"ครั้งแรก" หัดเที่ยวเองที่ "ฮ่องกง"

หลังจากที่ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามแบบฉบับแบกเป้เที่ยวเองมา2ปีเต็ม ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศวันนี้ได้นำประสบการณ์เหล่านี้มาแชร์ให้เพื่อนๆได้อ่าน เป็นครั้งแรกเลยค่ะ อาจจะเขียนยังไม่ดีเท่าที่ควรแต่เราตั้งใจน้า ^^ มันมีทั้งความสุข ความสนุก เสียงหัวเราะ ร้องไห้ และความประทับใจ ตลอดทุกทริป ถามว่าภาษาได้ไหม? ตอบเลยว่าไม่ได้ค่ะ 555 แต่ความมุ่งมั่นตั้งใจอยากไปต่างประเทศมันพุ่งแรงมากไม่สนใจอย่างอื่น เพราะคิดว่าใช้ภาษามือและคำศัพท์ทั่วๆไป หรือ ประโยคพื้นฐาน เท่านั้น และโดยส่วนตัวอยากไปสถานที่ที่อยากไปจริงๆไม่เน้นเก็บหมดทุกเม็ด หรือ ไปแล้วฉันต้องคุ้มขนาดนั้น อยากตื่นเช้าก็ตื่น อยากตื่นสายก็ทำ แบบตามใจตัวเองซะมากกว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่หางแดงได้จัดโปรโมชั่นให้เด็กคนนี้ได้นั่งเครื่องบินครั้งแรกด้วยนะค่ะ เย้ ..ไม่รอช้า..จองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมทันที  มีเวลาหาข้อมูลตามอินเตอร์เน็ต กระทู้ท่องเที่ยวต่างๆ แค่ 2 เดือนแค่นั้น เราไปกับแฟน 2 คนค่ะ

แล้ววันเดินทางก็มาถึง.. ติ๊ด ติ๊ดติ๊ดติ๊ด ติ๊ด.. เสียงโทรศัพท์มือถือปลุก สะดุ้งเฮือก! คว้ามาดูเวลา กรี๊ดดดดด!! .. อีก 20 นาที 6 โมงเช้า ตอนนั้นบอกตรงๆ สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออกเลยค่ะ เพราะเราบินไฟท์  06.30น. เพราะมีพี่ๆที่ทำงานกำชับนักหนาเลยว่าต้องไปถึงสนามบินตั้งแต่ตี 4 แล้วตัวเราก็ไม่รู้เรื่องกฎของสายการบินสักอย่างเลยค่ะ ว่าต้องทำยังไงต่อ เลยโทรปรึกษาพี่ที่ทำงานก็ได้คำตอบว่า “ตกเครื่อง” ปล่อยโฮ T_T เลยค่ะ สติแตกมากๆเอาแต่ยืนร้องไห้ นั่งร้องไห้ พอเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง นั่งทำใจอยู่ครู่นึง คิดทบทวนเรื่องต่างๆ เพราะจองโรงแรมและซื้อบัตรเข้าสถานที่ไว้เรียบร้อยหมดแล้ว เลยคิดว่ายังไงก็ต้องไปให้ได้ เลยตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินใหม่ เช็คทุกสายการบินที่ได้ไฟท์บินที่เร็วที่สุดและราคาไม่แพงมาก ก็เห็นแต่พี่หางแดงนี่แหละค่ะ ได้ไฟท์ 15.30น. แต่ราคาช็อคกว่าตอนแรกที่จองมากแต่ต้องกัดฟันสู้ยอมจ่ายไป 555 ป่ะเรามาตะลุยฮ่องกงกันเลย ^^


มาถึงสิ่งที่หวั่นใจมากที่สุด นั่นก็คือ ตม. ฮ่องกง เพราะพาสปอร์ตเราขาวใสบริสุทธิ์มาก ( ภาวนาในใจอย่าถามอะไรเลย หรือ อย่าถามที่เราตอบไม่ได้เลยนะ ) ไม่ค่ะ ไม่ได้ผล!! เจ้าหน้าที่ผู้ชายเงยหน้ามองเรา แล้วยิงคำถามว่าเรามากับเพื่อนเหรอ? เราตอบว่า ใช่ค่ะ มาด้วยกัน (แฟนเราเป็นทอม) มองหน้าเราต่อ แล้วก็ปั๊ม ปึง ปึง! ผ่านค่ะ โล่งมากสิ่งที่มันอึดอัดเหมือนหายใจไม่ออกเมื่อกี้มันหายไปหมดเลย  555

