เรื่องนี้เป็นประสบการณ์จริงของเจ้าแก้ว ที่เล่ามาจากความทรงจำเมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล็กนัก "ผีพราย" อาจจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวนัก แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ สมัยเด็กๆ เคยได้เห็นพร้อมคุณพ่อ เลยมาเล่าสู่กันฟังในฤดูกาลวันพ่อ สุขสันต์วันพ่อขอให้คุณพ่อคุณลูกทุกท่านมีความสุข และเพื่อนๆ ทุกคนที่เข้ามาอ่านขอให้ได้รับความบันเทิงจากเรื่องนี้ค่ะ
พรายน้ำ
แก้วกังไส (นามปากกาอื่นยังคิดไม่ออก)
เพื่อนพ้องในอินเทอเน็ตหลายคนที่มักคุ้นกันในเฟซบุ๊คนั้น ก็จะมีหลายกลุ่มหนึ่งก็จะเป็นผู้นิยมเขียนอ่านหนังสือทุกประเภทโดยเฉพาะนวนิยาย มีคนหนึ่งในเฟซบุ๊คชื่อดูประหลาดนักไม่คุ้นเคย จำไม่ได้ว่าเคยมีคนๆ นี้เป็นเพื่อนในโลกไซเบอร์ หลังจากมองดูอยู่เป็นเดือนวันหนึ่งก็ได้ฤกษ์ถาม...ตกลงนี่ใคร?
จากนั้นก็ได้ความว่าชื่อเดิมก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาประหลาดชวนสยิวแบบนั้น เดิมทีเรียกกันเล่นๆ ว่า ‘น้ำพัน’ เธอเป็นคนเขียนนิยายลึกลับสยองขวัญ เลือดๆ และตายๆ ในสำนักพิมพ์ที่เธอสังกัดอยู่นั้นทุกคนเขียนเรื่องผี เรื่องน่ากลัว เรื่องที่ไม่อยากเจอแต่อยากรู้อยากเห็นอยากอ่าน ส่วนมากเป็นเรื่องของวิญญาณอาฆาต
ฉันเป็นหนึ่งในพวกอยากรู้อยากเห็นแต่ไม่อยากเจอเช่นกัน ก็เลยถามน้ำพันถึงประสบการณ์เรื่องผี ด้วยความเข้าใจว่าคนที่เขียนเรื่องแนวนี้น่าจะมีประสบการณ์จริง แต่ได้รับคำตอบว่าเธอเขียนเรื่องลึกลับน่ากลัวแต่ไม่ได้ถึงกับมีผีอาฆาต รวมไปทั้งไม่เคยมีประสบการณ์เจอะเจอผีเลย(น่าดีใจที่ไม่เจอ)
เมื่อเธอถามฉันกลับ...ฉันตกลงใจว่าจะเล่าประสบการณ์ให้เธอฟัง เพียงแต่ประสบการณ์ของฉันอาจจะเป็นเรื่องเล่าในชีวิต ไม่ได้ตื่นเต้นโลดโผนเหมือนนวนิยายผีที่แต่งขึ้น เนื่องจากทั้งชีวิตไม่เคยทำให้ผีที่ไหนอาฆาต เรื่องลึกลับในชีวิตคงเป็นเหมือนประสบการณ์ไปเที่ยวแล้วเจอสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอเท่านั้นเอง
