[CR] ฺBike trip ผู้หญิงดื้อๆ สองคน กับรถสองคัน จากเชียงใหม่ถึงภูชี้เพ้อ

สวัสดีค่ะ กลับมากับทริปเล็กๆ ครั้งใหม่
สองสาวหัวดื้อ กับมอเตอไซค์สองคัน ระยะทางสี่ร้อยกิโลเมตร ล้มลุกคลุกคลาน ตากแดด ลุยฝน คลุกโคลน เดินเท้า
จากเชียงใหม่-แม่กลางหลวง-ภูชี้เพ้อ(ขุนยวม แม่ฮ่องสอน)



รีวิวเก่า แปะไว้เผื่อใครอยากตามเก็บนะคะ ^^
ดอยหลวงเชียงดาว ครั้งหนึ่งกับคนแปลกหน้า  
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

สามสิบวัน เกาะพะงัน ตอน1
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

สามสิบวัน เกาะพะงัน ตอน2
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ลุยเดี่ยว เที่ยวเชียงใหม่ รีวิว 9 โฮสเทล สุดฮิป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

เรื่องเล่าเล็กๆ ที่ไม่ได้รวมเป็นรีวิว ในนี้นะคะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้



ตุลาคมที่ผ่านมา ช่วงปลายฝนที่ต้นหนาวยังมาไม่ถึง เป็นช่วงครึ่งๆ กลางๆ ไม่ฝนไม่หนาว
การเดินทางช่วงนี้ต้องลุ้นตลอดว่าจะเจอฝนหรือเจอหนาว
เรื่องมันเริ่มมาจากเพื่อนคนหนึ่งจากทริปดอยหลวงเชียงดาว เอ่ยปากชวนว่าอยากไปเที่ยวสักที่ ใกล้ๆ เชียงใหม่
คราวนี้ไปกันสองคน โจทย์คือ ขอแบบเบาๆ สวยๆ ไม่ลำบากมาก มีเวลาสองคืนสามวัน จุดหมายยังไม่ได้คิด
เรามีความฝันเหมือนกันว่าอยากขับมอเตอไซค์เที่ยวสักครั้ง เราสรุปเส้นทางกันสามสี่วันก่อนเดินทาง
แผนที่วางไว้คือ
เชียงใหม่ - ภูชี้เพ้อ(ขุนยวม) - แม่ฮ่องสอน - ปาย - เชียงใหม่
ไฮไลท์ของเราอยู่ที่ ภูชี้เพ้อ ภาพจากจอสี่เหลี่ยมที่เราเห็น มันเย้ายวนชวนให้ไปเห็นด้วยสองตาของเราเอง
นอกนั้นไม่มีแผนการตายตัว เราวางการเดินทางไว้หลวมๆ แล้วแต่สถานการณ์ข้างหน้าจะพาไป

แล้วไบค์ทริปของเราสองคนก็เริ่มต้น
หนึ่งคนเดินทางจากกรุงเทพ หนึ่งคนเดินทางจากพะเยา เรานัดเจอกันที่เชียงใหม่
ไฟลท์บินจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ประมาณเก้าโมงเช้า
นั่นหมายถึงเราต้องขับรถออกจากพะเยาก่อนเจ็ดโมงเช้าจะถึงเชียงใหม่เวลาไล่เลี่ยกัน

ครืดดดดด.... การสั่นของโทรศัพท์มากพอจะปลุกเราจากที่นอนอุ่นๆ หมอนนุ่มๆ
เวลาบนหน้าจอบอกเวลาเกือบเก้าโมงเช้า!!! นาฬิกาปลุกไม่ทำงาน? หรือเราเหนื่อยล้าจากงานคืนก่อนจนเผลอปิดนาฬิกาปลุกโดยไม่รู้ตัว?
ไม่มีเวลามากมายให้เราคิดหาคำตอบ เรารีบโทรศัพท์หาเพื่อนร่วมทริปที่ส่งไลน์บอกว่าถึงสนามบินเชียงใหม่แล้ว
เราสายโดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ อย่างเดียวที่ทำได้คือรีบล้างหน้า หิ้วกระเป๋า เหยียบคันเร่งแบบสุดฝีเท้า แจ้งพิกัดเป็นระยะ
เริ่มต้นทริปด้วยการผิดแผน...




