายแล้วจะเป็นไง)
ลองเช็คกระเป๋าสะพายก่อนเดินขึ้นสักหน่อยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง
กล้อง หนังสือ สมุดบันทึก ปากกา
กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ พาวเวอร์แบงค์ สายชาร์ตต่างๆ
แว่นตากันแดด รองเท้าแตะ(ทำไมไม่ฝากลูกหาบ?)
เครืองทำความสะอาดร่างกายต่างๆ โลชั่นทาผิว
หมวกไหมพรม กาแฟซอง ไฟฉาย เทอร์โม+ไฮโกรมิเตอร์
ถุงพลาสติค เชือก หนังยาง มีดพก ยาแก้ปวด ยานวด ขวดแจ็ค
เอาล่ะเตรียมตัวเตรียมใจ ข้าวของพร้อมแล้วก็ ป่ะ!!!
สะพายเป้ขึ้นบ่า ตบเท้าหน้าเดิน
(ปวดหัวชิบ ในใจคิด)
-บ่ายโมงวันพฤหัสที่ 7 มกราคม 2559
เดินผ่านด่านที่เจ้าหน้าที่ขอตรวจบัตรแล้วก็จะพบป้ายบอกสถานที่
และระยะทางว่าจะต้องเดินอย่างท้อแท้ไปอีกสักเท่าไหร่
แค่นี้จิ๊บๆ เริ่มเลยล่ะกัน

ขึน ลง ได้ไม่เกินบ่ายสองนะครับ
การเดินทางย่อมมีก้าวแรกเสมอ
ระยะทางจากศูนย์ถึงซำแฮกซึ่งเป็นจุดพักจุดแรก 1 กิโลเมตร
ซึ่งจุดแรกนี้เป็นจุดที่ลาดชั้นมาก แต่น้อยกว่าระยะสุดท้ายก่อนถึงหลังแป
ใครผ่านซำแรกไปได้ก็ถือว่าผ่านถึงยอดภูได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
แต่....แต่อีกแล้ว ร้อยเมตรแรกลมหายใจผมเริ่มถี่
ผ่านไปสิบนาทีเท่านั้นแหละครับ เหมือนลงนรกทั้งเป็น
นำ้หนักกระเป๋าเป้ที่สะพายหลังอยู่หนักราวๆ 4 กิโลกรัม
ร้องเท้าออกกำลังกายอย่างนุ่มและเบาช่วยในการเดินปีนป่ายได้ดี
หมวกตาข่ายครึ่งใบมีปีกกันแดดกันร้อนและแสงแดดแยงตา
ทั้งหมดนี้ คงจะดีถ้าไม่มีคำว่า "แฮ็งค์" รวมอยู่ด้วย
คุณเคยได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังแค่ไหน?
ผมคิดว่าเวลานั้นผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงหัวใจตัวเอง
ที่เต้นราวกับว่าอยากจะทะลุออกมาตุบๆข้างนอกร่างซะดีกว่า
กับเสียงลมหายใจที่เข้าออกอย่างหนักหน่วงเหมือนจ้ำร้อยเมตรมา
เหงื่อออกตามซอกมือและเท้า ขาที่แข็งกำยำจากการเล่นกีฬาผาดโผน
เริ่มเบาหวิวจนแทบจะไม่มีแรงก้าวเดินต่อไป
นี่ยังไปไม่ถึงไหน เป็นถึงขั้นนี้แล้ว
(ชิบหงาย เดินไปเรื่อยๆแล้วตูจะตายมั้ยเนี่ย)
เดินได้ห้าสิบก้าวพักสิบวิ นั่นเป็นสิ่งทีเกิดขึ้นจริง ไม่เชื่อลองแฮ็งค์ดู!!
