“การบินไทย” ดิ้นหนีตาย ประชุมปรับแผนฟื้นฟูกิจการใหม่หมดทั้งระบบ ยึดแก้ปัญหา-เพิ่มรายได้-ลดรายจ่ายแบบเชื่อมโยงบูรณาการทุกส่วน หลังแผนลดรายจ่าย-ลดเที่ยวบินพลาดเป้าส่วนการขายตั๋ว เสนอตั้งผู้จัดการเส้นทางบินรับผิดชอบทั้งหมด จับตาแผนฟื้นฟูใหม่พาองค์กรพ้นปากเหวได้จริงหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า ในการประชุมบอร์ดการบินไทยนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.58 ได้พิจารณาทบทวนแผนฟื้นฟูการบินไทย เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ โดยที่ประชุมได้ปรับแผนฟื้นฟูการบินไทยให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน แต่ยังเน้นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย โดยปรับวิธีการดำเนินการแบบแยกส่วน แต่จะพิจารณาเชื่อมโยงกับรายได้และรายจ่ายในภาพรวมของบริษัทด้วย ในขณะเดียวกัน ปี 59 จะยกเลิกระบบการสต๊อกอะไหล่ ซึ่งจะทำให้การบินไทยลดรายจ่ายได้ถึงปีละ 4,000 ล้านบาท ส่วนแผนลดบุคลากรที่ผ่านมา ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ปีละ 2,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแผนการลดรายจ่ายนั้น ทางฝ่ายบริหารยืนยันว่า ในปีหน้าจะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจะมีการลดต้นทุนที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ได้ปรับระบบการจัดซื้อจัดหาต่างๆ ส่วนของการซ่อมบำรุง ซึ่งในปีหน้าจะยกเลิกระบบการสต๊อกอะไหล่ต่างๆ และเปลี่ยนมาใช้วิธีการ consign stock หรือให้คนอื่นมาสต๊อกอะไหล่แทนการบินไทย ซึ่งสายการบินอื่นๆ นิยมใช้วิธีนี้ เพื่อไม่ให้มีต้นทุนจม โดยการบินไทยจะให้บริษัทอะไหล่แต่ละรายมาเช่าพื้นที่ตั้งศูนย์สำรองอะไหล่ขายให้การบินไทยราคาหนึ่ง แต่หากขายให้ลูกค้าอื่นๆ ต้องมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้การบินไทยด้วย ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้การบินไทยไม่ต้องมีภาระค่าใช้จ่าย และยังสามารถแก้ไขปัญหาการสต๊อกอะไหล่บางรายการที่ไม่ได้ใช้งานด้วย เฉพาะส่วนนี้จะลดค่าใช้จ่ายลงได้ปีละ 4,000 ล้านบาท ส่วนการปรับลดบุคลากรในโครงการเกษียณก่อนกำหนดที่ผ่านมา ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อปีลดลงได้ 2,000 ล้านบาท
สำหรับแผนการลดรายจ่ายของการบินไทยนั้น เดิมกำหนดว่า ในปี 58 จะลดรายจ่าย 10% หรือประมาณ 10,800 ล้านบาท และในปี 59 จะลดรายจ่ายให้ได้ 20% หรือประมาณ 21,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขจะต้องมีการปรับลดและยกเลิกเส้นทางบินลงให้ได้ 15% ด้วย หรือเป็นการลดปริมาณการผลิตผู้โดยสาร (ASK-Available Seat Kilometer) แต่ในทางปฏิบัติทำได้เพียง 5% เท่านั้น

ส่วนแผนที่จะยกเลิกเส้นทางกรุงเทพฯ-มิลาน, กรุงเทพฯ-บริสเบน และกรุงเทพฯ-ซิดนีย์นั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ที่ยกเลิกไปแล้วคือ เส้นทางกรุงเทพฯ-ลอสแอนเจลิส ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-โรม ที่มีกำหนดจะหยุดบินในปี 58 นั้น ล่าสุด ปรากฏว่ามียอดจองตั๋วโดยสารสูงมาก จึงต้องขยายเวลาให้บริการไปถึงเดือน ก.พ.60 ส่งผลให้แผนยกเลิกเส้นทางบิน และแผนลดรายจ่ายยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น ฝ่ายบริหารจึงต้องชี้แจง คนร.