แชร์เรื่องการขอ VISA ท่องเที่ยวอเมริกา

วันนี้อยากจะมาบอกเล่าประสบการณ์การขอวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกานะคะ เนื่องจากปลายปีนี้มีแพลนจะไปเที่ยว USA กับครอบครัวนะคะ
(พ่อ-แม่-ลูก)

เป็นที่รู้กันว่า ทุกคนที่ถือ Passport ไทยนั้น จะต้องผ่านด่านแรกก่อนซึ่งก็คือ.. การขอวีซ่าท่องเที่ยว
หลายคนก็หาข้อมูลจากเว็ปไซต์ต่างๆ ซึ่งส่วนมากก็มาหาจาก Pantip จากตอนแรกเราแค่อยากเข้ามาอ่านว่า
ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง อ่านไปอ่านมาพารานอยด์ซะงั้น เพราะหลายๆคนเข้ามาคอนเฟิร์มว่า เห้ยงานหินนะ ไม่ใช่เล่นๆ
จนเราเองก็พารานอยด์ไปด้วย วันๆ ไม่ทำอะไร วิ่งวุ่น ไปธนาคารขอเสตทเม้น หนังสือรับรอง เอามันทุกธนาคารที่มี ทั้งของพ่อ
ของแม่ ของตัวเอง จนเบลอๆไปหมด เตรียมจดหมายรับรองการทำงาน รื้อบ้านหาพาสปอร์ตเล่มเก่า จะไปถ่ายรูปก็เสิชข้อมูล
ต้องอะไร ยังไง ไม่อยากมีปัญหา ถ่ายเสร็จ อ่านกระทู้ต่อ อ้าวห้ามแต่งหน้า ไปถ่ายใหม่อี๊ก คืออออ หัวหมุนติ้วเลยค่ะ
ไหนจะกรอก DS-160 อีก โอนเงิน วุ่นไปหมดจริงๆ พอถึงวันสัมภาษณ์ ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ นั่งแท็กซี่มาเพราะไม่อยากเสียเวลาหาที่จอดรถ
ปรากฎมาเร็วมาก เลยไปนั่ง STB ฝั่งตรงข้ามก่อน พยายามทำใจร่มๆ คนในร้านเยอะมาก แต่ละคนหนีบเอกสารมาด้วย
ก็นั่งกินกาแฟไป ตื่นเต้นกว่าเดิมเพราะฤทธิ์คาเฟอีน 555555555 เมื่อใกล้ถึงเวลาก็ข้ามสะพานลอยไปค่ะ

พอไปถึงก็ต่อคิว ซึ่งหางแถวเริ่มยาวพอสมควร ยืนรอประมาณ 20 กว่านาที เจ้าหน้าที่ก็เดินมาตรวจเอกสารเรา พร้อมให้บัตรผ่านประตูมา
หลายคนเข้าใจว่าเป็นบัตรคิว แต่ไม่ใช่นะคะ เป็นแค่บัตรผ่านเฉยๆ ประมาณเกือบๆ ชั่วโมงก็ได้เข้าค่ะ เข้าไปก็ฝากมือถือ
ตรงนี้สำคัญมาก คือวันนั้นตัดสินใจไม่เอาอะไรไปเลย เอาไปแค่กระเป๋าตังค์ พาสปอร์ต ปากกา 1 แท่ง แต่ดั๊นน มีน้ำหอมอยู่ในกระเป๋า
ขวดใหญ่นะ 100ml แต่ไม่ต้องฝากค่ะ ของที่ต้องฝากคือ มือถือ อันนี้แน่นอน ที่ช้าจแบตสำรองก็ไม่ได้นะคะ ที่ช้าจแบตไม่ต้องเอาไปหรอก
กระเป๋าเป้ ต้องฝากนะคะ แต่กระเป๋าสะพายผู้หญิงเอาเข้าได้ (เคยอ่านกระทู้บอกว่าได้แบบสะพายใบเล็ก แต่เราใช้ Longchamp M ก็เข้าได้นะ)

พอเข้าไปก็เดินไปตามทาง จะเห็นไปรษณีย์สาขาเล็กๆอยู่ ข้างๆกันจะมีตู้เหมือนช่องซื้อตั๋ว BTS ช่องนี้คือเค้าจะ
ติดเลข EMS ให้ที่ใบเสร็จ DS-160 ของเรา ซึ่งเราต้องจดเพื่อเช็คสถานะการส่ง passport ของเรานะคะ เผื่อหาย
หรือมีอะไรจะได้อ้างอิงได้ พอจบตรงนี้เลี้ยวขวาเข้าประตูไปเลยค่ะ

