ก่อนอื่นเลยขออธิบายเคสอย่างละเอียดก่อน เพื่อที่จะได้คำตอบที่น่าจะตรงกับเคสที่สุดนะครับ ถ้าข้อมูลไหนที่ไม่เป็น
ประโยชน์ต่อเคสนี้ก็ขออภัยด้วยนะครับ เพราะผมไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้ข้อมูลอะไรในการประกอบการขอความเห็นครั้งนี้บ้าง
ครอบครัวผมมี คุณพ่อ คุณแม่ ผม แล้วก็น้องสาว ครับ มีข้อมูลดังนี้...
คุณพ่อ = ทำธุรกิจส่วนตัว มีหนี้บัตรเครดิตที่ใช้หมุนธุรกิจ แต่ก็สามารถชำระได้ (ชำระเกินขั้นต่ำแต่ไม่ถึงกับครบวงเงิน)
คุณแม่ = ก่อนหน้านี้ทำงานประจำ แต่เพิ่งออกจากงานมา ทำให้ช่วงนี้ไม่สามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้ เพราะตึงมือมาก
ผม = ทำงานประจำควบคู่กับธุรกิจส่วนตัว ไม่มีบัตรเครดิต ไม่มีหนี้สินอะไรนอกจาก ผ่อนมอเตอร์ไซค์แสนกว่าๆ
น้องสาว = ไม่พูดถึงนะครับ ยังวัยเรียนอยู่เด็กอยู่
เรื่องของเรื่องคือคุณแม่มีหนี้บัตรเครดิตหลายใบครับ และก่อนหน้านี้มีนิสัยในการเอาบัตรนู้นโปะบัตรนี้ จนทำให้มีหลายใบ
และหนี้พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ตามประสาคนใช้บัตรเครดิตไม่เป็นว่างั้นแหละ ก่อนหน้านี้คุณแม่จะจ่ายเฉพาะขั้นต่ำตลอดเวลา
เพราะสถานะการเงินตึงมือมาก (ครอบครัวผมจะบริหารเงินกันแบบเงินใครเงินมัน ไม่ยุ่งกระเป๋าสตางค์ส่วนตัวของกันและกัน
เช่น เงินคุณพ่อคือเงินคุณพ่อ เงินคุณแม่คือเงินคุณแม่ ไม่ยุ่งของกันและกัน) ทำให้คุณแม่มีหนี้บัตรเครดิตจำนวน 6 ใบวงเงิน
ใช้เต็มทุกใบรวมกันราวๆ 250,000 บาทโดยประมาณ
และล่าสุดผมเพิ่งทราบว่าคุณแม่ไปทำบัตรใบใหม่มาอีกแล้ว และผมสอบสวนไปมาจึงรู้ว่าจะเอาบัตรนี้ไปโปะบัตรที่ยังค้าง
อยู่เยอะที่สุดให้หมด จนผมต้องอธิบายไปว่ามันไม่ได้ช่วยให้หนี้ลดลงเลย ต้นหนี้ยังคงอยู่เหมือนเดิม แค่เปลี่ยนเจ้าหนี้ใหม่
แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือดอกเบี้ย การโปะไปมาไม่ต่างกับการเพิ่มหนี้สินและดอกเบี้ยเข้าไปอีกเลย มันก็พอกพูนไม่รู้จบ
จนผมเริ่มศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหนี้บัตรเครดิต การประนอมหนี้ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ กฎหมายหนี้บัตรเครดิต ฯลฯ
และก็อ่านกระทู้อื่นๆเกี่ยวกับเคสบัตรเครดิต เห็นว่าให้หยุดจ่ายไปก่อน อย่าเข้าโครงการปรับปรุงหนี้ หรือขอประนอมหนี้
ให้เก็บสะสมเงินก้อนรอ Hair cut ทีเดียว อะไรประมาณนี้ แต่ผมยังไม่มั่นใจในเคสนี้สักเท่าไร จึงอยากให้พี่ๆผู้เชี่ยวชาญ
ในด้านนี้มาให้คำตอบให้หน่อยครับ ดังนี้...
