+18
เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ที่หยิบมาแชร์บางส่วน อยากให้เป็นอุทาหรณ์ในหลายๆเรื่อง
ไม่มีการเติมแต่ง หวังว่ากระทู้จะเป็นประโยชน์กับนักอ่านที่ผ่านเข้ามา
เดือนมิถุนายน
เราชื่อเจ เจเคยคบกับแอ ทอม-ลูกครึ่งออส (นามแฝง) เราเรียนอยู่ที่มหาลัยเอกชนชื่อดัง แอจีบเจก่อน แต่เราก็คุยกันแบบเพื่อน เราพักอยู่ใกล้กัน แออยู่หอกับรูมเมท ส่วนเจอยู่บ้านเช่ากับเพื่อน พอรู้จักกันในระดับหนึ่ง เจก็รู้ว่าแอแอบชอบเพื่อนของเจก่อนที่เราจะรู้จักกันอีก แต่ไม่กล้าจีบตรงๆ
แอเป็นคนเอาใจเก่ง เราจะไปไหนมาไหนด้วยกัน ตอนนั้นเราฟิสเนตกันทุกวัน ตัวติดกันมาก เจมารู้ตัวว่าคิดกับแอมากกว่าเพื่อน ตอนนั้นสับสนก็เลยไม่ค่อยคุย จนแอถามก็เลยบอกตรงๆว่าเราชอบเขาแล้วล่ะ
"เธอก็รู้ว่าเราชอบใคร" แอบอก เจก็เลยตีตัวออกห่างมาเอง สังเกตว่าเขาก็เฟล แอยังทักหาเจทุกวัน เหมือนอยากคุยกันเหมือนเดิม ไม่รู้ว่ากลัวเสียเพื่อนหรือยังไงแน่ จนวันนึงเขาก็เปิดใจคุยว่าเขาก็รู้สึกกับเจ แล้วเราก็คบกัน ไม่ใช่แฟน แต่เป็นเหมือนคนสำคัญ มันหน่วง เพราะต่างคนต่างมีสิทธิ์คุยกับคนอื่น แต่เราอยู่ด้วยกันแทบทุกเวลา ทำทุกอย่างไม่ต่างกับคนรัก เคยสงสัยว่าทำไมไม่คบกันเป็นแฟน แต่เขาบอกว่ามันเร็วเกินไป แล้วเขาก็กำลังจะไปเรียนต่างประเทศด้วย ยิ่งทำให้ไม่มั่นใจว่าจะคบกันได้นาน
หลายครั้งเราทะเลาะกันเรื่องคนอื่น เราก็มีเขาก็มี เหมือนเป็นสงครามประสาทเลยค่ะ ครั้งหนึ่งพิงค์โทรมาหาแอ (นามแฝง) แอก็บอกว่าพิงค์เป็นเพื่อนเขาและเป็นแฟนของญาติด้วย เราก็คิดว่าคงไม่มีอะไร
ก่อนหน้านี้เราตัวติดกัน แต่พักหลังแอเริ่มห่างกับเจ เขาบอกว่ามีปัญหากับเพื่อน เครียดเรื่องส่วนตัวบ้าง เสียบอลบ้าง เราพยายามจะให้เขาระบายกับเรา แต่เขาบอกว่ารู้ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ตอนนั้นก็น้อยใจเขานะ เพราะเราเป็นคนรักก็อยากทำให้เขาสบายใจบ้าง
เดือนตุลาคม