ก่อนจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัวนัก คงต้องถามก่อนว่าน้ำพัน รวมทั้งที่กำลังสอดส่ายสายตาในเรื่องของฉัน เคยเห็นบ้านย่านคลองบางซื่อ เตาปูน ไปจนถึงบางโพเมื่อสามสิบปีก่อนหรือไม่คะ ทุกวันนี้ย่านนั้นมีความเจริญมาก ผู้คนพุกพล่านที่มาของชื่อเสียงเรียงนามเหตุของสถานที่ก็เลือนหายไป ถ้าไม่ใช่คนที่เคยอยู่มาเก่าแก่อาจจะไม่รู้
คลองบางซื่อในสมัยนั้นยังใช้เรือเป็นทางหลักในการสัญจร ลำคลองทอดยาวไปเหมือนถนนสู่ที่ต่างๆ แต่เมืองนนท์ยังเป็นสวนเสียเป็นส่วนใหญ่ คนที่พอมีเงินก็จับจองที่ดินริมน้ำเป็นหลักบ้านของฉันก็เช่นกัน ตั้งอยู่ริมน้ำด้านหนึ่งติดถนนลูกรัง อีกด้านติดกับคลอง และมีท่าน้ำไว้สำหรับเทียบเรือเวลาขึ้นจากเรือเมล์เข้าบ้าน เรือเมล์ในยุคนั้นเป็นเรือติดเครื่องมีหลังคากันแดด ท้องเรือแคบแต่ยาวไม้ขัดขวางแทนที่นั่ง ค่าโดยสารนั้นก็เก็บค่าเรือคนละสองบาท ส่วนมากจะไปขึ้นที่ท่าที่เตาปูนแล้วจึงค่อยต่อรถโดยสารไปยังบางโพหรือที่อื่นๆ ขากลับก็เช่นกันจะมาลงเรือที่เตาปูนเพื่อกลับบ้าน
เตาปูนในยุคนั้นตลอดริมทางฝั่งคลองจะมีเรือลำใหญ่บรรจุเครื่องปั้นดินเผาไว้เต็มเพื่อขายของ จะมีทั้งเตาทำจากปูนปั้นเป็นเตาขนมครกเล็กๆ หม้อดินเผา และอื่นๆ ล้วนแต่เป็นดินสีแดง แต่หลายปีต่อมาทางการสร้างเขื่อนกั้นป้องกันน้ำท่วมเรือลำใหญ่หายไป เตาปูนถูกขนขึ้นมาวางขายริมทางเป็นแผงกั้นห้องเล็กๆ ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลือให้เห็นแล้ว ก็ใครเล่ายังใช้เตาปูนหุงข้าว ชื่อของย่านเตาปูนจึงมีแต่คำเรียกหาบอกที่มาในอดีตเท่านั้น
นอกจากย่านเตาปูนแล้วถนนที่ทอดต่อกันคือบางโพ บางโพเป็นแหล่งค้าไม้มีซอยโรงไม้ที่ขายไม้ยาวไปตั้งแต่ปากซอยจรดก้นซอย สมัยก่อนนั้นคนเก่าแก่เล่าว่าเขาจะล่องไม้มาจากทางเหนือลำเลียงผ่านแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม เข้ามาทางเจ้าพระยาจนมาถึงบางกอกจึงลดเลี้ยงเข้าสู่บางโพ แต่ต่อมาทางการไม่อนุญาตให้ทำสัมปทานป่าไม้อีกการล่องไม้จึงหายไป แต่เปลี่ยนเป็นขนส่งมาทางรถบรรทุกแทน โดยแปรรูปเป็นไม้กระดานหรือไม้ฉลุสำเร็จรูปพร้อมประกอบมาเรียบร้อยแล้ว
ส่วนตัวแล้วไม่เคยเห็นการล่องไม้เพราะเกิดไม่ทันแต่ก็พอนึกภาพออกว่าเป็นอย่างไร ที่เล่านี่ก็เกริ่นว่าคลองบางซื่อมีความสำคัญกับการสัญจรและขนส่งเป็นอย่างมาก แม้เราจะมีรถขับกันแต่ถนนในซอยเป็นลูกรังโรยด้วยก้อนกรวดขรุขระ ต้องขับรถเป็นกิโลถึงจะไปถึงถนนใหญ่ ซึ่งในเวลานั้นมีถนนตัดผ่านแล้วมันมาพร้อมกับคลองส่งน้ำประปา บ้านของฉันต้องข้ามสะพานคลองประปามาและขับลึกเข้ามาจนสุดซอย