1. ถ้าคุณแม่ผมเลิกจ่ายขั้นต่ำ (ที่จ่ายอยุ่ทุกวันนี้) เป็นหยุดจ่ายไปเลย จนธนาคารเข้าสู่กระบวนการฟ้องศาลและจะทำการ
ยึดทรัพย์สิน ผมอยากทราบว่าสามารถยึดทรัพย์สินอะไรได้บ้างครับ? ในเมื่อทรัพย์สินสำคัญๆหลายๆอย่างเช่น บ้าน, ที่ดิน
ฯลฯ ยังคงเป็นชื่อของคุณพ่อผมอยู่
2. ทรัพย์สินประเภท เครื่องประดับ, เครื่องใช้ในบ้าน, ฯลฯ สามารถยึดได้ไหมครับ? แล้วทางนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นของ
คุณแม่ ไม่ใช่ของคุณพ่อที่ซื้อมา หรือสามารถยึดได้เลยเพราะถือว่าเป็นของคู่สมรสหรือของทายาท
3. หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับคู่สมรสและทายาท ใช่หรือไม่ครับ? ถ้าหากกรณีลูกหนี้เสียชีวิตไป ก็จะบังคับ
เอาได้เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกทอดจากลูกหนี้ ไม่เกินไปกว่านั้นเท่านั้น แต่ถ้ากรณีที่ลูกหนี้ยังไม่เสียชีวิตล่ะครับ? เจ้าหนี้มี
สิทธิ์ที่จะบังคับเอาจากทรัพย์สินในส่วนของคู่สมรสหรือทายาทของลูกหนี้ไหมครับ?
4. กรณีที่เจ้าหนี้ยื่นข้อเสนอ Hair cut แล้วสามารถจ่ายไหวก็คงเป็นอันจบ แต่ถ้ายังไม่สามารถจ่ายได้จะทำอย่างไรครับ?
5. ถ้าคุณแม่ไม่จ่ายจนติดเครดิตบูโร จะมีผลเสียอะไรบ้างครับ? เพราะตอนนี้คุณแม่ก็ไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ไม่ได้จำเป็นต้อง
ทำธุรกรรมทางธุรกิจอะไรมากมาย คือเทียบง่ายๆเหมือนกลายเป็นแม่บ้านธรรมดานั่นละครับ แล้วคุณแม่ก็ไม่มีทรัพย์สินอะไร
ที่ต้องผ่อนชำระในชื่อคุณแม่อีกด้วย เห็นว่าถ้าติดบูโรไปแล้ว ผ่านไป 2 ปีประวัติทางการเงินจะถูกล้างจริงไหมครับ? หรือต้อง
กรณีที่หลังจากจ่ายหนี้ทั้งหมดก่อนเท่านั้น?
6. เห็นว่าคดีบัตรเครดิตจะมีอายุความเพียง 2 ปี แต่จริงหรือไม่ที่ว่าพอใกล้จะหมดอายุความ ธนาคารจะโอนหนี้ให้กับเจ้าหนี้
คนอื่นเพื่อยืดระยะเวลาอายุความเข้าไปอีก ไม่ให้หมดอายุความง่ายๆ (ไม่ใช่โอนให้นอกระบบ เจ้าหนี้เถื่อนมาเฟียนะครับ)
7. ถ้าคุณอยู่ในสถานะเดียวกันจะทำอย่างไรครับ?