ภาพที่เห็นจากหน้าจอสี่เหลี่ยมที่ถูกถ่ายจากมุมนี้
ทำให้เราสองคนขับมอเตอไซค์สี่ร้อยกิโลเมตร ล้มลุกคลุกคลาน ตากแดด ลุยฝน คลุกโคลน เดินเท้า




เกือบบ่ายโมงตรงเราเจอกันที่ร้านกาแฟ ก่อนไปรับรถที่จองไว้กับร้านเช่ารถ
แล้วก็ต้องผิดแผนต่อรอบสอง เพราะรถที่จองไว้แบตหมด ต้องเลือกคันอื่นแทนแต่กว่าจะเอารถออกได้ต้องรอเช็ครถร่วมชั่วโมง
เกือบสี่โมงเย็นทุกอย่างพร้อม เราออกเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ มุ่งหน้าไปอำเภอจอมทองระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร
บิดไป รับลมไป การขับมอเตอไซค์เที่ยว มันสนุกแบบที่คิดไว้จริงๆ ใช่สินี่แค่เพิ่งเริ่มต้น...


พระอาทิตย์เริ่มตกดินระหว่างที่เราเดินทางถึงอำเภอจอมทอง จากแผนที่เราวางไว้ว่าจะถึงขุนยวมกันวันนี้คงต้องเปลี่ยนแผน
ฟ้าเริ่มครึ้ม ฝนกำลังจะมา เราต้องหาที่พักคืนแรกกันก่อน
ผู้ช่วยจอสี่เหลี่ยมให้ข้อมูลว่า ใกล้ที่สุด น่าสนใจที่สุด จุดหมายหนึ่งในใจของเราคือบ้านแม่กลางหลวง
หมู่บ้านนาขั้นบันไดที่เคยเห็นภาพผ่านตาบ่อยๆ
ระยะทางจากจุดที่จอดพักรถหาข้อมูลถึงบ้านแม่กลางหลวง ประมาณเกือบสามสิบกิโลเมตร
ช่วงนี้เป็นฤดูทำนา นาข้าวกำลังออกรวงพอดี เราไม่ลังเลที่จะไปปักหลักพักคืนแรกกันที่นี่ ไหนๆ ก็ไม่รีบร้อน ค่อยๆ ขับเที่ยวไปแวะไป
รอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นาขั้นบันไดวันพรุ่งนี้ ถ่ายรูปสวยๆ แล้วค่อยเดินทางต่อ



บ้านแม่กลางหลวง มีที่พักหลายที่ให้เลือกหลายราคา วิวทุ่งนาและความสะดวกสบายต่างกันไป
เราสองคนพักกันที่กระท่อมหลังน้อยติดทุ่งนา ระเบียงหน้าห้องห่างจากรวงข้าวแค่สองวา เสียงจิ้งหรีดกบร้องเพลงกล่อมทั้งคืน
เรามัวแต่เลือกที่พักจนร้านอาหารที่เปิดอยู่ตอนเรามาถึงเก็บของปิดไปเรียบร้อย  ฝนเริ่มเทลงมาเบาๆ ตอนที่เราถึงที่พักกันแล้ว
มื้อเย็นของเราสองคนคงต้องฝากท้องไว้กับมาม่าคัพที่เตรียมมา ขอแค่น้ำร้อนจากก้นครัวของที่พักก็พอแต่พี่ชายที่เจอในครัวอนุญาตให้ใช้ครัวทำอาหารได้
มื้อเย็นของเราเลยยากกว่าเติมน้ำร้อนมาม่า ได้ลงมือเข้าครัวทำกันเองกินกันเอง(อันที่จริงเราเป็นแค่ลูกมือ คอยดูซะมากกว่า)



ถึงเวลาพักผ่อนหลังจากการขับรถลุยฝนตากแดดวันแรก โดนฝนนิดหน่อย
ได้ซุกตัวในถุงนอนอุ่นๆ บนที่นอนฟูกวางบนพื้นง่ายๆ อากาศเย็นสบาย เตรียมพร้อมสำหรับพระอาทิตย์ขึ้นเช้าวันรุ่งขึ้น

แม่กลางหลวงเป็นหมู่บ้านเล็กๆ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาข้าวแบบขั้นบันได สลับกับบ้านที่อยู่อาศัยและบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว
ความเป็นความเป็นชุมชนท่องเที่ยวยังคงกลมกลืนกับธรรมชาติ เราใช้เวลาเช้านั้นเดินช้าๆ อยู่กับนาขั้นบันไดตรงหน้า
เราเดินตามหาร้านกาแฟอุ่มเอิบ จากคำบอกเล่าของผู้ชายที่เจอในครัวคืนก่อน
ร้านกาแฟริมทุ่ง ด้านข้างอีกด้านติดลำห้วย แอบอิงใต้ต้นไม้ใหญ่ เป็นร้านกาแฟน่ารักที่ใครได้แวะมาต้องตกหลุมรัก









(น้ำค้างเกาะยอดต้นข้าว สะท้อนแสงแรงของวัน)


(หวานเย็นแบบนี้ทำให้คิดถึงตอนที่ยังเป็นเด็ก ยังมีขายที่บ้านแม่กลางหลวง)