พอกาลเวลามันเปลี่ยนไปบ้านหลังสุดท้ายของซอยที่เคยสัญจรสะดวกสุดที่ดินมีมูลค่ากว่าหลังอื่น กลายเป็นบ้านในซอยตันกับคลองน้ำเน่า ที่ไม่มีการยกประตูระบายน้ำให้น้ำในคลองไหลเวียนบ้าง โรงเรียนจีนที่อยู่อีกฟากของคลองกลายเป็นโรงเรียนปิดตายไม่มีใครเรียนอีก คงเหลือแต่บ้านหลังเล็กๆ ที่สร้างขึ้นมาอย่างแออัดริมน้ำ เสาค้ำบ้านยื่นปักลงมาในน้ำเสียด้วยซ้ำ แต่ปัจจุบันบ้านเหล่านี้ได้ถูกยอมรับเป็นชุมชนย่อมๆ จึงมีบ้านเลขที่สภาพบ้านก็ถูกปรับปรุงให้มั่นคงถาวรขึ้น
แต่ก็ยังต่างกับฝั่งที่ฉันอยู่ บ้านฟากนี้เป็นฝั่งคนจีน หลายๆ คนอพยพมายังเมืองไทยแล้วย้ายมาปักหลักฐานตรงนี้เมื่อพอจะมีอันจะกิน ดังนั้นบ้านฝั่งนี้โดยมากคนจีนจะชักชวนกันมาอยู่อาศัย ในตรอกนี้จึงเป็นบ้านพร้อมโรงงานในครัวเรือนทุกหลัง มีคนเล่าว่าซอยนี้คนก็ดุผีก็ดุ ที่คนดุเพราะมีโรงงานกลางคืนมันเปลี่ยวถ้ามีขโมยขโจรเข้ามาไม่ว่าจะเข้าบ้านหลังไหน หากถูกจับได้มันจะถูกเล่นงานย่ำแย่
บ้านของฉันปลูกแบบเดียวกับบ้านที่นิยมในคนจีนยุคนั้น กล่าวคือเป็นตึกสามชั้นแต่ชั้นล่างเอนกประสงค์ ทั้งทำงาน ทั้งรับประทานอาหาร ด้านหน้ามีลานสำหรับขนส่งสินค้า ถัดไปด้านข้างจึงเป็นโรงงานมีเครื่องจักรใหญ่สำหรับผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว ตัวโรงงานกินพื้นที่ไปถึงท่าน้ำริมคลอง ดังนั้นถ้าจะมาทางเรือก็จะต้องเดินผ่านเรือนคนงาน ครัวไทยและตัวโรงงาน แต่ต่อมาเมื่อถนนตัดเข้ามาด้านท่าน้ำก็พลิกกลับกลายเป็นหลังบ้านไปเสีย ส่วนบริเวณด้านหลังที่ใช้เป็นลานขนส่งสินค้านั้นก็เปลี่ยนเป็นหน้าบ้านเพราะหันหน้าเข้าสู่ถนน
ชั้นสองของบ้านนั้นมีห้องเรียงกันเป็นแถวยาว มีระเบียงโปร่งคลุมด้วยตาข่ายกันคนปีนขึ้นมา ระเบียงด้านนี้หันหน้าไปทางคลอง เมื่อมองไปลงก็จะเห็นไปถึงบ้านน้อยๆ ยังฝั่งตรงกันข้าม ที่ปลายสุดของระเบียงชั้นสองมีห้องน้ำ ซึ่งการที่มีห้องน้ำในแต่ละชั้นของบ้านในยุคนั้นนับเป็นเรื่องสะดวกสบาย เพราะค่านิยมเมื่อหลายสิบก่อนไม่มีใครสร้างห้องน้ำไว้ในที่สูง อย่างชั้นเดียวกับห้องนอนนั่นเอง และชั้นบนสุดชั้นสามของบ้านมีทางขึ้นไปสู่ดาดฟ้าและมีห้องชุดอยู่ห้องหนึ่ง ห้องชุดนี้ประกอบด้วยห้องนั่งเล่นและห้องนอนครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องหอของพ่อกับแม่
