การก้าวเท้าเข้าไปเป็นผู้ค้ำประกันให้ใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนร่วมงาน สิ่งแรกที่ต้องสลัดทิ้งไปให้หมดคือคำว่าเกรงใจ เพราะเพียงแค่ปลายปากกาที่ตวัดลงบนกระดาษใบนั้น หมายถึงการเอาทรัพย์สินทั้งหมดในชีวิตเข้าไปผูกไว้กับความรับผิดชอบของคนอื่นทันที
หากจะว่ากันตามกฎหมายค้ำประกันที่อัปเดตใหม่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แม้จะมีการปรับปรุงให้คุ้มครองคนใจดีมากขึ้น แต่ความเสี่ยงก็ยังสูงลิบลิ่วอยู่ดี
สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องรู้คือตอนนี้กฎหมายห้ามไม่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบในฐานะลูกหนี้ร่วมอีกต่อไปแล้ว
หมายความว่าเจ้าหนี้จะพุ่งเป้ามาทวงเงินที่คนเซ็นค้ำก่อนลูกหนี้ตัวจริงไม่ได้
เจ้าหนี้ต้องไปไล่บี้กับลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อนจนกว่าจะเห็นว่าลูกหนี้ไม่มีจ่ายจริงๆ ถึงจะมาเรียกเก็บเอาจากคนค้ำได้
ซึ่งจุดนี้ถือเป็นเกราะป้องกันชั้นหนึ่งที่ทำให้คนเซ็นค้ำไม่ต้องรับภาระหนักตั้งแต่วันแรกที่ลูกหนี้เริ่มเบี้ยว
เมื่อพูดถึงขั้นตอนที่เจ้าหนี้จะมาทวงเงิน กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า "เมื่อลูกหนี้เริ่มผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องทำหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด"
หากเจ้าหนี้ขี้เกียจหรือลืมทำหนังสือแจ้งตามกำหนดนี้ ผลที่ตามมาคือผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดชอบในส่วนของดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากพ้นกำหนด 60 วันนั้นทันที คนเซ็นค้ำจะรับผิดชอบเพียงแค่ยอดหนี้เงินต้นเดิมเท่านั้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเก็บเอกสารทุกอย่างและการรับจดหมายจากธนาคารหรือเจ้าหนี้จึงสำคัญมาก เพราะนั่นคือหลักฐานชั้นดีที่จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้ในยามวิกฤต
อีกหนึ่งจุดที่อันตรายที่สุด คือ การระบุรายละเอียดในสัญญาค้ำประกัน ในอดีตสัญญาเคยมักจะเขียนกว้างๆ ว่าค้ำประกันหนี้ทุกชนิดที่มีกับธนาคาร "แต่ปัจจุบันนี้กฎหมายบังคับว่าสัญญาค้ำประกันต้องระบุ "วงเงิน" และ "ระยะเวลา" ในการค้ำประกันไว้ให้ชัดเจนเสมอ "
ถ้าในสัญญาระบุไว้แค่ว่าค้ำประกันหนี้กู้ซื้อบ้าน ก็จะรับผิดชอบแค่หนี้บ้านเท่านั้น หากลูกหนี้แอบไปรูดบัตรเครดิตหรือกู้เงินก้อนอื่นเพิ่ม คนค้ำไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย
และที่สำคัญต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่า ถ้าเจ้าหนี้ดันไปใจดีขยายเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้เองโดยที่คนค้ำประกันไม่ได้เซ็นยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย กฎหมายบอกว่าผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากการค้ำประกันนั้นทันที เพราะถือว่าเจ้าหนี้ทำให้ความเสี่ยงของคนค้ำลากยาวออกไปโดยไม่ถามความสมัครใจ
นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว ความจริงที่ต้องเผชิญ คือ เรื่องของความสัมพันธ์และเครดิตบูโร
แม้ว่าการเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่ทำให้ติดแบล็กลิสต์ในฐานะลูกหนี้โดยตรงในตอนแรก
แต่ถ้าเรื่องถึงขั้นขึ้นศาลและมีการพิพากษาให้ต้องชดใช้หนี้แทน แล้วยังไม่มีเงินจ่ายจนถูกบังคับคดี
ตอนนั้นแหละที่ชื่อเสียงทางการเงินจะป่นปี้ ทรัพย์สินที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือเงินเดือน (ในส่วนที่เกินกฎหมายกำหนด) ก็มีโอกาสถูกยึดหรืออายัดเพื่อมาใช้หนี้แทนคนอื่นได้ทั้งหมด
สิ่งที่ต้องทำก่อนจรดปากกาคือการประเมินนิสัยทางการเงินของคนที่จะไปค้ำให้แบบละเอียดยิบ อย่าดูแค่เปลือกนอกที่ขับรถหรูหรือกินแพง แต่ต้องดูความมั่นคงของรายได้และความรับผิดชอบในอดีตด้วย เพราะเมื่อปัญหาเกิดขึ้น คนที่ต้องแบกรับความซวยมักไม่ใช่คนกู้ แต่เป็นคนใจอ่อนที่เซ็นค้ำประกันให้นั่นเอง
สื่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ คือ หากผู้ค้ำประกันต้องชดใช้หนี้แทนลูกหนี้ไปแล้ว "กฎหมายมอบสิทธิในการ "รับช่วงสิทธิ" มาให้ด้วย"