เจมีทริปเที่ยวเชียงใหม่สามคืนสี่วันกับเพื่อนๆ ไปรถไฟ (แอบเซ็งเพราะกล้องหายค่ะโดนขโมยขึ้นบ้าน) แอกับเพื่อนก็ขับรถเจไปส่งที่สถานี เจก็ฝากรถไว้ให้เขาใช้ ตอนอยู่เชียงใหม่ เราก็คุยกันทุกวัน ทำอะไรก็บอกกันตลอด พอวันกลับแอก็มารับที่สนามบิน กลับมาถึงบ้านก็เที่ยงคืนวันที่15 เป็นวันเกิดของเจพอดี ถึงห้องนอนเจก็กอดเขาด้วยความคิดถึง “แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะ” แอพูดจบเราก็นั่งคุยกันแปปเดียวแอก็ขอไปดื่มกับเพื่อนที่หอ บอกว่าวันนี้รวมเพื่อน เราน้อยใจนะ
คืนวันเกิดของเจ เจไม่ได้ฉลองเพราะเพื่อนก็อยู่กันไม่เยอะ ส่วนแอ ก็ยังไม่เจอตั้งแต่กลางวันแล้ว กลางคืนก็ว่าช่วยเพื่อนทำงาน เราเลยนอนเซ็งอยู่ห้อง เพื่อนสนิทก็เอาเค้กมาเบิร์ดเดย์ เจแอบคิดว่าแอจะมาเซอร์ไพร์ค่ะ แต่พอผ่านเที่ยงคืนแล้วก็ว่าเปล่า เจรู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ เสียใจมากค่ะเลยออกไปดื่มที่ร้านใกล้ๆ แล้วเขาก็มาหา ตอนแรกมามือเปล่า พอพี่ที่โต๊ะบอกว่าเจว่าน้อยใจ ถึงถือเค้กเซเว่นจุดเทียนมาให้ แล้วเราก็จูงมือเขามาคุยด้านนอกค่ะ จนประโยคหนึ่ง...
เจ : “อย่าหายไปไหนอีก เจรักแอนะ”
แอ : “เค้าไม่สมควรถูกรักเลยด้วยซ้ำ ถ้าเธอรู้ความจริง เธออาจจะเกลียดเราเลยก็ได้”
แอบอกว่า พิงค์มาหาแอตอนเจไปเชียงใหม่ เขาคุยกัน แต่ก็เลิกคุยแล้วเพราะแฟนนางมาต่อยแอวันนี้เอง เจฟังแล้วก็ไม่รู้ควรจะรู้สึกยังไง ในเมื่อตอนแรกเขาก็พูดให้เราไว้ใจ เจยอมแอมากไปเองค่ะ ฟังเค้าทุกอย่าง ส่วนวันเกิดเจ จริงๆไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย แต่คนรักกันมันจะมีวันสำคัญสักกี่วัน สักนาทีที่เจอกันก็ยังไม่มี ความจริงเราคือ “คนไม่สำคัญ” ถ้างั้นเขาคงไม่ปล่อยให้เราเป็นแบบนี้
เจยื้อ เพราะเรารัก คิดว่ายังเริ่มใหม่ได้ เราไม่โทษเขาฝ่ายเดียวหรอกค่ะที่เขาจะไป เพราะเราก็มีข้อเสียหลายอย่าง เจเป็นคนใจร้อน ครั้งหนึ่งที่ทะเลาะกับแอจนทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน เจชอบประชด ไม่พอใจเมื่อไหร่ก็แสดงออกเดี๋ยวนั้นเลย เป็นข้อเสียที่ยังแก้ไม่หายค่ะ ตอนที่เราเลิกคุยกันแล้ว เจก็มีคนอื่นเข้ามาคุยนะ เป็นรุ่นพี่ และเขารู้ดีว่าเจยังรักแอ และเจก็เจอแอไปไหนมาไหนกับคนคุยเก่าของแอ อาจจะไปในสถานะเพื่อนก็ไม่รู้นะ สุดท้ายก็ตัดใจ “คบกันแบบไม่มีสถานะ ก็จบแบบไม่มีสถานะ”
.
.
.