ให้รับทราบถึงเหตุผล และปรับแผนว่าจะลดต้นทุนได้เท่าไร ซึ่งการคำนวณต้นทุนต่อหนึ่งเก้าอี้ต่อหนึ่งกิโลเมตร จึงมีความสำคัญ การนำต้นทุนทั้งหมดมาคิดเฉลี่ย เช่น ต้นทุนการเช่าเครื่องบินและอะไหล่ น้ำมัน ด้านการตลาด วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ พนักงานทั้งหมด เป็นต้น ดังนั้น แต่ละเส้นทางบิน แต่ละชั้นจะไม่เท่ากัน หากต้นทุนสูง จะมีผลต่อราคาตั๋วโดยสาร ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อถึงแผนฟื้นฟูที่ปรับปรุงใหม่ว่า จะพิจารณาแผนเพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย จากเดิมจะดูเฉพาะกรอบตัวเลขที่ตั้งไว้ว่าจะเพิ่มเท่าไรและลดเท่าไร แต่ไม่ได้พิจารณาแต่ละส่วนว่าจะลดอย่างไร แต่ขณะนี้ได้ปรับแผนการพิจารณาใหม่ โดยต้องดูตัวเลขรายได้และค่าใช้จ่ายในภาพรวมทั้งหมด เพราะจะมีผลเชื่อมโยงกัน เช่น ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ 8,000 ล้านบาท ต้องไปพิจารณาว่าจะเพิ่มรายได้จากส่วนไหน ซึ่งต้องดูให้เชื่อมโยงกันทั้งหมดเป็นระบบ
ขณะที่การเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายตั๋วโดยสารนั้น เป็นปัญหาของฝ่ายการตลาด ที่ผ่านมา มีการพิจารณาการเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ หรือการจำหน่ายตั๋วในทุกๆช่องทาง และขณะนี้มีข้อเสนอว่าจะต้องกำหนดช่องทางการขายตั๋วในแต่ละเส้นทางให้ชัดเจน รวมทั้งแต่งตั้งผู้จัดการให้รับผิดชอบในแต่ละเส้นทาง เช่น เส้นทางกรุงเทพฯ-ฮ่องกง ตั้งเป้าว่าภายใน 6 เดือนต้องขยายที่นั่งให้ได้ 500,000 ที่นั่ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จัดการที่ต้องรับผิดชอบจัดทำแผน กำหนดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อให้ได้ตามเป้า รวมถึงต้องศึกษาว่าแต่ละเส้นทางบิน จะแข่งในตลาดประเภทใด กลุ่มลูกค้าเป็นอย่างไร เช่น เส้นทางในภูมิภาค จะเน้นการขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 50% ส่วนเส้นทางระยะไกล หรือตลาดพรีเมียม หรือกลุ่มลูกค้าโกลบอล คอร์ปอเรท อาจเน้นการขายผ่านเอเย่นต์ เป็นต้น โดยต้องแยกกลุ่มให้ชัดเจนเพื่อที่จะได้ขยายตลาดให้เข้าถึงกลุ่ม ลูกค้าได้มากขึ้น
ทั้งนี้ ในการประชุม คนร.เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีพลเอกประยุทธ์เป็นประธานนั้น ที่ประชุมได้สั่งให้การบินไทย และอีก 6 รัฐวิสาหกิจ ต้องปรับแผนฟื้นฟูกิจการใหม่ ต้องเสนอแผนการแก้ไขปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยต้องเสนอแผนฟื้นฟูที่ปรับใหม่แล้วกลับมาให้ คนร.พิจารณาใหม่ภายในสิ้นเดือน พ.ย. จากนั้นจะมีการประเมินผลการทำงานช่วงแรกภายในเดือน ธ.ค.58 และช่วงที่ 2 ภายในเดือน มี.ค.59 ก่อนที่จะพิจารณาให้ใบเหลือง หรือใบแดง ดังนั้น จึงต้องจับตาดูแผนฟื้นฟูที่ปรับใหม่ว่าจะสามารถฟื้นฟูกิจการได้จริงหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า ในเดือน ธ.ค.นี้ คณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย จะประเมินประสิทธิภาพการทำงานรอบสองของนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หลังดำรงตำแหน่งครบ 1 ปีเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. โดยต้องติดตามดูว่านายจรัมพรจะได้รับการประเมินผลงานผ่านหรือไม่ หลังไม่สามารถกอบกู้การบินไทยให้ฟื้นจากขาดทุนได้ โดยเฉพาะผลประกอบการ 9 เดือน ยังขาดทุนสูงถึง 18,100 ล้านบาท และยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการจ้างที่ปรึกษาส่วนตัวชาวต่างชาติ 6 เดือน วงเงิน 10.5 ล้านบาท รวมถึงยังมีข่าวว่าพลเอกประยุทธ์ไม่พอใจการบริหารงานของการบินไทย โดยตำหนิเรื่องบริการอาหารบนเครื่องบิน และกังวลถึงผลประกอบการที่ขาดทุน แต่การประเมินครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งทำงานครบ 6 เดือน ปรากฏว่านายจรัมพรสามารถสอบผ่าน.