หมายความว่าเมื่อเราจ่ายเงินแทนเขาไปเท่าไหร่ เราจะมีสถานะกลายเป็นเจ้าหนี้ของคนคนนั้นทันที สามารถฟ้องร้องไล่เบี้ยเอาเงินคืนจากลูกหนี้ตัวจริงได้ทุกบาททุกสตางค์พร้อมดอกเบี้ย
แต่ในความเป็นจริงส่วนใหญ่ลูกหนี้ที่เบี้ยวหนี้ธนาคารมักจะไม่มีทรัพย์สินเหลือให้เราไปฟ้องเอาคืนแล้ว ดังนั้นการมีสิทธินี้จึงเหมือนมีไว้ปลอบใจเสียมากกว่าทางปฏิบัติจริง
ทางออกที่ดีที่สุดหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ คือ การขอค้ำประกันเฉพาะบางส่วน หรือขอกำหนดวงเงินค้ำประกันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการจำกัดความเสี่ยงไม่ให้ลุกลามจนถึงขั้นล้มละลายหรือสูญเสียทุกอย่างในชีวิตไปกับความผิดพลาดของคนอื่น
เซ็นค้ำประกันให้ใคร...ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนจะหมดตัวไม่รู้ตัว
หากจะว่ากันตามกฎหมายค้ำประกันที่อัปเดตใหม่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แม้จะมีการปรับปรุงให้คุ้มครองคนใจดีมากขึ้น แต่ความเสี่ยงก็ยังสูงลิบลิ่วอยู่ดี
หมายความว่าเจ้าหนี้จะพุ่งเป้ามาทวงเงินที่คนเซ็นค้ำก่อนลูกหนี้ตัวจริงไม่ได้
เจ้าหนี้ต้องไปไล่บี้กับลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อนจนกว่าจะเห็นว่าลูกหนี้ไม่มีจ่ายจริงๆ ถึงจะมาเรียกเก็บเอาจากคนค้ำได้
ซึ่งจุดนี้ถือเป็นเกราะป้องกันชั้นหนึ่งที่ทำให้คนเซ็นค้ำไม่ต้องรับภาระหนักตั้งแต่วันแรกที่ลูกหนี้เริ่มเบี้ยว
หากเจ้าหนี้ขี้เกียจหรือลืมทำหนังสือแจ้งตามกำหนดนี้ ผลที่ตามมาคือผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดชอบในส่วนของดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากพ้นกำหนด 60 วันนั้นทันที คนเซ็นค้ำจะรับผิดชอบเพียงแค่ยอดหนี้เงินต้นเดิมเท่านั้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเก็บเอกสารทุกอย่างและการรับจดหมายจากธนาคารหรือเจ้าหนี้จึงสำคัญมาก เพราะนั่นคือหลักฐานชั้นดีที่จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้ในยามวิกฤต
ถ้าในสัญญาระบุไว้แค่ว่าค้ำประกันหนี้กู้ซื้อบ้าน ก็จะรับผิดชอบแค่หนี้บ้านเท่านั้น หากลูกหนี้แอบไปรูดบัตรเครดิตหรือกู้เงินก้อนอื่นเพิ่ม คนค้ำไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย
และที่สำคัญต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่า ถ้าเจ้าหนี้ดันไปใจดีขยายเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้เองโดยที่คนค้ำประกันไม่ได้เซ็นยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย กฎหมายบอกว่าผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากการค้ำประกันนั้นทันที เพราะถือว่าเจ้าหนี้ทำให้ความเสี่ยงของคนค้ำลากยาวออกไปโดยไม่ถามความสมัครใจ
แม้ว่าการเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่ทำให้ติดแบล็กลิสต์ในฐานะลูกหนี้โดยตรงในตอนแรก
แต่ถ้าเรื่องถึงขั้นขึ้นศาลและมีการพิพากษาให้ต้องชดใช้หนี้แทน แล้วยังไม่มีเงินจ่ายจนถูกบังคับคดี
ตอนนั้นแหละที่ชื่อเสียงทางการเงินจะป่นปี้ ทรัพย์สินที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือเงินเดือน (ในส่วนที่เกินกฎหมายกำหนด) ก็มีโอกาสถูกยึดหรืออายัดเพื่อมาใช้หนี้แทนคนอื่นได้ทั้งหมด
สิ่งที่ต้องทำก่อนจรดปากกาคือการประเมินนิสัยทางการเงินของคนที่จะไปค้ำให้แบบละเอียดยิบ อย่าดูแค่เปลือกนอกที่ขับรถหรูหรือกินแพง แต่ต้องดูความมั่นคงของรายได้และความรับผิดชอบในอดีตด้วย เพราะเมื่อปัญหาเกิดขึ้น คนที่ต้องแบกรับความซวยมักไม่ใช่คนกู้ แต่เป็นคนใจอ่อนที่เซ็นค้ำประกันให้นั่นเอง
หมายความว่าเมื่อเราจ่ายเงินแทนเขาไปเท่าไหร่ เราจะมีสถานะกลายเป็นเจ้าหนี้ของคนคนนั้นทันที สามารถฟ้องร้องไล่เบี้ยเอาเงินคืนจากลูกหนี้ตัวจริงได้ทุกบาททุกสตางค์พร้อมดอกเบี้ย
แต่ในความเป็นจริงส่วนใหญ่ลูกหนี้ที่เบี้ยวหนี้ธนาคารมักจะไม่มีทรัพย์สินเหลือให้เราไปฟ้องเอาคืนแล้ว ดังนั้นการมีสิทธินี้จึงเหมือนมีไว้ปลอบใจเสียมากกว่าทางปฏิบัติจริง
ทางออกที่ดีที่สุดหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ คือ การขอค้ำประกันเฉพาะบางส่วน หรือขอกำหนดวงเงินค้ำประกันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการจำกัดความเสี่ยงไม่ให้ลุกลามจนถึงขั้นล้มละลายหรือสูญเสียทุกอย่างในชีวิตไปกับความผิดพลาดของคนอื่น