ผ่านมาไม่ถึงสองอาทิตย์ ก็เกิดเรื่องให้เซอร์ไพรส์ เจรู้ข่าวว่าแอไปขโมยแมคบุ๊คของคนนั้นที่เจเคยเจอเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน เจไม่อยากเชื่อ เลยไปสืบเรื่องจากเฟสบุ๊คคนนั้น ก็เห็นสเตตัสต่างๆและคลิปวีดิโอที่ถ่ายจากกล้องวงจร เป็นตัวยืนยันที่ชัดเจนค่ะ ลักษณะคือปลอมตัว โดยใส่วิกผมยาว ใส่เสื้อกันหนาวลายทางและหมวกแก๊บ บุกเข้าไปในห้องพัก ใช้เวลาโจรกรรมไม่ถึง 5 นาที สืบรู้ภายหลังว่าคีย์การ์ดเจ้าของห้องโดนขโมยไปค่ะ แสดงว่าเขาคงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว แอสารภาพเพราะมีหลักฐานมัดตัว แล้วคนนั้นก็ไม่ได้เอาเรื่องค่ะ แค่อยากได้ของคืน แต่แอบอกว่าของขายไปแล้ว ก็เลยต้องหาเงินมาใช้แทน ที่แอทำแบบนี้ ส่วนหนึ่งเพราะติดพนันบอล คงจะเสียเยอะมาก จริงๆที่บ้านของเขาค่อนข้างมีฐานะ รสนิยมข้าวของเครื่องใช้ก็พอตัว อย่างที่เขาว่า “ดูคนแต่ภายนอกไม่ได้จริงๆ” ตอนคบกัน เจก็เคยเตือนเขาแล้ว แต่พอเสียพนันเขาก็เครียด ยิ่งเสียก็ยิ่งเล่น ส่วนเรื่องแมคบุ๊ค เขาได้เงินจากทางบ้านมาก้อนหนึ่งและชดใช้ผู้เสียหายเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะได้ข่าวเรื่องแมกบุ๊ค เจยังเห็นตัสในเฟสบุ๊ด้วยว่าเลนส์กล้องของรูมเมทโดนขโมยไปจากห้องพัก แต่กล้องยังอยู่ งงมะ?
นอกจากนี้ เขายังโกหกเจหลายเรื่องมาก แม้กระทั่งอายุ บอกว่าอายุ 22 แต่ความจริงแค่ 19 เจจำได้ว่าเขาเคยเอาบัตร ปชช.ให้ดู พศ.เกิดเพราะเราไม่เชื่อ ในบัตรก็เป็น พศ.2536 เจก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะตอนนั้นคบกันแค่ผิวเผิน จนมารู้ทีหลังว่าไม่ใช่บัตรเขาค่ะ
เขายังเคยพูดกับเจเลยนะ “ถ้าเราอายุไม่ถึง 20 แล้วจะเที่ยวทองหล่อบ่อยๆได้ไง? (แต่ความเป็นจริง...)
แล้วความจริงแอก็ไม่ได้เรียน “แต่โกหกว่าซิ่วมาเรียนปี 1” (เผื่อจะไม่ไปต่อต่างประเทศว่างั้น) โกหกคนรอบข้างหมด มีวันหนึ่งเขาบอกกับเจว่ามีสอบ วันนั้นเขาก็ใส่ชุดนักศึกษานะ แล้วก็เคยเชคอินที่ตึกคณะว่ากำลังเรียนด้วย แอยังเคยส่งภาพกำลังทำการบ้านให้เจดูด้วยนะ
เห็นว่าทางบ้านจะส่งไปเรียนต่างประเทศ หากว่าเป็นความจริง ก็ยินดีด้วยอย่างยิ่งค่ะที่เขาจะได้รับการศึกษาแล้วจริงๆ
เจมารู้ทีหลังอีก ในวันที่เขาไปส่งเจที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ส่งเสร็จก็ขับรถของเราไปรับพิงค์มาเที่ยว ไปรับไกลมากด้วย คิดไว้ไม่ผิด เพราะตอนที่เขามารับเราที่สนามบิน น้ำมันที่เติมไว้เต็มถังเหลืออยู่ขีดเดียว ทั้งๆที่เขาบอกไม่ค่อยได้ไปไหน หนำซ้ำไมล์รถก็ขึ้นมาเกือบ 300 โลแต่เราไม่ได้พูด แล้ววันเกิดเจที่ทะเลาะกัน เขาก็พูดว่า “ไม่ต้องห่วง เราไม่ได้ขับรถเธอไปรับใครหรอก เค้าเป็นคนมาหาเราเอง” (แต่ความเป็นจริง...)