ต่อมาท่านเลิกรากันห้องชุดนี้จึงใหญ่เกินความจำเป็นสำหรับชายโสดแต่ไม่สดแล้วอย่างคุณพ่อ จึงยกให้ครอบครัวพี่ชายไปครอบครองแทน นอกจากห้องชุดแล้วอีกฟากหนึ่งของชั้นสามนั้นมีศาลภูมิเล็กๆ และสวนสำหรับปลูกต้นไม้ โดยมากก็เป็นต้นโป๊ยเซียน ต้นทับทิม ต้นไม้มงคลต่างๆ ตามความนิยมของคนจีน ซึ่งปลูกไว้เพิ่มบรรยากาศไม่ให้ดูแห้งแล้งเกินไป ยามที่ขึ้นมาตากผ้าหรือชมวิว
ทีนี้อยากจะเล่าถึงคุณพ่อคุณแม่สักหน่อย ท่านทั้งสองแต่งงานกันด้วยความเห็นชอบของครอบครัว ด้วยการแนะนำผ่านแม่สื่อที่เชียร์สุดลิ่มทิ่มประตูว่าทั้งคู่เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก แต่เอาเข้าจริงดันเป็นกิ่งตำแยกับใบพริกไม่น่าที่จะถูกจับให้ครองคู่กันแต่แรก ก็ทั้งคู่ช่างแตกต่างกันเหมือนมาจากคนละภพภูมิ ทั้งรสนิยมในการดูหนังฟังเพลง คุณแม่ชอบเพลงสตริง การเต้นรำ แฟชั่นชุดแสคสีจัดจ้าน รองเท้าส้นเตารีด เป็นสาวชาวกรุงจ๋าๆ ต่างกับคุณพ่อที่ชอบเพลงลูกกรุงเก่าๆ หรือเพลงลูกทุ่งอย่างชาย เมืองสิงห์
แต่สิ่งที่เหมือนกันเห็นจะมีอยู่สองเรื่อง คุณพ่อเป็นคนแต่งตัวเก่ง บางทีก็แต่งตัวเป็นโก๋บางกอกนุ่งกางเกงยีนส์รัดติ้วขาเดฟรัดรูป กับเสื้อเชิ้ตพับแขน เหมือนอย่างแดงไบเล่ แต่ถ้าไปงานก็จะใส่สูทหวีผมแสกข้างใส่น้ำมันเรียบแป้แถมเงาจนเยิ้ม คุณแม่มักจะพูดว่า
‘เขาแต่งตัวไม่มีกาลเทศะ’ แต่ในความคิดฉันท่านทั้งสองคนดูเป็นแฟชั่นนิสต้าที่ไม่กินเส้นกันทั้งที่ชอบแต่งตัวทั้งคู่ แต่มักจะแต่งตัวไปคนละทาง หนักๆ เข้าคุณแม่ทนไม่ได้ก็เป็นคนจัดเสื้อผ้าให้คุณพ่อเสียเอง
วันที่ผีพรายยังอยู่คลองบางซื่อ
แก้วกังไส (นามปากกาอื่นยังคิดไม่ออก)
เพื่อนพ้องในอินเทอเน็ตหลายคนที่มักคุ้นกันในเฟซบุ๊คนั้น ก็จะมีหลายกลุ่มหนึ่งก็จะเป็นผู้นิยมเขียนอ่านหนังสือทุกประเภทโดยเฉพาะนวนิยาย มีคนหนึ่งในเฟซบุ๊คชื่อดูประหลาดนักไม่คุ้นเคย จำไม่ได้ว่าเคยมีคนๆ นี้เป็นเพื่อนในโลกไซเบอร์ หลังจากมองดูอยู่เป็นเดือนวันหนึ่งก็ได้ฤกษ์ถาม...ตกลงนี่ใคร?