ทีนี้ เราไปตามหาซื้ออินเตอร์เน็ตซิมเพื่อที่จะใช้งาน ออกตัวว่าเราเป็นโรคติดโซเชียลอย่างแรง และ ต้องติดต่อกับครอบครัวด้วย ซึ่งจำราคาไม่ได้ว่า 100 เหรียญ หรือ 200 เหรียญ และก็แวะซื้อบัตร Octopus Card เห็นข้อมูลหลายๆคน บอกว่าใช้บัตรอันนี้แล้วสะดวกสบายขึ้นเยอะ มันเรื่องจริงเลยค่ะสามารถหาซื้อได้ที่เคาว์เตอร์ ของ Airport Express หรือ Customer Service Centre ของรถไฟใต้ดินทุกสถานีเลย ราคา บัตรเติมเงินของ Octopus Card 150 เหรียญ มีมัดจำบัตร 50 เหรียญ และเป็นเงินที่ใช้ได้ในบัตร 100 เหรียญค่ะ สามารถเอาค่ามัดจำบัตร 50 เหรียญ คืนได้นะค่ะ เมื่อเรานำบัตรไปคืนเขาค่ะ

ส่วนวิธีเข้าต้วเมืองฮ่องกง เราเลือกนั่ง Airport Express และจะจอดอยู่ 3 สถานี คือ Tsing Yi - Kowloon - Hong Kong อันดับแรกเราต้องดูโรงแรมที่เราจองก่อนว่าอยู่บริเวณไหน ย่านไหน จะได้ลงให้ถูกสถานีไม่พลาดจ้า ที่เลือกวิธีนี้เพราะมาถึงที่ฮ่องกงค่อนข้างดึกแล้วด้วยค่ะเลยอยากให้ถึงที่พักไวๆ เราพักย่าน จิมซาจุ่ยค่ะ ที่เลือกย่านนี้เพราะว่าอยู่ใจกลางเมืองและเดินทางง่ายต่อการเที่ยวสถานที่ต่างๆ โรงแรมที่จองไว้ก็อยู่ติดรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ที่พักฮ่องกงห้องพักค่อนข้างแคบเกือบจะทุกโรงแรมเลยค่ะอยู่ที่ 9-20 ตารางเมตร โดยส่วนตัวของเรานะเราคิดว่าจะพักที่ย่านไหนก็สะดวกหมดเลยค่ะ เลือกย่านตามใจชอบตามแผนของแต่ละบุคคลที่วางกันมาเลย เพราะการเดินทางที่นั่นสะดวกและทั่วถึงมาก


พอเช็คอินเสร็จเรียบร้อย คนดูแลได้ทักทายและถามว่า "คุณเป็นคนไทยใช่ไหม" เราตอบว่า "ใช่ค่ะ" สงสัยคนไทยเข้าพักที่นี่เยอะ การบริการดี ทำความสะอาดห้องพักทุกวัน และสามารถฝากกระเป๋าหลังเช็คเอาท์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยรวมแล้วเรากับแฟนประทับใจนะ ^^ เราเก็บของกันเสร็จกองทัพต้องเดินด้วยท้อง ออกหาของกิน ร้านอาหารใกล้ๆโรงแรมก่อนเลย นั่นคือ ร้าน บะหมี่ Relax For A While  ^^





ถ้าให้พูดถึงรสชาติของอาหารฮ่องกง โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะอาหารที่นี่ค่อนข้างจืดและไปในทางเลี่ยนๆมันๆ แต่ถ้าพูดถึงติ่มซำเราว่าอร่อยนะ เราชอบ แต่มีร้านที่ประทับใจทั้งรสชาติและการบริการ คือ ร้านโจ๊ก Sea View Congee  ย่าน Mong Kok และ ร้าน บะหมี่ Relax For A While ย่าน จิมซาจุ่ย ฟินรสชาติเพราะคล้ายๆกับที่ประเทศไทยบ้านเรา และที่ไม่พลาดชิมเห็นคนไทยหลายคนรีวิวส่วนใหญ่ คือ น้ำมะม่วงปั่นได้ลิ้มลองแล้วอร่อยสมคำร่ำลืออย่างที่บอกต่อๆกัน จริงๆด้วย