http://www.thairath.co.th/content/545978
“บินไทย” ปรับแผนฟื้นฟูหนีตาย! เลิกสต๊อกอะไหล่-ตั้งผู้จัดการขายตั๋วทุกเส้นทาง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า ในการประชุมบอร์ดการบินไทยนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.58 ได้พิจารณาทบทวนแผนฟื้นฟูการบินไทย เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ โดยที่ประชุมได้ปรับแผนฟื้นฟูการบินไทยให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน แต่ยังเน้นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย โดยปรับวิธีการดำเนินการแบบแยกส่วน แต่จะพิจารณาเชื่อมโยงกับรายได้และรายจ่ายในภาพรวมของบริษัทด้วย ในขณะเดียวกัน ปี 59 จะยกเลิกระบบการสต๊อกอะไหล่ ซึ่งจะทำให้การบินไทยลดรายจ่ายได้ถึงปีละ 4,000 ล้านบาท ส่วนแผนลดบุคลากรที่ผ่านมา ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ปีละ 2,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแผนการลดรายจ่ายนั้น ทางฝ่ายบริหารยืนยันว่า ในปีหน้าจะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจะมีการลดต้นทุนที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ได้ปรับระบบการจัดซื้อจัดหาต่างๆ ส่วนของการซ่อมบำรุง ซึ่งในปีหน้าจะยกเลิกระบบการสต๊อกอะไหล่ต่างๆ และเปลี่ยนมาใช้วิธีการ consign stock หรือให้คนอื่นมาสต๊อกอะไหล่แทนการบินไทย ซึ่งสายการบินอื่นๆ นิยมใช้วิธีนี้ เพื่อไม่ให้มีต้นทุนจม โดยการบินไทยจะให้บริษัทอะไหล่แต่ละรายมาเช่าพื้นที่ตั้งศูนย์สำรองอะไหล่ขายให้การบินไทยราคาหนึ่ง แต่หากขายให้ลูกค้าอื่นๆ ต้องมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้การบินไทยด้วย ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้การบินไทยไม่ต้องมีภาระค่าใช้จ่าย และยังสามารถแก้ไขปัญหาการสต๊อกอะไหล่บางรายการที่ไม่ได้ใช้งานด้วย เฉพาะส่วนนี้จะลดค่าใช้จ่ายลงได้ปีละ 4,000 ล้านบาท ส่วนการปรับลดบุคลากรในโครงการเกษียณก่อนกำหนดที่ผ่านมา ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อปีลดลงได้ 2,000 ล้านบาท
สำหรับแผนการลดรายจ่ายของการบินไทยนั้น เดิมกำหนดว่า ในปี 58 จะลดรายจ่าย 10% หรือประมาณ 10,800 ล้านบาท และในปี 59 จะลดรายจ่ายให้ได้ 20% หรือประมาณ 21,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขจะต้องมีการปรับลดและยกเลิกเส้นทางบินลงให้ได้ 15% ด้วย หรือเป็นการลดปริมาณการผลิตผู้โดยสาร (ASK-Available Seat Kilometer) แต่ในทางปฏิบัติทำได้เพียง 5% เท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อถึงแผนฟื้นฟูที่ปรับปรุงใหม่ว่า จะพิจารณาแผนเพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย จากเดิมจะดูเฉพาะกรอบตัวเลขที่ตั้งไว้ว่าจะเพิ่มเท่าไรและลดเท่าไร แต่ไม่ได้พิจารณาแต่ละส่วนว่าจะลดอย่างไร แต่ขณะนี้ได้ปรับแผนการพิจารณาใหม่ โดยต้องดูตัวเลขรายได้และค่าใช้จ่ายในภาพรวมทั้งหมด เพราะจะมีผลเชื่อมโยงกัน เช่น ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ 8,000 ล้านบาท ต้องไปพิจารณาว่าจะเพิ่มรายได้จากส่วนไหน ซึ่งต้องดูให้เชื่อมโยงกันทั้งหมดเป็นระบบ