จากนั้นก็ได้ความว่าชื่อเดิมก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาประหลาดชวนสยิวแบบนั้น เดิมทีเรียกกันเล่นๆ ว่า ‘น้ำพัน’ เธอเป็นคนเขียนนิยายลึกลับสยองขวัญ เลือดๆ และตายๆ ในสำนักพิมพ์ที่เธอสังกัดอยู่นั้นทุกคนเขียนเรื่องผี เรื่องน่ากลัว เรื่องที่ไม่อยากเจอแต่อยากรู้อยากเห็นอยากอ่าน ส่วนมากเป็นเรื่องของวิญญาณอาฆาต
ฉันเป็นหนึ่งในพวกอยากรู้อยากเห็นแต่ไม่อยากเจอเช่นกัน ก็เลยถามน้ำพันถึงประสบการณ์เรื่องผี ด้วยความเข้าใจว่าคนที่เขียนเรื่องแนวนี้น่าจะมีประสบการณ์จริง แต่ได้รับคำตอบว่าเธอเขียนเรื่องลึกลับน่ากลัวแต่ไม่ได้ถึงกับมีผีอาฆาต รวมไปทั้งไม่เคยมีประสบการณ์เจอะเจอผีเลย(น่าดีใจที่ไม่เจอ)
เมื่อเธอถามฉันกลับ...ฉันตกลงใจว่าจะเล่าประสบการณ์ให้เธอฟัง เพียงแต่ประสบการณ์ของฉันอาจจะเป็นเรื่องเล่าในชีวิต ไม่ได้ตื่นเต้นโลดโผนเหมือนนวนิยายผีที่แต่งขึ้น เนื่องจากทั้งชีวิตไม่เคยทำให้ผีที่ไหนอาฆาต เรื่องลึกลับในชีวิตคงเป็นเหมือนประสบการณ์ไปเที่ยวแล้วเจอสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอเท่านั้นเอง
ก่อนจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัวนัก คงต้องถามก่อนว่าน้ำพัน รวมทั้งที่กำลังสอดส่ายสายตาในเรื่องของฉัน เคยเห็นบ้านย่านคลองบางซื่อ เตาปูน ไปจนถึงบางโพเมื่อสามสิบปีก่อนหรือไม่คะ ทุกวันนี้ย่านนั้นมีความเจริญมาก ผู้คนพุกพล่านที่มาของชื่อเสียงเรียงนามเหตุของสถานที่ก็เลือนหายไป ถ้าไม่ใช่คนที่เคยอยู่มาเก่าแก่อาจจะไม่รู้
คลองบางซื่อในสมัยนั้นยังใช้เรือเป็นทางหลักในการสัญจร ลำคลองทอดยาวไปเหมือนถนนสู่ที่ต่างๆ แต่เมืองนนท์ยังเป็นสวนเสียเป็นส่วนใหญ่ คนที่พอมีเงินก็จับจองที่ดินริมน้ำเป็นหลักบ้านของฉันก็เช่นกัน ตั้งอยู่ริมน้ำด้านหนึ่งติดถนนลูกรัง อีกด้านติดกับคลอง และมีท่าน้ำไว้สำหรับเทียบเรือเวลาขึ้นจากเรือเมล์เข้าบ้าน เรือเมล์ในยุคนั้นเป็นเรือติดเครื่องมีหลังคากันแดด ท้องเรือแคบแต่ยาวไม้ขัดขวางแทนที่นั่ง ค่าโดยสารนั้นก็เก็บค่าเรือคนละสองบาท ส่วนมากจะไปขึ้นที่ท่าที่เตาปูนแล้วจึงค่อยต่อรถโดยสารไปยังบางโพหรือที่อื่นๆ ขากลับก็เช่นกันจะมาลงเรือที่เตาปูนเพื่อกลับบ้าน
เตาปูนในยุคนั้นตลอดริมทางฝั่งคลองจะมีเรือลำใหญ่บรรจุเครื่องปั้นดินเผาไว้เต็มเพื่อขายของ จะมีทั้งเตาทำจากปูนปั้นเป็นเตาขนมครกเล็กๆ หม้อดินเผา และอื่นๆ ล้วนแต่เป็นดินสีแดง แต่หลายปีต่อมาทางการสร้างเขื่อนกั้นป้องกันน้ำท่วมเรือลำใหญ่หายไป เตาปูนถูกขนขึ้นมาวางขายริมทางเป็นแผงกั้นห้องเล็กๆ ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลือให้เห็นแล้ว ก็ใครเล่ายังใช้เตาปูนหุงข้าว ชื่อของย่านเตาปูนจึงมีแต่คำเรียกหาบอกที่มาในอดีตเท่านั้น