เราออกเดินทางกันต่อในช่วงเที่ยง วันนี้ปลายทางของเราคือภูชี้เพ้อ อำเภอขุนยวม
จากป้ายระหว่างทาง ระยะทางอีกกว่าสองร้อยกิโลเมตรถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ตามแผนการเดิมถ้าเดินทางกลับทางแม่ฮ่องสอน - ปาย - เชียงใหม่ ระยะทางอีกหลายร้อยกิโลเมตรด้วยเวลาที่เหลือคงไม่ทัน
เราสองคนเปลี่ยนแผนเป็นกลับทางเดิม  เชียงใหม่ - แม่กลางหลวง - ภูชี้เพ้อ(ขุนยวม แม่ฮ่องสอน) - เชียงใหม่
ระยะทางรวม ไปกลับ ประมาณสี่ร้อยกิโลเมตร

วันที่สองของการเดินทาง ฝนตกเป็นระยะ เราสองคนค่อยๆ ขับไปพักไปตลอดทาง
ระมัดระวังการเข้าโค้ง การเบรค มากขึ้น กว่าจะเดินทางถึงอำเภอขุนยวมพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว
แถมเรายังติดต่อเจ้าหน้าที่ๆ หน่วยไม่ได้!!
ในเมื่อไม่ได้จองที่พักที่อื่น คืนนี้คืนสุดท้ายของทริปนี้ เราไม่อยากพลาดขึ้นไปถึงภูชี้เพ้อที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
โชคดีที่เจอเจ้าหน้าที่(หน่วยอื่น) ช่วยนำทาง ระหว่างที่เราขับรถผ่านความมืด ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ สองข้างทางมืดสนิท
โครม!! เสียงจากด้านหลัง เพื่อนที่ขับรถตามมาลื่นล้มด้วยทางที่โค้งลาดต่ำกลายเป็นทางน้ำไหลผ่านและโคลนทำให้ถนนลื่น

โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บหนัก ในใจเริ่มหวั่น เพราะยังไม่ถึงทางเข้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด ซึ่งเป็นถนนลูกรัง!!
นั่นหมายถึงสภาพถนนคงจะต้องแย่กว่านี้ แต่เรายังยืนยันว่าถ้าเข้าหน่วยได้ก็จะขับต่อ
หนึ่งทุ่ม เราเริ่มเข้าสู่ทางลูกรังเข้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด ฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทางชันเป็นทางไหลของน้ำฝนลงมาตามร่องน้ำ
จากสภาพถนนในวันฝนตก เราบอกได้ว่า สภาพแบบนี้รถมอเตอไซค์ธรรมดาๆ แบบเราไม่ควรเข้ามาในเวลานี้
แต่เอานะ มาถึงนี่แล้วก็ต้องไปต่อ มอเตอไซค์สามคันขับตามกันช้าๆ สองขาคอยพยุงตัวประคองรถเกือบตลอดทาง
โครม!! อีกครั้ง เพื่อนอีกคนที่มาด้วยกันรถล้มระหว่างพยายามขับข้ามร่องน้ำ
คราวนี้ เหมือนจะหนักกว่าเดิม เพราะทางทั้งชัน ร่องน้ำลึก มืด เปียก



(สภาพของถนนในวันถัดมา หลังฝนตกหนัก ไม่อยากจะเชื่อว่าเราขับรถลุยฝนฝ่าความมืดกันมาคืนก่อน)



กว่าจะยกรถขึ้นได้สภาพทุลักทุเลกันพอสมควร
เราเริ่มคุยกันว่าถ้าไปต่อแบบนี้ไม่ไหวแน่ๆ ดูท่าทางว่าจะไม่ถึงในอีกใกล้ๆ แน่นอน
ถ้าจะต้องประคองรถลุยฝน คลุกโคลนกันไปแบบนี้ ชีวิตเราคงไม่ปลอดภัย คงต้องได้ล้มได้เจ็บกันเป็นระยะๆ แน่นอน
จะให้ขับกลับก็ไม่มีทาง!! ให้เรานอนตากฝนตรงนั้นยังดีกว่าให้ขับรถกลับ คิดไปพลางน้ำตาจะไหล T-T

สรุปว่าเราสองคนขอจอดรถทิ้งไว้กลางทาง!!  (อยากจะฮัมเป็นเพลงทิ้งไว้กลางทางแต่อารมณ์นั้นไม่ไหวจะฮัมจริงๆ )
จอดมันไว้ตรงนี้แหละ เราขอเดิน!!!  สองเท้าของเราปลอดภัยกว่าแน่นอน ยังไงๆ ล้มด้วยสองขาสองเท้าของเราเจ็บน้อยกว่าแน่นอน
ว่าแล้วเราก็จัดแจงย้ายรถอย่างทุลักทุเลเข้าไปแอบข้างทางเท่าที่จะปลอดภัยและไม่ขวางถนน(เวลานั้นคงไม่มีใครใช้ถนนเส้นนั้นแน่นอน)
เก็บของสำคัญทุกอย่าง แบกเป้ แล้วเดินด้วยขาของเรา ฝ่าความมืด กลางป่า ฝนพรำลงมาแบบไม่มีทีท่าจะลดรา
ตลอดทางพี่เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่ไกลๆ อีกเดี๋ยวก็ถึง