ผู้คนที่เดินสวนลงมาต่างหน้าตาอิดโรยบ้าง
สนุกสนานเฮฮาเป็นกลุ่มๆลงมาบ้าง
บางคนชวนคุย ทักทาย ยิ้มให้บ้าง
มีน้องผู้หญิงน่ารักคนหนึ่งบอกว่า "สู้ๆพี่ อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว"
ในใจคิด เอาก็เอาว่ะ ถ้าผู้ชายมาพูดนี่จะไม่เชื่อเลย
ลุกขึ้นยืนด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง กัดฟันเดินต่อไป...
หยิบขวดน้ำที่เหน็บไว้ข้างเป้ขึ้นมาจิบ
ขนลุกชันด้วยอาการของขึ้น น้ำตาคลอขอบตา
หัวใจเริ่มเต้นช้าลง ยัดขวดน้ำเก็บ ก้าวเท้าต่อไป
กว่าจะถึงซำแฮก ผมนั่งพักอย่างถ้อถอยไปไม่ต่ำกว่าห้ารอบแล้ว

แฮกจริงๆ
แทบทุกๆซำจะมีร้านค้าขายอาหาร เครื่องดื่ม
ผลไม้ ฯลฯ ให้ได้รับประทานกันตลอดทาง
แต่ผมกินอะไรไม่ลงหรอกครับ เวลานี้
เดินผ่านคนที่นั่งพักไปด้วยความอื้ออึง
สุดร้านค้ามีห้องน้ำอยู่ เลยแวะล้างหน้า ล้างตาซะหน่อย
หนทางหลังจากซำแฮกขึ้นไปไม่ค่อยลาดชันเท่าไหร่แล้วครับ
พอเดินได้เรื่อยๆอย่างไม่เหนื่อยมากนัก
ผมแวะนั่งดื่มน้ำแดงมะนาวโซดาที่ซำกกหว้า
ระยะทาง 2,940 เมตรจากด้านล่างที่ราคาแก้วละ 20 บาท
ยิ่งสูงขึ้น ยิ่งแพงครับ เพราะร้านค้าต่างๆต้องจ้างลูกหาบ
หรือไม่ก็หาบขึ้นมากันเอง
น้ำเปล่าขวดเล็ก 600 มล.ก็ 20 บาท
ดื่มน้ำหมดแก้ว จนรู้สึกสนชื่นขึ้นมาก็ไปต่อเลยครับ
กลัวว่าจะมืดก่อนถึงวังกวาง
เพราะพี่ที่เดินสวนกันบอกว่า วันที่เค้าเดินขึ้นเวลาบ่ายโมง
กว่าจะเดินไปถึงวังกวางก็หกโมงเย็นนู่นแหนะ
(นานขนาดนั้นเชียว?)

กอไผ่เยอะๆแบบนี้ ซำกกไผ่แน่นอนครับ
ตลอดทางเราจะพบกับลูกหาบที่หาบของขึ้นลงอยู่เรื่อยๆครับ
บางทีผมชอบเดินตามลูกหาบไปเรื่อยๆนะครับ
เพราะลูกหาบหลายคนจะมีลำโพงติดกับคานหาบไว้เปิดเพลงฟัง
บางที่เจอเพลงถูกใจ ฮ่าๆๆ

ซำกกโดนวิวสวยดีครับ มองเห็นเมืองด้านล่าง
แวะถ่ายรูปซะหน่อย พักเหนื่อยไปในตัว
เอาฟิล์มไปล้างเมื่อไหร่จะเอามาให้ชมกันครับ

หลายๆคนคงสังเกตุเห็นแตกก้อนนี้
ซำแคร่เป็นที่สุดท้ายก่อนถึงหลังแป
ผมนั่งพักที่เก้าอี้ไม้ไผ่สี่ท่อนตัวแรก
ควักน้ำข้างกระเป๋าขวดที่สองมาจิบ
พยายามจิบมาตลอดทางแหละครับ
ตรงนี้ผมนั่งพักนานกว่าเดินนิดนึง
เพราะหนทางข้างหน้าถือว่าหินครับ

หินอย่างนี้เลยครับ ฮ่าๆๆ

ชื่อใครดูเอา ชื่อผมยังมีคนเขียนให้เลย
ลุยเดี่ยวเที่ยวภู
อาจเพราะว่ากำลังจะสิ้นสุดฤดูหนาวลงในเร็วๆ นี้
ประจวบเหมาะกับเวลาที่มีอย่างเหลือเฟือ
หรือไม่ก็อยากค้นพบประสบการณ์ชีวิตใหม่
ให้สมองได้มีเรื่องคิดเกี่ยวกับชีวิตบ้าง
จึงทำให้ผมได้ตัดสินใจไปเที่ยว “ภูกระดึง” ครั้งแรก
เพียงลำพัง!