นอกจากย่านเตาปูนแล้วถนนที่ทอดต่อกันคือบางโพ บางโพเป็นแหล่งค้าไม้มีซอยโรงไม้ที่ขายไม้ยาวไปตั้งแต่ปากซอยจรดก้นซอย สมัยก่อนนั้นคนเก่าแก่เล่าว่าเขาจะล่องไม้มาจากทางเหนือลำเลียงผ่านแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม เข้ามาทางเจ้าพระยาจนมาถึงบางกอกจึงลดเลี้ยงเข้าสู่บางโพ แต่ต่อมาทางการไม่อนุญาตให้ทำสัมปทานป่าไม้อีกการล่องไม้จึงหายไป แต่เปลี่ยนเป็นขนส่งมาทางรถบรรทุกแทน โดยแปรรูปเป็นไม้กระดานหรือไม้ฉลุสำเร็จรูปพร้อมประกอบมาเรียบร้อยแล้ว
ส่วนตัวแล้วไม่เคยเห็นการล่องไม้เพราะเกิดไม่ทันแต่ก็พอนึกภาพออกว่าเป็นอย่างไร ที่เล่านี่ก็เกริ่นว่าคลองบางซื่อมีความสำคัญกับการสัญจรและขนส่งเป็นอย่างมาก แม้เราจะมีรถขับกันแต่ถนนในซอยเป็นลูกรังโรยด้วยก้อนกรวดขรุขระ ต้องขับรถเป็นกิโลถึงจะไปถึงถนนใหญ่ ซึ่งในเวลานั้นมีถนนตัดผ่านแล้วมันมาพร้อมกับคลองส่งน้ำประปา บ้านของฉันต้องข้ามสะพานคลองประปามาและขับลึกเข้ามาจนสุดซอย
พอกาลเวลามันเปลี่ยนไปบ้านหลังสุดท้ายของซอยที่เคยสัญจรสะดวกสุดที่ดินมีมูลค่ากว่าหลังอื่น กลายเป็นบ้านในซอยตันกับคลองน้ำเน่า ที่ไม่มีการยกประตูระบายน้ำให้น้ำในคลองไหลเวียนบ้าง โรงเรียนจีนที่อยู่อีกฟากของคลองกลายเป็นโรงเรียนปิดตายไม่มีใครเรียนอีก คงเหลือแต่บ้านหลังเล็กๆ ที่สร้างขึ้นมาอย่างแออัดริมน้ำ เสาค้ำบ้านยื่นปักลงมาในน้ำเสียด้วยซ้ำ แต่ปัจจุบันบ้านเหล่านี้ได้ถูกยอมรับเป็นชุมชนย่อมๆ จึงมีบ้านเลขที่สภาพบ้านก็ถูกปรับปรุงให้มั่นคงถาวรขึ้น
แต่ก็ยังต่างกับฝั่งที่ฉันอยู่ บ้านฟากนี้เป็นฝั่งคนจีน หลายๆ คนอพยพมายังเมืองไทยแล้วย้ายมาปักหลักฐานตรงนี้เมื่อพอจะมีอันจะกิน ดังนั้นบ้านฝั่งนี้โดยมากคนจีนจะชักชวนกันมาอยู่อาศัย ในตรอกนี้จึงเป็นบ้านพร้อมโรงงานในครัวเรือนทุกหลัง มีคนเล่าว่าซอยนี้คนก็ดุผีก็ดุ ที่คนดุเพราะมีโรงงานกลางคืนมันเปลี่ยวถ้ามีขโมยขโจรเข้ามาไม่ว่าจะเข้าบ้านหลังไหน หากถูกจับได้มันจะถูกเล่นงานย่ำแย่
บ้านของฉันปลูกแบบเดียวกับบ้านที่นิยมในคนจีนยุคนั้น กล่าวคือเป็นตึกสามชั้นแต่ชั้นล่างเอนกประสงค์ ทั้งทำงาน ทั้งรับประทานอาหาร ด้านหน้ามีลานสำหรับขนส่งสินค้า ถัดไปด้านข้างจึงเป็นโรงงานมีเครื่องจักรใหญ่สำหรับผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว ตัวโรงงานกินพื้นที่ไปถึงท่าน้ำริมคลอง ดังนั้นถ้าจะมาทางเรือก็จะต้องเดินผ่านเรือนคนงาน ครัวไทยและตัวโรงงาน แต่ต่อมาเมื่อถนนตัดเข้ามาด้านท่าน้ำก็พลิกกลับกลายเป็นหลังบ้านไปเสีย ส่วนบริเวณด้านหลังที่ใช้เป็นลานขนส่งสินค้านั้นก็เปลี่ยนเป็นหน้าบ้านเพราะหันหน้าเข้าสู่ถนน