และคืนวันเกิด ที่เขาบอกว่าไปดื่มกับเพื่อน คืนนั้นเพื่อนของเจเจอเค้ากับพิงค์ยืนอยู่ด้วยกันหน้าเซเว่นใต้หอพัก พอเขาเห็นเพื่อนเราเขาก็ทำเมิน เพื่อนเพิ่งมาบอกเจตอนที่เลิกคุยกับเขาแล้ว เพราะคิดว่าเจคงไม่เชื่อ เพราะเจชอบเข้าข้างเขาตลอด
ยังไม่หมดแค่นั้น แฟนของพิงค์ก็ไม่เกี่ยวข้องกับญาติฝ่ายไหนของแอด้วย โกหกเพื่อ? และที่มันน่าเชื่อก็เพราะว่าหน้าคล้ายกันมาก และก็เป็นลูกครึ่งเหมือนกัน คงโกหกเพื่อไม่ให้เราสงสัยว่าจะไปเขามี something กับพิงค์ได้อะค่ะ (แต่ความเป็นจริง...)
ส่วนที่คาใจที่สุดก็คือกล้อง DSLR ที่หายไป เป็นกล้องแคนนอน 7D และฟูจิ sx1 รวมมูลค่ากว่าห้าหมื่นบาท หายไปพร้อมกันค่ะ ของเจเอาไว้ที่ห้องนอน ห้องประตูก็ไม่ค่อยดี ของเพื่อนหายเพราะวางไว้ภายในตัวบ้านค่ะ อย่างอื่นไม่โดนยกไปนะคะ ขากล้อง เลนส์กล้อง โน๊ตบุ๊ก หรือกระปุกเงิน (ถ้าเป็นโจรคงยกไปหมดค่ะ แต่นี่คือเลือกเอาแค่บางอย่าง (กล่องใส่กล่องยังหายเลยทั้งๆที่เอาไว้ห้องเก็บของ)
กล้องหายไปในช่วงที่เจกลับต่างจังหวัด เพื่อนก็จะกลับบ้านดึกกัน และจะซ่อนกุญแจไว้ในรองเท้าเพราะเข้าออกกันไม่เป็นเวลา (เป็นบทเรียนเลยค่ะ ความประมาทแท้ๆ) เจกับเพื่อนไม่ได้ปักใจ แต่โอกาสเป็นไปได้ก็สูง เพราะมีคนที่รู้จักกับเขาก็เจอพฤติกรรมแบบนี้มาเหมือนกัน
บางคนที่ได้รู้จักกันและเข้ามาในชีวิตเรา ทำดีกับเรา เราไม่รู้หรอกค่ะว่าจริงๆเขาคิดอะไร เขาจริงใจกับเรามากแค่ไหน ทั้งที่เรารักและเชื่อใจ แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนคือการหลอกลวง เจรู้ว่าเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินหรือคิดแทนเขา ว่าเรื่องทั้งหมดที่เขาทำ เขาทำทำไม เพราะอะไร แต่เจคิดว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ดี และถ้าเขายังมีความเป็นมนุษย์อยู่ เขาก็คงรู้สึกผิดอยู่ในใจบ้าง แต่ความผิดที่เขาได้ทำคงจะติดตัวเขาไปตลอด และถ้าเขาบังเอิญได้ผ่านมาอ่านกระทู้นี้ ก็แค่อยากจะบอกว่า
“ขอให้โชคดีกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคุณ”
forget me not.