-บ่ายวันพุธที่ 6 มกราคม 2559
เตรียมแพ็คข้าวของที่(คิดว่า)จำเป็นใส่รถ
สิ่งของอะไรที่คิดว่าต้องใช้การพักแรม
พอจะนึกออกมาได้เกือบหมดเนื่องจากไปค่อนข้างบ่อย
แล้วก็เพื่มเติ่มด้วยข้อมูลของผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาแล้ว
ซึ่งปัจจุบันเราค้นหาในอินเตอร์เน็ทก็มีให้เลือกแทบไม่ถูก
ต่างคน ต่างข้อมูลกันไป แล้วแต่จะนึกออกมาได้
ส่วนใหญ่ก็หลักๆแหละครับ ข้าวของที่ต้องใช้
การแบกหามสัมภาระ อาหารการกิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ
หยูกยารักษาโรค จิปาถะแล้วแต่จะเจออะไรกันมา
ผมก็ได้แต่เตรียมๆตามเขาไป เผื่อๆเอาไว้
ตระเตรียมเกือบหมดก็ไม่ลืมที่จะหาหนังสือสักเล่มไว้อ่าน
แล้วมันก็เป็นการคิดหนักอีกอย่างหนึ่งว่าจะเอาเล่มไหนไป
เพราะที่ซื้อๆมาไว้เตรียมอ่านก็มีอยู่มากมายก่ายกอง
คิดๆๆ อ่อออ เล่มหนาๆอย่าเอาไป มันหนัก อ่านไม่หมดหรอก
เล็งหาเล่มบางๆ เอ่ มีเล่มไหนน๊าาา ที่เหมาะกับบรรยาศกาศ
พอนึกออกปุ๊บ ก็รื้อแทบทุกซอกอยู่นานสองนาน กว่าจะเจอ
แต่ว่าเย็นวันนี้มีพาร์ตี้นิดหน่อย
เพราะว่าเป็นวันครบรอบหนึ่งปีของลูกชายพี่ผมคนหนึ่ง
และครบรอบหนึ่งปีที่พี่เค้าหยุดดื่มไป
เลยคิดไว้ว่าจะนั่งคุยกันสักหน่อยค่อยกลับมานอน
สักสองยามค่อยออกเดินทาง
เพราะดูเส้นทางแล้วใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง
ขับรถไปเรื่อยๆคงถึงเช้าๆ แวะหาอะไรกินสักนิดก่อน
สักแปดโมงค่อยเดินขึ้นเขา คงถึงวังกวางเกือบๆเที่ยงน่าจะไหว
กินข้าวเที่ยงเสร็จก็หาที่นอนเล่นใต้ร่มไม้ อ่านหนังสือรอเวลาดูอาทิตย์ตก
วันต่อมาก็ค่อยๆเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร
หากแต่......แต่ แต่
ผมสะดุ้งตื่นด้วยเสียงประหลาดที่ไม่คุ้นชิน
เหลือบมองไปรอบด้านเห็นเพียงความมืดมิด
พอสังเกตุดีๆเริ่มพอที่จะมองเห็นไฟที่ด้านขวา
มันเป็นแสงสีแดงยาวคล้ายไฟท้ายรถบรรทุก?
ใช่ นั่นมันไฟท้ายรถ และเสียงที่ปลุกผม.... แตรรถ
ผมพบตัวเองนอนอยู่ในรถที่จอดข้างถนน!