ชั้นสองของบ้านนั้นมีห้องเรียงกันเป็นแถวยาว มีระเบียงโปร่งคลุมด้วยตาข่ายกันคนปีนขึ้นมา ระเบียงด้านนี้หันหน้าไปทางคลอง เมื่อมองไปลงก็จะเห็นไปถึงบ้านน้อยๆ ยังฝั่งตรงกันข้าม ที่ปลายสุดของระเบียงชั้นสองมีห้องน้ำ ซึ่งการที่มีห้องน้ำในแต่ละชั้นของบ้านในยุคนั้นนับเป็นเรื่องสะดวกสบาย เพราะค่านิยมเมื่อหลายสิบก่อนไม่มีใครสร้างห้องน้ำไว้ในที่สูง อย่างชั้นเดียวกับห้องนอนนั่นเอง และชั้นบนสุดชั้นสามของบ้านมีทางขึ้นไปสู่ดาดฟ้าและมีห้องชุดอยู่ห้องหนึ่ง ห้องชุดนี้ประกอบด้วยห้องนั่งเล่นและห้องนอนครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องหอของพ่อกับแม่
ต่อมาท่านเลิกรากันห้องชุดนี้จึงใหญ่เกินความจำเป็นสำหรับชายโสดแต่ไม่สดแล้วอย่างคุณพ่อ จึงยกให้ครอบครัวพี่ชายไปครอบครองแทน นอกจากห้องชุดแล้วอีกฟากหนึ่งของชั้นสามนั้นมีศาลภูมิเล็กๆ และสวนสำหรับปลูกต้นไม้ โดยมากก็เป็นต้นโป๊ยเซียน ต้นทับทิม ต้นไม้มงคลต่างๆ ตามความนิยมของคนจีน ซึ่งปลูกไว้เพิ่มบรรยากาศไม่ให้ดูแห้งแล้งเกินไป ยามที่ขึ้นมาตากผ้าหรือชมวิว
ทีนี้อยากจะเล่าถึงคุณพ่อคุณแม่สักหน่อย ท่านทั้งสองแต่งงานกันด้วยความเห็นชอบของครอบครัว ด้วยการแนะนำผ่านแม่สื่อที่เชียร์สุดลิ่มทิ่มประตูว่าทั้งคู่เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก แต่เอาเข้าจริงดันเป็นกิ่งตำแยกับใบพริกไม่น่าที่จะถูกจับให้ครองคู่กันแต่แรก ก็ทั้งคู่ช่างแตกต่างกันเหมือนมาจากคนละภพภูมิ ทั้งรสนิยมในการดูหนังฟังเพลง คุณแม่ชอบเพลงสตริง การเต้นรำ แฟชั่นชุดแสคสีจัดจ้าน รองเท้าส้นเตารีด เป็นสาวชาวกรุงจ๋าๆ ต่างกับคุณพ่อที่ชอบเพลงลูกกรุงเก่าๆ หรือเพลงลูกทุ่งอย่างชาย เมืองสิงห์
แต่สิ่งที่เหมือนกันเห็นจะมีอยู่สองเรื่อง คุณพ่อเป็นคนแต่งตัวเก่ง บางทีก็แต่งตัวเป็นโก๋บางกอกนุ่งกางเกงยีนส์รัดติ้วขาเดฟรัดรูป กับเสื้อเชิ้ตพับแขน เหมือนอย่างแดงไบเล่ แต่ถ้าไปงานก็จะใส่สูทหวีผมแสกข้างใส่น้ำมันเรียบแป้แถมเงาจนเยิ้ม คุณแม่มักจะพูดว่า ‘เขาแต่งตัวไม่มีกาลเทศะ’ แต่ในความคิดฉันท่านทั้งสองคนดูเป็นแฟชั่นนิสต้าที่ไม่กินเส้นกันทั้งที่ชอบแต่งตัวทั้งคู่ แต่มักจะแต่งตัวไปคนละทาง หนักๆ เข้าคุณแม่ทนไม่ได้ก็เป็นคนจัดเสื้อผ้าให้คุณพ่อเสียเอง