คือผมอยากถามเป็นวิทยาทานครับ ถ้าผมใช้เงินสดที่มีของคุณพ่อหรือของผมมาจ่ายให้คุณแม่ปิดบัตรทั้งหมดก็สามารถทำได้
เพียงแต่เงินก้อนจะต้องใช้ในการหมุนทำธุรกิจต่อไปด้วย ถ้าเราจ่ายหนี้ตรงนี้ไปก็อาจกระทบกับการหมุนเวียนของธุรกิจได้ครับ
เพราะเงินก้อนนี้ไม่ได้เป็นเงินที่มาจากหนี้สินส่วนนี้เลยอยู่แล้ว จึงอยากถามความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ เพื่อที่จะตัดสินใจว่าจะใช้
วิธีที่ให้คุณแม่ดำเนินการตามกระบวนการเอง หรือทางเลือกอื่นๆนั่นเอง
ปล. เผื่อบางคนถามว่าทำไมผมหรือคุณพ่อไม่ช่วยคุณแม่จ่ายอะไรเลยเหรอ? คืองี้ครับก่อนหน้านี้คุณแม่ถูกโกงมาจนต้องไป
กู้นอกระบบและมีดอกเบี้ยมากมาย เจ้าหนี้หลายคนมาเป็นสิบๆปีแล้ว ซึ่งคุณพ่อกับผมก็จะช่วยๆเคลียร์เงินตรงส่วนนั้นให้คุณแม่
โดยให้เป็นก้อนไปเช่นทีละ 10,000-30,000 บ้าง เพื่อปิดหนี้ ซึ่งก็ทำไปได้หลายเจ้าแล้วแต่ก็ยังเหลืออยู่บ้าง ดังนั้นทำให้หนี้ใน
ส่วนของบัตรเครดิตจึงจ่ายได้แค่ขั้นต่ำมาหลายปีแล้ว และคุณแม่ก็เอาบัตรโปะบัตรมานานมาก (ซึ่งผมเพิ่งจะทราบเมื่อไม่นานนี้)
ประกอบกับช่วงนี้คุณแม่ออกจากงานประจำก็ทำให้สูญเสียรายได้ในการส่งไปอีกครับ ครั้นจะให้คุณพ่อกับผมมารับผิดชอบช่วย
ก็พอได้ แต่ก็ตึงมือพอสมควร เพราะเงินสดเป็นก้อนก็จะต้องสำรองไว้ใช้ในการทำธุรกิจด้วยเผื่อกรณีฉุกเฉินครับ ผมจึงมาขอคำ
แนะนำจากพี่ๆทุกท่านครับ ถ้าพี่ๆคนไหนมีคำแนะนำเพิ่มเติมจากที่ผมถามไป สามารถพิมพ์มาได้เลยนะครับ จะเป็นพระคุณมากๆ
ครับผม และผมหวังว่าอาจเป็นประโยชน์ต่อหลายๆท่านอีกด้วยครับ
เป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบ แต่ไม่มีเงินจ่ายครับ
ประโยชน์ต่อเคสนี้ก็ขออภัยด้วยนะครับ เพราะผมไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้ข้อมูลอะไรในการประกอบการขอความเห็นครั้งนี้บ้าง
ครอบครัวผมมี คุณพ่อ คุณแม่ ผม แล้วก็น้องสาว ครับ มีข้อมูลดังนี้...
คุณพ่อ = ทำธุรกิจส่วนตัว มีหนี้บัตรเครดิตที่ใช้หมุนธุรกิจ แต่ก็สามารถชำระได้ (ชำระเกินขั้นต่ำแต่ไม่ถึงกับครบวงเงิน)
คุณแม่ = ก่อนหน้านี้ทำงานประจำ แต่เพิ่งออกจากงานมา ทำให้ช่วงนี้ไม่สามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้ เพราะตึงมือมาก
ผม = ทำงานประจำควบคู่กับธุรกิจส่วนตัว ไม่มีบัตรเครดิต ไม่มีหนี้สินอะไรนอกจาก ผ่อนมอเตอร์ไซค์แสนกว่าๆ
น้องสาว = ไม่พูดถึงนะครับ ยังวัยเรียนอยู่เด็กอยู่
เรื่องของเรื่องคือคุณแม่มีหนี้บัตรเครดิตหลายใบครับ และก่อนหน้านี้มีนิสัยในการเอาบัตรนู้นโปะบัตรนี้ จนทำให้มีหลายใบ