เรื่องของ คนรักกับมิจฉาชีพเป็นคนๆเดียวกัน
เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ที่หยิบมาแชร์บางส่วน อยากให้เป็นอุทาหรณ์ในหลายๆเรื่อง
ไม่มีการเติมแต่ง หวังว่ากระทู้จะเป็นประโยชน์กับนักอ่านที่ผ่านเข้ามา
เดือนมิถุนายน
เราชื่อเจ เจเคยคบกับแอ ทอม-ลูกครึ่งออส (นามแฝง) เราเรียนอยู่ที่มหาลัยเอกชนชื่อดัง แอจีบเจก่อน แต่เราก็คุยกันแบบเพื่อน เราพักอยู่ใกล้กัน แออยู่หอกับรูมเมท ส่วนเจอยู่บ้านเช่ากับเพื่อน พอรู้จักกันในระดับหนึ่ง เจก็รู้ว่าแอแอบชอบเพื่อนของเจก่อนที่เราจะรู้จักกันอีก แต่ไม่กล้าจีบตรงๆ
แอเป็นคนเอาใจเก่ง เราจะไปไหนมาไหนด้วยกัน ตอนนั้นเราฟิสเนตกันทุกวัน ตัวติดกันมาก เจมารู้ตัวว่าคิดกับแอมากกว่าเพื่อน ตอนนั้นสับสนก็เลยไม่ค่อยคุย จนแอถามก็เลยบอกตรงๆว่าเราชอบเขาแล้วล่ะ
"เธอก็รู้ว่าเราชอบใคร" แอบอก เจก็เลยตีตัวออกห่างมาเอง สังเกตว่าเขาก็เฟล แอยังทักหาเจทุกวัน เหมือนอยากคุยกันเหมือนเดิม ไม่รู้ว่ากลัวเสียเพื่อนหรือยังไงแน่ จนวันนึงเขาก็เปิดใจคุยว่าเขาก็รู้สึกกับเจ แล้วเราก็คบกัน ไม่ใช่แฟน แต่เป็นเหมือนคนสำคัญ มันหน่วง เพราะต่างคนต่างมีสิทธิ์คุยกับคนอื่น แต่เราอยู่ด้วยกันแทบทุกเวลา ทำทุกอย่างไม่ต่างกับคนรัก เคยสงสัยว่าทำไมไม่คบกันเป็นแฟน แต่เขาบอกว่ามันเร็วเกินไป แล้วเขาก็กำลังจะไปเรียนต่างประเทศด้วย ยิ่งทำให้ไม่มั่นใจว่าจะคบกันได้นาน
หลายครั้งเราทะเลาะกันเรื่องคนอื่น เราก็มีเขาก็มี เหมือนเป็นสงครามประสาทเลยค่ะ ครั้งหนึ่งพิงค์โทรมาหาแอ (นามแฝง) แอก็บอกว่าพิงค์เป็นเพื่อนเขาและเป็นแฟนของญาติด้วย เราก็คิดว่าคงไม่มีอะไร
ก่อนหน้านี้เราตัวติดกัน แต่พักหลังแอเริ่มห่างกับเจ เขาบอกว่ามีปัญหากับเพื่อน เครียดเรื่องส่วนตัวบ้าง เสียบอลบ้าง เราพยายามจะให้เขาระบายกับเรา แต่เขาบอกว่ารู้ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ตอนนั้นก็น้อยใจเขานะ เพราะเราเป็นคนรักก็อยากทำให้เขาสบายใจบ้าง
เดือนตุลาคม