แม่เจ้า.....
นิ้วจิ้มสวิตช์เปิดไฟในรถ สะบัดข้อมือดูนาฬิกาบอกเวลาตีห้ากว่า
สมองปวดตุบด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์คิดอะไรไม่ออก
ว่ามันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร?
แบล็คปลอมหรอว่ะ? หรือใครวางยา?
พยายามนึกย้อนเหตุการณ์ไปก็เปล่าประโยชน์
เพราะนึกยังไงก็นึกไม่ออก
ขยี้ตาเพื่อเคลียร์ขี้มันทิ้งแล้วบิดกุญแจรถสตาร์ท.
-เช้ามืดวันพฤหัสที่ 7 มกราคม 2559
ราวๆครึ่งชั่วโมงผมถึงบ้านด้วยความงงงวย
ไม่รู้จะทำอะไรเป็นอันดับแรก ดับเครื่องก่อนๆ ฮ่าๆๆ
ดุ่มๆลงรถรีบเดินไปล้างหน้าล้างตาให้พอสดชื่นขึ้นมาบ้าง
เอาชายเสื้อเช็ดหน้าเสร็จก็จับของที่เตรียมไว้ยัดๆๆใส่กระเป๋าสองใบ
โยนเข้ารถได้ก็หันหัวรถออกเดินทางก่อนฟ้าจะสางสักเล็กน้อย
ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยผ่านการดื่มหนักๆมากันเยอะ
(ผมอาจจะเอาแค่คนรู้จักของตัวเองมาเป็นบรรทัดก็ได้)
แล้วอาการเมาค้าง หรือ แฮ็งค์ อย่างที่เราเรียกกันสั้นๆนั้น
คงไม่มีใครอยากเจอกับอาการนี้หรอก
ไม่ต้องบรรยายหรอกเนาะ ประเดี๋ยวจะไม่อยากดื่มซะ
แล้วตาปรือๆอยากจะนอน กลับมาต้องขับรถเกือบสี่ร้อยกิโลฯ
ถึงอำเภอมวกเหล็กราวเจ็ดโมงเลี้ยวเข้าไปแวะหาอะไรกินก่อนดีกว่า
แต่ดูจากเวลาแล้ว ถ้านั่งกินที่ร้านจะทำให้เสียเวลาการเดินทาง
เลยได้แค่เจ้านี่ซึ่งคงสะดวกสุดๆล่ะ เวลาขับไป กินไป
ข้าวเหนียวหมูปิ้ง
แต่ก็กินแทบไม่ลงเหมือนกัน ในใจคิดว่าดีกว่าอดแล้วร่างพังก็เลยต้องฝืนกินไป
ออกจากอำเภอมวกเหล็กเข้าเส้นมิตรภาพเป็นทางขึ้นมอไปกลางดง
ดวงอาทิตย์กำลังสาดแสงแยงตาเลย
ไปเรื่อยๆครับ ไม่เกินความเร็วที่ตัวเองกำหนด
เย้ๆชัยภูมิแล้ว
เก้าโมงสี่สิบห้า ทำเวลาได้ดีอยู่ แต่ก็เลยเวลาที่คิดเอาไว้แล้ว
ที่แรกก็ว่าจะออกทางเลี่ยงเมือง แต่เข้ามาดูเมืองที่ไม่เคยแวะซะหน่อยก็ดี
สถานีต่อไป ชุมแพ
ซึ่งตอนนี้ถนนหมายเลข 201 สีคิ้ว-เชียงคาน
กำลังดำเนินการปรับปรุงเส้นทางแทบตลอดทั้งทางนะครับ
ขยายจากถนนสองเลน เป็นกี่เลนไม่รู้ แต่เห็นแล้วกวางขวางเอาการ
การจราจรอาจมีติดขัดบ้าง วิ่งทางเบี่ยงเลี่ยงไม่ได้บ้าง
กว่าจะแซงรถบรรทุกอ้อยได้แต่ล่ะที ถึงกับต้องลากมา D2 กันยาวๆเชียว
ถึงชุมแพแล้วเลี้ยวซ้ายไปทางเพชรบูรณ์
รถใครใช้แก๊ส LPG ควรเติมที่นี่นะครับ
เพราะถ้าเลี้ยวขวาแยกที่ไปเลยแล้ว ไม่มีนะครับ