และหนี้พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ตามประสาคนใช้บัตรเครดิตไม่เป็นว่างั้นแหละ ก่อนหน้านี้คุณแม่จะจ่ายเฉพาะขั้นต่ำตลอดเวลา
เพราะสถานะการเงินตึงมือมาก (ครอบครัวผมจะบริหารเงินกันแบบเงินใครเงินมัน ไม่ยุ่งกระเป๋าสตางค์ส่วนตัวของกันและกัน
เช่น เงินคุณพ่อคือเงินคุณพ่อ เงินคุณแม่คือเงินคุณแม่ ไม่ยุ่งของกันและกัน) ทำให้คุณแม่มีหนี้บัตรเครดิตจำนวน 6 ใบวงเงิน
ใช้เต็มทุกใบรวมกันราวๆ 250,000 บาทโดยประมาณ
และล่าสุดผมเพิ่งทราบว่าคุณแม่ไปทำบัตรใบใหม่มาอีกแล้ว และผมสอบสวนไปมาจึงรู้ว่าจะเอาบัตรนี้ไปโปะบัตรที่ยังค้าง
อยู่เยอะที่สุดให้หมด จนผมต้องอธิบายไปว่ามันไม่ได้ช่วยให้หนี้ลดลงเลย ต้นหนี้ยังคงอยู่เหมือนเดิม แค่เปลี่ยนเจ้าหนี้ใหม่
แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือดอกเบี้ย การโปะไปมาไม่ต่างกับการเพิ่มหนี้สินและดอกเบี้ยเข้าไปอีกเลย มันก็พอกพูนไม่รู้จบ
จนผมเริ่มศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหนี้บัตรเครดิต การประนอมหนี้ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ กฎหมายหนี้บัตรเครดิต ฯลฯ
และก็อ่านกระทู้อื่นๆเกี่ยวกับเคสบัตรเครดิต เห็นว่าให้หยุดจ่ายไปก่อน อย่าเข้าโครงการปรับปรุงหนี้ หรือขอประนอมหนี้
ให้เก็บสะสมเงินก้อนรอ Hair cut ทีเดียว อะไรประมาณนี้ แต่ผมยังไม่มั่นใจในเคสนี้สักเท่าไร จึงอยากให้พี่ๆผู้เชี่ยวชาญ
ในด้านนี้มาให้คำตอบให้หน่อยครับ ดังนี้...
1. ถ้าคุณแม่ผมเลิกจ่ายขั้นต่ำ (ที่จ่ายอยุ่ทุกวันนี้) เป็นหยุดจ่ายไปเลย จนธนาคารเข้าสู่กระบวนการฟ้องศาลและจะทำการ
ยึดทรัพย์สิน ผมอยากทราบว่าสามารถยึดทรัพย์สินอะไรได้บ้างครับ? ในเมื่อทรัพย์สินสำคัญๆหลายๆอย่างเช่น บ้าน, ที่ดิน
ฯลฯ ยังคงเป็นชื่อของคุณพ่อผมอยู่
2. ทรัพย์สินประเภท เครื่องประดับ, เครื่องใช้ในบ้าน, ฯลฯ สามารถยึดได้ไหมครับ? แล้วทางนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นของ
คุณแม่ ไม่ใช่ของคุณพ่อที่ซื้อมา หรือสามารถยึดได้เลยเพราะถือว่าเป็นของคู่สมรสหรือของทายาท
3. หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับคู่สมรสและทายาท ใช่หรือไม่ครับ? ถ้าหากกรณีลูกหนี้เสียชีวิตไป ก็จะบังคับ
เอาได้เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกทอดจากลูกหนี้ ไม่เกินไปกว่านั้นเท่านั้น แต่ถ้ากรณีที่ลูกหนี้ยังไม่เสียชีวิตล่ะครับ? เจ้าหนี้มี
สิทธิ์ที่จะบังคับเอาจากทรัพย์สินในส่วนของคู่สมรสหรือทายาทของลูกหนี้ไหมครับ?
4. กรณีที่เจ้าหนี้ยื่นข้อเสนอ Hair cut แล้วสามารถจ่ายไหวก็คงเป็นอันจบ แต่ถ้ายังไม่สามารถจ่ายได้จะทำอย่างไรครับ?