เจมีทริปเที่ยวเชียงใหม่สามคืนสี่วันกับเพื่อนๆ ไปรถไฟ (แอบเซ็งเพราะกล้องหายค่ะโดนขโมยขึ้นบ้าน) แอกับเพื่อนก็ขับรถเจไปส่งที่สถานี เจก็ฝากรถไว้ให้เขาใช้ ตอนอยู่เชียงใหม่ เราก็คุยกันทุกวัน ทำอะไรก็บอกกันตลอด พอวันกลับแอก็มารับที่สนามบิน กลับมาถึงบ้านก็เที่ยงคืนวันที่15 เป็นวันเกิดของเจพอดี ถึงห้องนอนเจก็กอดเขาด้วยความคิดถึง “แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะ” แอพูดจบเราก็นั่งคุยกันแปปเดียวแอก็ขอไปดื่มกับเพื่อนที่หอ บอกว่าวันนี้รวมเพื่อน เราน้อยใจนะ
คืนวันเกิดของเจ เจไม่ได้ฉลองเพราะเพื่อนก็อยู่กันไม่เยอะ ส่วนแอ ก็ยังไม่เจอตั้งแต่กลางวันแล้ว กลางคืนก็ว่าช่วยเพื่อนทำงาน เราเลยนอนเซ็งอยู่ห้อง เพื่อนสนิทก็เอาเค้กมาเบิร์ดเดย์ เจแอบคิดว่าแอจะมาเซอร์ไพร์ค่ะ แต่พอผ่านเที่ยงคืนแล้วก็ว่าเปล่า เจรู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ เสียใจมากค่ะเลยออกไปดื่มที่ร้านใกล้ๆ แล้วเขาก็มาหา ตอนแรกมามือเปล่า พอพี่ที่โต๊ะบอกว่าเจว่าน้อยใจ ถึงถือเค้กเซเว่นจุดเทียนมาให้ แล้วเราก็จูงมือเขามาคุยด้านนอกค่ะ จนประโยคหนึ่ง...
เจ : “อย่าหายไปไหนอีก เจรักแอนะ”
แอ : “เค้าไม่สมควรถูกรักเลยด้วยซ้ำ ถ้าเธอรู้ความจริง เธออาจจะเกลียดเราเลยก็ได้”
แอบอกว่า พิงค์มาหาแอตอนเจไปเชียงใหม่ เขาคุยกัน แต่ก็เลิกคุยแล้วเพราะแฟนนางมาต่อยแอวันนี้เอง เจฟังแล้วก็ไม่รู้ควรจะรู้สึกยังไง ในเมื่อตอนแรกเขาก็พูดให้เราไว้ใจ เจยอมแอมากไปเองค่ะ ฟังเค้าทุกอย่าง ส่วนวันเกิดเจ จริงๆไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย แต่คนรักกันมันจะมีวันสำคัญสักกี่วัน สักนาทีที่เจอกันก็ยังไม่มี ความจริงเราคือ “คนไม่สำคัญ” ถ้างั้นเขาคงไม่ปล่อยให้เราเป็นแบบนี้
เจยื้อ เพราะเรารัก คิดว่ายังเริ่มใหม่ได้ เราไม่โทษเขาฝ่ายเดียวหรอกค่ะที่เขาจะไป เพราะเราก็มีข้อเสียหลายอย่าง เจเป็นคนใจร้อน ครั้งหนึ่งที่ทะเลาะกับแอจนทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน เจชอบประชด ไม่พอใจเมื่อไหร่ก็แสดงออกเดี๋ยวนั้นเลย เป็นข้อเสียที่ยังแก้ไม่หายค่ะ ตอนที่เราเลิกคุยกันแล้ว เจก็มีคนอื่นเข้ามาคุยนะ เป็นรุ่นพี่ และเขารู้ดีว่าเจยังรักแอ และเจก็เจอแอไปไหนมาไหนกับคนคุยเก่าของแอ อาจจะไปในสถานะเพื่อนก็ไม่รู้นะ สุดท้ายก็ตัดใจ “คบกันแบบไม่มีสถานะ ก็จบแบบไม่มีสถานะ”
.
.
.