(ไม่ได้ตั้งใจไปเดินป่า ในกระเป๋ามีไฟฉายติดมาหนึ่งอัน โชคดีที่มีแท่งไฟอ่านหนังสืออันนี้ติดมาด้วย เราสามคนไฟฉายหนึ่ง แท่งไฟหนึ่ง กลางป่ามืดสนิท อืมมมมม.... ไม่รู้จะอธิบายว่ารู้สึกยังไง)



เราสองคนแบกของพะรุงพะรัง เดินเท้าช้าๆ ลุยฝนกันต่อไป จากที่มีบ่นเริ่มกลายเป็นความเงียบเราเริ่มไม่มีแรงแม้แต่จะพูดคุยอะไรกันแล้ว
"อีกไม่ไกล อีกนิดเดียว" ประโยคนี้จากคนนำทางตลอดรายทางคงเป็นแค่ประโยคพยายามให้กำลังใจ
เราเดินกันเรื่อยๆ ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงบ้านพักสักที ไม่เห็นแม้แต่แสงไฟ ไกลเท่าไหร่ก็ไม่รู้ รอบตัวมีแต่ความมืด
ตอนนั้นเข้าใจความรู้สึกอย่างหนึ่งของการหยุดไม่ได้ ยังไงก็ต้องไปต่อ มีทางเดียวคือเดินต่อไปเรื่อยๆ
จะช้าก็ได้แต่ยังไงก็ต้องเดินหน้า กลางป่าแบบนี้ ไม่มีทางเลือกอื่น...

เกือบสองชั่วโมงที่เดินตากฝนกันอยู่แบบนี้ พี่เจ้าหน้าที่ๆ ถึงหน่วยก่อนส่งเสียงบอกว่าเรามาถึงแล้ว
ความรู้สึกคงไม่ต่างกับคนเดินทางกลางทะเลทรายแล้วเจอโอเอซิส
ถึงแล้วโว้ยยยยยยยยยยย!!!  ความรู้สึกตอนนั้นมันตะโกนดังในใจ
แทบอยากจะโยนทุกอย่างลงบนพื้น แล้วนอนแผ่หายใจนิ่งๆ แบบไม่ต้องทำอะไร

พี่เจ้าหน้าที่ๆ หน่วย ช่วยเตรียมที่นอนให้ พร้อมกับน้ำร้อนสำหรับมาม่าคัพ
บนหน่วยต้องปั่นไฟฟ้าใช้ต้องเปิดปิดไฟเป็นเวลา เราสองคนไม่ทำอะไรมาก น้ำไม่ต้องอาบ ขอแค่เปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างโคลน
แค่นั้นก็พร้อมหลับเป็นตาย




(โดนฝนตลอดทาง กางเกงขายาวที่เตรียมมาเปียกหมดทุกตัว ถุงเท้าหมด เช้าวัดถัดมาเราเลยมีสภาพแบบนี้เดินขึ้นจุดชมวิวภูชี้เพ้อ)



ภูชี้เพ้อ หน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด อำเภอขุนยวม แม่ฮ่องสอน
มีบ้านพักบริการนักท่องเที่ยว การเดินทางสะดวกด้วยรถ 4WD สามารถติดต่อทางหน่วยให้ส่งรถลงมารับได้
ถ้ามากันแบบปกติในวันฝนไม่ตก ถือว่าการเดินทางไม่ได้ลำบากมาก บ้านพักค่อนข้างสะดวกเป็นส่วนตัว
จากบ้านพักเดินขึ้นไปถึงจุดชมวิวใช้เวลาประมาณ ยี่สิบถึงสามสิบนาที



(จะเหนื่อยยังไงก็ต้องตื่น ถ้าไม่ตื่นจะโกรธตัวเองมากที่สุด ในที่สุดก็ได้มาเห็นกับตาตัวเอง)



(รอเวลาอยู่นานก็ได้เห็นทะเลหมอกฟุ้งๆ ฟ้ายังครึ้มๆ เมฆฟุ้งๆ)



(คืนที่ผ่านมาเราเดินกันสภาพนี้ กลางป่ามืดๆ ฝนตกตลอดทาง!!)


(นั่งนิ่งๆ ดูพระอาทิตย์ขึ้น หมอกเริ่มรวมตัว น้ำค้างบนยอดไม้ แค่นี้ก็มีหายเหนื่อย)



(ภูชี้เพ้อ 1,818 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล)




ชื่อสินค้า:   ภูชี้เพ้อ
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่