5. ถ้าคุณแม่ไม่จ่ายจนติดเครดิตบูโร จะมีผลเสียอะไรบ้างครับ? เพราะตอนนี้คุณแม่ก็ไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ไม่ได้จำเป็นต้อง
ทำธุรกรรมทางธุรกิจอะไรมากมาย คือเทียบง่ายๆเหมือนกลายเป็นแม่บ้านธรรมดานั่นละครับ แล้วคุณแม่ก็ไม่มีทรัพย์สินอะไร
ที่ต้องผ่อนชำระในชื่อคุณแม่อีกด้วย เห็นว่าถ้าติดบูโรไปแล้ว ผ่านไป 2 ปีประวัติทางการเงินจะถูกล้างจริงไหมครับ? หรือต้อง
กรณีที่หลังจากจ่ายหนี้ทั้งหมดก่อนเท่านั้น?
6. เห็นว่าคดีบัตรเครดิตจะมีอายุความเพียง 2 ปี แต่จริงหรือไม่ที่ว่าพอใกล้จะหมดอายุความ ธนาคารจะโอนหนี้ให้กับเจ้าหนี้
คนอื่นเพื่อยืดระยะเวลาอายุความเข้าไปอีก ไม่ให้หมดอายุความง่ายๆ (ไม่ใช่โอนให้นอกระบบ เจ้าหนี้เถื่อนมาเฟียนะครับ)
7. ถ้าคุณอยู่ในสถานะเดียวกันจะทำอย่างไรครับ?
คือผมอยากถามเป็นวิทยาทานครับ ถ้าผมใช้เงินสดที่มีของคุณพ่อหรือของผมมาจ่ายให้คุณแม่ปิดบัตรทั้งหมดก็สามารถทำได้
เพียงแต่เงินก้อนจะต้องใช้ในการหมุนทำธุรกิจต่อไปด้วย ถ้าเราจ่ายหนี้ตรงนี้ไปก็อาจกระทบกับการหมุนเวียนของธุรกิจได้ครับ
เพราะเงินก้อนนี้ไม่ได้เป็นเงินที่มาจากหนี้สินส่วนนี้เลยอยู่แล้ว จึงอยากถามความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ เพื่อที่จะตัดสินใจว่าจะใช้
วิธีที่ให้คุณแม่ดำเนินการตามกระบวนการเอง หรือทางเลือกอื่นๆนั่นเอง
ปล. เผื่อบางคนถามว่าทำไมผมหรือคุณพ่อไม่ช่วยคุณแม่จ่ายอะไรเลยเหรอ? คืองี้ครับก่อนหน้านี้คุณแม่ถูกโกงมาจนต้องไป
กู้นอกระบบและมีดอกเบี้ยมากมาย เจ้าหนี้หลายคนมาเป็นสิบๆปีแล้ว ซึ่งคุณพ่อกับผมก็จะช่วยๆเคลียร์เงินตรงส่วนนั้นให้คุณแม่
โดยให้เป็นก้อนไปเช่นทีละ 10,000-30,000 บ้าง เพื่อปิดหนี้ ซึ่งก็ทำไปได้หลายเจ้าแล้วแต่ก็ยังเหลืออยู่บ้าง ดังนั้นทำให้หนี้ใน
ส่วนของบัตรเครดิตจึงจ่ายได้แค่ขั้นต่ำมาหลายปีแล้ว และคุณแม่ก็เอาบัตรโปะบัตรมานานมาก (ซึ่งผมเพิ่งจะทราบเมื่อไม่นานนี้)
ประกอบกับช่วงนี้คุณแม่ออกจากงานประจำก็ทำให้สูญเสียรายได้ในการส่งไปอีกครับ ครั้นจะให้คุณพ่อกับผมมารับผิดชอบช่วย
ก็พอได้ แต่ก็ตึงมือพอสมควร เพราะเงินสดเป็นก้อนก็จะต้องสำรองไว้ใช้ในการทำธุรกิจด้วยเผื่อกรณีฉุกเฉินครับ ผมจึงมาขอคำ
แนะนำจากพี่ๆทุกท่านครับ ถ้าพี่ๆคนไหนมีคำแนะนำเพิ่มเติมจากที่ผมถามไป สามารถพิมพ์มาได้เลยนะครับ จะเป็นพระคุณมากๆ
ครับผม และผมหวังว่าอาจเป็นประโยชน์ต่อหลายๆท่านอีกด้วยครับ