พอเข้าไปจะมีเก้าอี้อยู่ไม่เยอะมากนะ สำหรับรออะไรไม่ทราบ น่าจะเป็นคิวที่รอขอวีซ่าประเภทถาวร หรือคู่หมั้น เพราะ วีซ่าท่องเที่ยวจะต้องตรง
เข้าไปที่ช่องเบอร์ 15 จะเป็นจนทผู้หญิง สอบถามชื่อ สกุล ถามว่าเคยเปลี่ยนชื่อมั้ยอะไรประมาณนี้ เมื่อเสร็จก็จะให้พิมพ์ลายนิ้วมือทั้ง 2 ข้าง
แนะนำ ผู้หญิงที่แต่งงานมาใช่นามสกุลสามี ก็ให้แจ้งชื่อสกุลเก่าไปด้วยนะคะ เพราะเค้ามี database ที่รู้หมดทุกอย่าง จนท ถามแม่เราว่าเคย
เปลี่ยนชื่อ-นามสกุลมั้ย แม่บอกไม่เคย เค้าพูดนามสกุลเก่าขึ้นมาเลยค่ะ ว่าอ่าวแล้วนี่ไม่เคยใช้หรอ แม่เราเลยบอกอ๋อแต่งงานเลยเปลี่ยนค่ะ
พอพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ ก็ตฃต้องสแกนเช็คอีกที ซึ่งไม่ใฃ่ช่องเดิมนะคะ รู้สึกจะช่องหมายเลข 11 พอจบตรงนี้ก็ต่อคิวรอสัมภาษณ์ได้เลย

วันที่เราไปช่องสัมภาษณ์เปิด 3 ช่อง รอคิวไม่นานอย่างที่คิดนะคะ มีทั้งคนผ่าน และไม่ผ่าน คิวก่อนหน้าเราไม่ผ่าน และเราก็ใจเสียม๊ากกกก
อยากไปช่องอื่น แต่ทำไรไม่ได้ 55555555 เมื่อเข้าไปถึง หลังจากทักทายกัน กงศุลก็ถามว่าพูดภาษาอังกฤษได้มั้ย เมื่อตอบว่าได้
กงศุลก็จะถามต่อเป็นภาษาอังกฤษค่ะเป็นอะไรกัน ก็ตอบไปพ่อแม่ลูก แล้วก็ถามว่าไปเมืองไหน ไปกี่วัน ไปวันที่เท่าไหร่
ทำอาชีพอะไร What do you do for a living? เคยไปประเทศ XXX ใช่มั้ย ไปทำอะไร ไปเที่ยวกันทั้งครอบครัวบ่อยมั้ย ก็ตอบไป
แล้วอยู่ดีๆ ก็ถามพ่อเราว่า มีลูกคนอื่นอีกมั้ย ซึ่งงงเหมือนกันกับคำถาม เมื่อถามจบ กงศุลก็บอกว่า คุณจะได้รับวีซ่าใน 3-4 วัน
ตอนนั้นดีใจจนลืมขอบคุณกงศุลเลยค่ะ สรุปได้วีซ่าท่องเที่ยว 10 ปีทั้ง 3 คน แม่เราไม่ได้ตอบอะไรเลยเพราะเหมือนตกขอบไป
เรากับพ่อแย่งกันพูด ส่วนแม่ยืนตรงบริเวณคอม

ที่มาตั้งกระทู้นี้เพราะว่าเราเองเป็นอีกหนึ่งคนที่อ่านข้อมูลแล้วกังวลเกินกว่าเหตุ เลยอยากจะมาเป็นอีก 1 เสียงที่บอกว่า
มันไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องพารานอยด์ ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องอะไรทั้งนั้นอะ ขอแค่คุณตอบคำถามท่านกงศุล
อย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่กรอกข้อมูลเท็จใน DS-160 ตอบตามความจริงนะคะ ห้ามโกหก เพราะเช็คได้นะ และเวลากงศุลถาม
ก็ตอบไปตามจริง คุณจะไม่รน อีกอย่างนึงคือ เราแค่กรอกคร่าวๆ ว่าจะไปเมืองไหน (คิดไว้เฉยๆ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปเมืองไหน
ยังสรุปกับพ่อแม่ไม่ได้) ก็กรอกไปก่อนค่ะ กังวลเหมือนกันว่าตอบไปจริงถ้าไปคนละเมืองกับกี่กรอกไปจะมีปัญหามั้ย แต่ก็พยายามคิดว่าคงไม่มี
โรงแรม ตั๋วเครื่องบิน กรอกไปเลยว่ายังไม่จอง คิดตามความจริงนะคะ ใครจะจอง เสียเงินเปล่าถ้าเกิดไม่ได้ Visa ซึ่งมันก็ยังไม่ชัวร์จะได้หรือไม่ได้
ใครที่กำลังคิดว่าจองเลยเผื่อกงศุลเห็นใจ พูดตรงนี้เลยนะคะ ว่าไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น เค้าไม่เอาเรื่องนี้มาประกอบการตัดสินใจค่ะ

ป.ล. สรุปเอกสารที่เตรียมไปไม่ได้ใช้ค่ะ อย่างเดียวที่ได้ใช้คือ Passport กับใบเสร็จ DS-160 ไม่ขอดูอะไรเลย ย้ำ เลย
คิดว่าท่านกงศุลจะดูข้อมูลจากที่เรากรอก DS-160 ไปค่ะ ที่จริงแอบอยากให้ดูนิดนึง จะได้มี record ไว้ในประวัติเลยว่าเห็นเอกสารแล้ว
เป็นความจริงไรงี้ (เวลาที่สัมภาษณ์กงศุลจะพิมพ์ๆข้อมูลลงคอมด้วย คิดว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับที่เค้าถามนะคะ)

สุดท้ายใครจะไปขอ ก็ขอให้โชคดีค่ะ หลังไมค์มาได้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่