กินอิ่มแล้วก็แวะซื้อบัตรเติมเงินในเซเว่น เขาจะให้มาเป็นสลิปเหมือนที่ประเทศไทยเลยค่ะ เดี๋ยว!! ประเด็นคือ เติมยังไงล่ะ? เราก็ไปให้คนแถวนั้นช่วยเติมให้ค่ะ แต่ทุกคนทำท่างง และไม่มีใครเติมให้เราเลย จนได้วัยรุ่นผู้หญิงคนนึงเขาเติมให้และพยายามอธิบายซึ่งเราก็ฟังไม่ออก ได้แต่ขอบคุณเขาซ้ำๆจากใจ ^^ เสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรมเข้าที่พักค่ะ

วันที่ 2  ไปนองปิงไหว้พระใหญ่ก่อนเลยการเดินทางนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีแดงไปลง Lai King แล้วต่อสายสีส้มไปลงที่ สถานี Tung Chung ทางออก B ค่ะ พอออกมาจากสถานีแล้วใช้เวลาเดินเท้าแค่ 2-3 นาที ก็ถึงแล้ว เราเลือกนั่งกระเช้าแบบพื้นใส(Crystal) ไป-กลับ ราคาผู้ใหญ่ 850 บาท เด็ก 580 บาท เพราะเราอยากรู้เวลามองผ่านกระจกแล้วเห็นทัศนียภาพข้างล่างความรู้สึกมันเป็นยังไง 555 สำหรับคนที่กลัวความสูงแนะนำให้นั่งกระเช้าแบบธรรมดา (Standard) ไป-กลับ ราคาผู้ใหญ่ 540 บาท เด็ก 280 บาท ใช้เวลาอยู่บนกระเช้าประมาณ 20 นาทีก็ถึงพระใหญ่แล้วค่ะ แต่วันนี้หมอกหนามากจริงๆ คลุมพระใหญ่ทั้งองค์ แล้วอากาศหนาวด้วยเพราะมีฝนปรอยๆ









เรามาเจอพายุเข้าในช่วงนี้อีก เปียกกันไปตามระเบียบทุกวันรูปที่เราถ่ายออกมาก็จะมีแต่ ฟ้ามืดมัว เมฆครึ้มทุกรูป แถมยังเจอหมอกทุกวันอีกด้วย 555 ขอโทษ ณ ที่นี้ด้วยนะค่ะ ที่รูปถ่ายไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่เลยและเป็นกล้องมือถือ I-PHONE 4 ภาพจะไม่คมชัดมากนัก และมีเวลาเตรียมตัวกันไม่มากเท่าที่ควรค่ะ เป็นคนที่ถ่ายรูปไม่ได้เรื่องอยู่แล้วก็หนักเข้าไปอีกค่ะ 5555

เรารีบไหว้ และ รีบเดินทางไป The Peak Tram เปิดให้บริการทุกวัน 7.00-24.00น. นั่งไปลงสถานี Central ทางออก J2 ค่ะ หลังจากที่เรานั่งรถรางขึ้นไปบนเขาแล้ว ที่นี่ก็เหมือนกันค่ะ หมอกหนามากๆ มองลงไปไม่เห็นอะไรเลย ในใจแอบท้อเพราะเป็นการเที่ยวครั้งแรกแต่ไม่ได้ภาพสวยๆ และ เห็นวิวเมืองของฮ่องกงเลย แต่ถ้าคิดอีกแบบถือว่าเรามาเอาประสบการณ์ให้ชีวิตดีกว่า เลยตัดสินใจพากันกลับค่ะ





ก่อนเข้าโรงแรมขอแวะร้าน ซาซ่า (SASA) สักแปป ซื้อของกลับไปฝากเพื่อน ครอบครัว และ ตัวเอง ^^ เวลาผ่านท้องก็หิวเลยเข้าเซเว่นแถวโรงแรมฝากท้องไปหนึ่งมื้อนอนหลับสบายใจ ^^

เดี๋ยวมาต่ออีก 2 วันที่เหลือนะค่ะ ขอตัวไปนอนก่อนจ้า ^^

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่