เห็นเขาลูกนี้ก็แสดงว่ากำลังจะเข้าจังหวัดเลยแล้วครับ
ตรงนี้เที่ยงยี่สิบแล้ว รีบฮ้อใหญ่ กลัวขึ้นเขาไม่ทัน
นั่นไง อยู่นั่นไง ภูกระดึง อยู่นั่นไง
จากเส้นนี้แยกซ้ายไปอีกหน่อยก็ถึงแล้วครับ
เย้ ถึงสักที 12:35
ถึงด่านแล้วก็จ่ายค่านำรถยนต์เข้าด้วยนะครับสามสิบบาท
ไม่จ่าย เจ้าหน้าที่ เอาปืนยิงเอาไม่รู้นะครับ ฮ่าๆๆ
จากประตูทางเข้าอุทยานถึงที่ทำการนั้นไม่ไกล
มีลานจอดรถให้เลือกมากมาย
วันที่ผมไปมีเจ้าหน้าที่บอกให้ไปจอดด้านข้างของที่ทำการ
หาร่มไม้ตรงไหนที่จอดได้ก็เลียบเข้าไปเลยครับ
เจ้าหน้าที่เค้าจะให้บัตรจอดรถเคลือบแข็งมาหนึ่งใบ
ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆในการจอดที่อุทยาน
ด้านหน้าศูนย์บริการครับ
หากใครนั่งรถโดยสารมาก็จะลงตรงนี้แหละครับ
ขากลับก็ขึ้นตรงนี้เช่นกัน
จ่ายค่าบริการ 40 บาทครับ
เข้ามาภายในศูนย์ฯเพื่อชำระค่าบริการ
เก็บบัตรที่เจ้าหน้าที่ให้ไว้ด้วยนะครับ จะมีตรวจก่อนขึ้นภูอีกครั้งหนึ่ง
จ่ายเงินเสร็จสรรพต่อไปก็เอากระเป๋าไปฝากหาบสักใบ
คะเนจากน้ำหนักกระเป๋าและอาการตัวเองแล้ว ตัวเปล่ายังหวั่นๆ
ออกจากศูนย์บริการทางด้านข้างแล้วเดินไปอาคารหมายเลข 4
ซึ่งเป็นที่รับฝากของขึ้นลงภูครับ
อัตราค่าบริการ 30 บาทต่อ กิโลกรัม
ลองชั่งน้ำหนักกระเป๋ากันก่อนก็ได้ครับ
ของผม 2.7 กิโลกรัม คิดราคาที่ 3 กิโลกรัมครับ
ไม่ควรฝากสิ่งของมีค่าหาบขึ้นไปนะครับ
กระเป๋าของคุณจะถูกรัดด้วยเชือกเป็นกองๆกับคานไม้ไผ่
ซึ่งลูกหาบจะเป็นผู้รัดเอง
บางคนมีถุงตาข่ายก็ช่วยให้สัมภาระเราบอบช้ำน้อยหน่อย
(แต่ส่วนน้อยครับ น้อยจริงๆ)
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มจากน้ำหนักรวมที่หาบก็จะมีค่าตั๋วครับ ใบละ 5 บาท
ตั๋วนี้เจ้าหน้าที่จะให้เราเขียนชื่อ เบอร์โทรลงไป
มีทั้งหมดสามส่วน ส่วนแรกติดกับสัมภาระที่เราฝาก
ส่วนที่สองเจ้าหน้าที่จะเก็บไว้
ส่วนที่สามให้เราเก็บไว้(ให้ดี)เวลาของไปถึงข้างบนแล้ว
เราต้องใช้ตั๋วยืนยันความเป็นเจ้าของนะครับ
(แต่ไม่รู้ว่าทำตั๋วหายแล้วจะเป็นไง)
ลองเช็คกระเป๋าสะพายก่อนเดินขึ้นสักหน่อยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง
กล้อง หนังสือ สมุดบันทึก ปากกา
กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ พาวเวอร์แบงค์ สายชาร์ตต่างๆ
แว่นตากันแดด รองเท้าแตะ(ทำไมไม่ฝากลูกหาบ?)