ผ่านมาไม่ถึงสองอาทิตย์ ก็เกิดเรื่องให้เซอร์ไพรส์ เจรู้ข่าวว่าแอไปขโมยแมคบุ๊คของคนนั้นที่เจเคยเจอเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน เจไม่อยากเชื่อ เลยไปสืบเรื่องจากเฟสบุ๊คคนนั้น ก็เห็นสเตตัสต่างๆและคลิปวีดิโอที่ถ่ายจากกล้องวงจร เป็นตัวยืนยันที่ชัดเจนค่ะ ลักษณะคือปลอมตัว โดยใส่วิกผมยาว ใส่เสื้อกันหนาวลายทางและหมวกแก๊บ บุกเข้าไปในห้องพัก ใช้เวลาโจรกรรมไม่ถึง 5 นาที สืบรู้ภายหลังว่าคีย์การ์ดเจ้าของห้องโดนขโมยไปค่ะ แสดงว่าเขาคงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว แอสารภาพเพราะมีหลักฐานมัดตัว แล้วคนนั้นก็ไม่ได้เอาเรื่องค่ะ แค่อยากได้ของคืน แต่แอบอกว่าของขายไปแล้ว ก็เลยต้องหาเงินมาใช้แทน ที่แอทำแบบนี้ ส่วนหนึ่งเพราะติดพนันบอล คงจะเสียเยอะมาก จริงๆที่บ้านของเขาค่อนข้างมีฐานะ รสนิยมข้าวของเครื่องใช้ก็พอตัว อย่างที่เขาว่า “ดูคนแต่ภายนอกไม่ได้จริงๆ” ตอนคบกัน เจก็เคยเตือนเขาแล้ว แต่พอเสียพนันเขาก็เครียด ยิ่งเสียก็ยิ่งเล่น ส่วนเรื่องแมคบุ๊ค เขาได้เงินจากทางบ้านมาก้อนหนึ่งและชดใช้ผู้เสียหายเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะได้ข่าวเรื่องแมกบุ๊ค เจยังเห็นตัสในเฟสบุ๊ด้วยว่าเลนส์กล้องของรูมเมทโดนขโมยไปจากห้องพัก แต่กล้องยังอยู่ งงมะ?
นอกจากนี้ เขายังโกหกเจหลายเรื่องมาก แม้กระทั่งอายุ บอกว่าอายุ 22 แต่ความจริงแค่ 19 เจจำได้ว่าเขาเคยเอาบัตร ปชช.ให้ดู พศ.เกิดเพราะเราไม่เชื่อ ในบัตรก็เป็น พศ.2536 เจก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะตอนนั้นคบกันแค่ผิวเผิน จนมารู้ทีหลังว่าไม่ใช่บัตรเขาค่ะ
เขายังเคยพูดกับเจเลยนะ “ถ้าเราอายุไม่ถึง 20 แล้วจะเที่ยวทองหล่อบ่อยๆได้ไง? (แต่ความเป็นจริง...)
แล้วความจริงแอก็ไม่ได้เรียน “แต่โกหกว่าซิ่วมาเรียนปี 1” (เผื่อจะไม่ไปต่อต่างประเทศว่างั้น) โกหกคนรอบข้างหมด มีวันหนึ่งเขาบอกกับเจว่ามีสอบ วันนั้นเขาก็ใส่ชุดนักศึกษานะ แล้วก็เคยเชคอินที่ตึกคณะว่ากำลังเรียนด้วย แอยังเคยส่งภาพกำลังทำการบ้านให้เจดูด้วยนะ
เห็นว่าทางบ้านจะส่งไปเรียนต่างประเทศ หากว่าเป็นความจริง ก็ยินดีด้วยอย่างยิ่งค่ะที่เขาจะได้รับการศึกษาแล้วจริงๆ
เจมารู้ทีหลังอีก ในวันที่เขาไปส่งเจที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ส่งเสร็จก็ขับรถของเราไปรับพิงค์มาเที่ยว ไปรับไกลมากด้วย คิดไว้ไม่ผิด เพราะตอนที่เขามารับเราที่สนามบิน น้ำมันที่เติมไว้เต็มถังเหลืออยู่ขีดเดียว ทั้งๆที่เขาบอกไม่ค่อยได้ไปไหน หนำซ้ำไมล์รถก็ขึ้นมาเกือบ 300 โลแต่เราไม่ได้พูด แล้ววันเกิดเจที่ทะเลาะกัน เขาก็พูดว่า “ไม่ต้องห่วง เราไม่ได้ขับรถเธอไปรับใครหรอก เค้าเป็นคนมาหาเราเอง” (แต่ความเป็นจริง...)