ขณะที่การเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายตั๋วโดยสารนั้น เป็นปัญหาของฝ่ายการตลาด ที่ผ่านมา มีการพิจารณาการเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ หรือการจำหน่ายตั๋วในทุกๆช่องทาง และขณะนี้มีข้อเสนอว่าจะต้องกำหนดช่องทางการขายตั๋วในแต่ละเส้นทางให้ชัดเจน รวมทั้งแต่งตั้งผู้จัดการให้รับผิดชอบในแต่ละเส้นทาง เช่น เส้นทางกรุงเทพฯ-ฮ่องกง ตั้งเป้าว่าภายใน 6 เดือนต้องขยายที่นั่งให้ได้ 500,000 ที่นั่ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จัดการที่ต้องรับผิดชอบจัดทำแผน กำหนดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อให้ได้ตามเป้า รวมถึงต้องศึกษาว่าแต่ละเส้นทางบิน จะแข่งในตลาดประเภทใด กลุ่มลูกค้าเป็นอย่างไร เช่น เส้นทางในภูมิภาค จะเน้นการขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 50% ส่วนเส้นทางระยะไกล หรือตลาดพรีเมียม หรือกลุ่มลูกค้าโกลบอล คอร์ปอเรท อาจเน้นการขายผ่านเอเย่นต์ เป็นต้น โดยต้องแยกกลุ่มให้ชัดเจนเพื่อที่จะได้ขยายตลาดให้เข้าถึงกลุ่ม ลูกค้าได้มากขึ้น
ทั้งนี้ ในการประชุม คนร.เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีพลเอกประยุทธ์เป็นประธานนั้น ที่ประชุมได้สั่งให้การบินไทย และอีก 6 รัฐวิสาหกิจ ต้องปรับแผนฟื้นฟูกิจการใหม่ ต้องเสนอแผนการแก้ไขปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยต้องเสนอแผนฟื้นฟูที่ปรับใหม่แล้วกลับมาให้ คนร.พิจารณาใหม่ภายในสิ้นเดือน พ.ย. จากนั้นจะมีการประเมินผลการทำงานช่วงแรกภายในเดือน ธ.ค.58 และช่วงที่ 2 ภายในเดือน มี.ค.59 ก่อนที่จะพิจารณาให้ใบเหลือง หรือใบแดง ดังนั้น จึงต้องจับตาดูแผนฟื้นฟูที่ปรับใหม่ว่าจะสามารถฟื้นฟูกิจการได้จริงหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า ในเดือน ธ.ค.นี้ คณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย จะประเมินประสิทธิภาพการทำงานรอบสองของนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หลังดำรงตำแหน่งครบ 1 ปีเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. โดยต้องติดตามดูว่านายจรัมพรจะได้รับการประเมินผลงานผ่านหรือไม่ หลังไม่สามารถกอบกู้การบินไทยให้ฟื้นจากขาดทุนได้ โดยเฉพาะผลประกอบการ 9 เดือน ยังขาดทุนสูงถึง 18,100 ล้านบาท และยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการจ้างที่ปรึกษาส่วนตัวชาวต่างชาติ 6 เดือน วงเงิน 10.5 ล้านบาท รวมถึงยังมีข่าวว่าพลเอกประยุทธ์ไม่พอใจการบริหารงานของการบินไทย โดยตำหนิเรื่องบริการอาหารบนเครื่องบิน และกังวลถึงผลประกอบการที่ขาดทุน แต่การประเมินครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งทำงานครบ 6 เดือน ปรากฏว่านายจรัมพรสามารถสอบผ่าน.
http://www.thairath.co.th/content/545978