เครืองทำความสะอาดร่างกายต่างๆ โลชั่นทาผิว
หมวกไหมพรม กาแฟซอง ไฟฉาย เทอร์โม+ไฮโกรมิเตอร์
ถุงพลาสติค เชือก หนังยาง มีดพก ยาแก้ปวด ยานวด ขวดแจ็ค
เอาล่ะเตรียมตัวเตรียมใจ ข้าวของพร้อมแล้วก็ ป่ะ!!!
สะพายเป้ขึ้นบ่า ตบเท้าหน้าเดิน
(ปวดหัวชิบ ในใจคิด)
-บ่ายโมงวันพฤหัสที่ 7 มกราคม 2559
เดินผ่านด่านที่เจ้าหน้าที่ขอตรวจบัตรแล้วก็จะพบป้ายบอกสถานที่
และระยะทางว่าจะต้องเดินอย่างท้อแท้ไปอีกสักเท่าไหร่
แค่นี้จิ๊บๆ เริ่มเลยล่ะกัน
ขึน ลง ได้ไม่เกินบ่ายสองนะครับ
การเดินทางย่อมมีก้าวแรกเสมอ
ระยะทางจากศูนย์ถึงซำแฮกซึ่งเป็นจุดพักจุดแรก 1 กิโลเมตร
ซึ่งจุดแรกนี้เป็นจุดที่ลาดชั้นมาก แต่น้อยกว่าระยะสุดท้ายก่อนถึงหลังแป
ใครผ่านซำแรกไปได้ก็ถือว่าผ่านถึงยอดภูได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
แต่....แต่อีกแล้ว ร้อยเมตรแรกลมหายใจผมเริ่มถี่
ผ่านไปสิบนาทีเท่านั้นแหละครับ เหมือนลงนรกทั้งเป็น
นำ้หนักกระเป๋าเป้ที่สะพายหลังอยู่หนักราวๆ 4 กิโลกรัม
ร้องเท้าออกกำลังกายอย่างนุ่มและเบาช่วยในการเดินปีนป่ายได้ดี
หมวกตาข่ายครึ่งใบมีปีกกันแดดกันร้อนและแสงแดดแยงตา
ทั้งหมดนี้ คงจะดีถ้าไม่มีคำว่า "แฮ็งค์" รวมอยู่ด้วย
คุณเคยได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังแค่ไหน?
ผมคิดว่าเวลานั้นผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงหัวใจตัวเอง
ที่เต้นราวกับว่าอยากจะทะลุออกมาตุบๆข้างนอกร่างซะดีกว่า
กับเสียงลมหายใจที่เข้าออกอย่างหนักหน่วงเหมือนจ้ำร้อยเมตรมา
เหงื่อออกตามซอกมือและเท้า ขาที่แข็งกำยำจากการเล่นกีฬาผาดโผน
เริ่มเบาหวิวจนแทบจะไม่มีแรงก้าวเดินต่อไป
นี่ยังไปไม่ถึงไหน เป็นถึงขั้นนี้แล้ว
(ชิบหงาย เดินไปเรื่อยๆแล้วตูจะตายมั้ยเนี่ย)
เดินได้ห้าสิบก้าวพักสิบวิ นั่นเป็นสิ่งทีเกิดขึ้นจริง ไม่เชื่อลองแฮ็งค์ดู!!