และคืนวันเกิด ที่เขาบอกว่าไปดื่มกับเพื่อน คืนนั้นเพื่อนของเจเจอเค้ากับพิงค์ยืนอยู่ด้วยกันหน้าเซเว่นใต้หอพัก พอเขาเห็นเพื่อนเราเขาก็ทำเมิน เพื่อนเพิ่งมาบอกเจตอนที่เลิกคุยกับเขาแล้ว เพราะคิดว่าเจคงไม่เชื่อ เพราะเจชอบเข้าข้างเขาตลอด
ยังไม่หมดแค่นั้น แฟนของพิงค์ก็ไม่เกี่ยวข้องกับญาติฝ่ายไหนของแอด้วย โกหกเพื่อ? และที่มันน่าเชื่อก็เพราะว่าหน้าคล้ายกันมาก และก็เป็นลูกครึ่งเหมือนกัน คงโกหกเพื่อไม่ให้เราสงสัยว่าจะไปเขามี something กับพิงค์ได้อะค่ะ (แต่ความเป็นจริง...)
ส่วนที่คาใจที่สุดก็คือกล้อง DSLR ที่หายไป เป็นกล้องแคนนอน 7D และฟูจิ sx1 รวมมูลค่ากว่าห้าหมื่นบาท หายไปพร้อมกันค่ะ ของเจเอาไว้ที่ห้องนอน ห้องประตูก็ไม่ค่อยดี ของเพื่อนหายเพราะวางไว้ภายในตัวบ้านค่ะ อย่างอื่นไม่โดนยกไปนะคะ ขากล้อง เลนส์กล้อง โน๊ตบุ๊ก หรือกระปุกเงิน (ถ้าเป็นโจรคงยกไปหมดค่ะ แต่นี่คือเลือกเอาแค่บางอย่าง (กล่องใส่กล่องยังหายเลยทั้งๆที่เอาไว้ห้องเก็บของ)
กล้องหายไปในช่วงที่เจกลับต่างจังหวัด เพื่อนก็จะกลับบ้านดึกกัน และจะซ่อนกุญแจไว้ในรองเท้าเพราะเข้าออกกันไม่เป็นเวลา (เป็นบทเรียนเลยค่ะ ความประมาทแท้ๆ) เจกับเพื่อนไม่ได้ปักใจ แต่โอกาสเป็นไปได้ก็สูง เพราะมีคนที่รู้จักกับเขาก็เจอพฤติกรรมแบบนี้มาเหมือนกัน
บางคนที่ได้รู้จักกันและเข้ามาในชีวิตเรา ทำดีกับเรา เราไม่รู้หรอกค่ะว่าจริงๆเขาคิดอะไร เขาจริงใจกับเรามากแค่ไหน ทั้งที่เรารักและเชื่อใจ แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนคือการหลอกลวง เจรู้ว่าเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินหรือคิดแทนเขา ว่าเรื่องทั้งหมดที่เขาทำ เขาทำทำไม เพราะอะไร แต่เจคิดว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ดี และถ้าเขายังมีความเป็นมนุษย์อยู่ เขาก็คงรู้สึกผิดอยู่ในใจบ้าง แต่ความผิดที่เขาได้ทำคงจะติดตัวเขาไปตลอด และถ้าเขาบังเอิญได้ผ่านมาอ่านกระทู้นี้ ก็แค่อยากจะบอกว่า
“ขอให้โชคดีกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคุณ”
forget me not.