ผู้คนที่เดินสวนลงมาต่างหน้าตาอิดโรยบ้าง
สนุกสนานเฮฮาเป็นกลุ่มๆลงมาบ้าง
บางคนชวนคุย ทักทาย ยิ้มให้บ้าง
มีน้องผู้หญิงน่ารักคนหนึ่งบอกว่า "สู้ๆพี่ อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว"
ในใจคิด เอาก็เอาว่ะ ถ้าผู้ชายมาพูดนี่จะไม่เชื่อเลย
ลุกขึ้นยืนด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง กัดฟันเดินต่อไป...
หยิบขวดน้ำที่เหน็บไว้ข้างเป้ขึ้นมาจิบ
ขนลุกชันด้วยอาการของขึ้น น้ำตาคลอขอบตา
หัวใจเริ่มเต้นช้าลง ยัดขวดน้ำเก็บ ก้าวเท้าต่อไป
กว่าจะถึงซำแฮก ผมนั่งพักอย่างถ้อถอยไปไม่ต่ำกว่าห้ารอบแล้ว
แฮกจริงๆ
แทบทุกๆซำจะมีร้านค้าขายอาหาร เครื่องดื่ม
ผลไม้ ฯลฯ ให้ได้รับประทานกันตลอดทาง
แต่ผมกินอะไรไม่ลงหรอกครับ เวลานี้
เดินผ่านคนที่นั่งพักไปด้วยความอื้ออึง
สุดร้านค้ามีห้องน้ำอยู่ เลยแวะล้างหน้า ล้างตาซะหน่อย
หนทางหลังจากซำแฮกขึ้นไปไม่ค่อยลาดชันเท่าไหร่แล้วครับ
พอเดินได้เรื่อยๆอย่างไม่เหนื่อยมากนัก
ผมแวะนั่งดื่มน้ำแดงมะนาวโซดาที่ซำกกหว้า
ระยะทาง 2,940 เมตรจากด้านล่างที่ราคาแก้วละ 20 บาท
ยิ่งสูงขึ้น ยิ่งแพงครับ เพราะร้านค้าต่างๆต้องจ้างลูกหาบ
หรือไม่ก็หาบขึ้นมากันเอง
น้ำเปล่าขวดเล็ก 600 มล.ก็ 20 บาท
ดื่มน้ำหมดแก้ว จนรู้สึกสนชื่นขึ้นมาก็ไปต่อเลยครับ
กลัวว่าจะมืดก่อนถึงวังกวาง
เพราะพี่ที่เดินสวนกันบอกว่า วันที่เค้าเดินขึ้นเวลาบ่ายโมง
กว่าจะเดินไปถึงวังกวางก็หกโมงเย็นนู่นแหนะ
(นานขนาดนั้นเชียว?)
กอไผ่เยอะๆแบบนี้ ซำกกไผ่แน่นอนครับ
ตลอดทางเราจะพบกับลูกหาบที่หาบของขึ้นลงอยู่เรื่อยๆครับ
บางทีผมชอบเดินตามลูกหาบไปเรื่อยๆนะครับ
เพราะลูกหาบหลายคนจะมีลำโพงติดกับคานหาบไว้เปิดเพลงฟัง
บางที่เจอเพลงถูกใจ ฮ่าๆๆ
ซำกกโดนวิวสวยดีครับ มองเห็นเมืองด้านล่าง
แวะถ่ายรูปซะหน่อย พักเหนื่อยไปในตัว
เอาฟิล์มไปล้างเมื่อไหร่จะเอามาให้ชมกันครับ
หลายๆคนคงสังเกตุเห็นแตกก้อนนี้
ซำแคร่เป็นที่สุดท้ายก่อนถึงหลังแป
ผมนั่งพักที่เก้าอี้ไม้ไผ่สี่ท่อนตัวแรก
ควักน้ำข้างกระเป๋าขวดที่สองมาจิบ
พยายามจิบมาตลอดทางแหละครับ
ตรงนี้ผมนั่งพักนานกว่าเดินนิดนึง
เพราะหนทางข้างหน้าถือว่าหินครับ
หินอย่างนี้เลยครับ ฮ่าๆๆ
ชื่อใครดูเอา ชื่อผมยังมีคนเขียนให้เลย