เรื่องสั้น “ของขวัญ” จากหนังสือ หยิกก็เจ็บ

กระทู้สนทนา
มีอยู่วันนึง กลับบ้านที่ต่างจังหวัด เห็นหน้งสือเรื่องสั้นของพ่อ "หยิกก็เจ็บ" ซึ่งเก่ามากครับ พิมพ์ครั้งที่สอง เมื่อ สิงหาคม 2518 ก็ 30 กว่าปีมาแล้วล่ะ ราคาเล่มละ 8 บาท ในสมัยนั้น ไปสะดุดอยู่เรื่องนึง รู้สึกดีมากเลยครับ ตอนจบหักมุมสุดๆ เลยตั้งใจพิมพ์มาให้เพื่อนๆอ่านกัน

สีตกกับผมเป็นเพื่อนนักเรียนร่วมชั้นกันมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม พอเรียนสำเร็จม.ศ.3ก็ได้เข้ามาเรียนต่อกรุงเทพฯพร้อมกัน
สีตกเป็นลูกคนจีน กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก ต้องอยู่ในความอุปการะของพี่ชายคนโตตลอดมา วันเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ผมมีเสื้อผ้าอย่างดีใส่ เงินเต็มกระเป๋า เพราะนอกจากได้เงินจากพ่อแม่แล้ว ผมยังได้รับจากญาติพี่น้องอีกหลายท่าน ซึ่งตรงข้ามกับสีตก เขาได้รับเงินจากพี่ชายไม่มากนัก แถมยังต้องแต่งชุดนักเรียนเข้ากรุงเทพฯ ไม่หล่อเหมือนผมเลย
ถึงกรุงเทพฯ ผมจะตั้งใจสอบเข้าเตรียมทหาร เพราะเห็นว่าโก้ดี เครื่องแบบก็สวย ผู้หญิงก็ชอบ แต่ผมเรียนได้ไม่เก่งนัก ผมจึงสอบเข้าไม่ได้ ผมจำต้องหันเข็มไปเรียนม.ศ.4 ที่โรงเรียนราษฎร์แห่งหนึ่ง ส่วนสีตกพี่ชายสั่งไว้เลยก่อนเดินทางว่า “ลื้อต้องเรียนพาณิชย์ อย่างอื่นอั๊วไม่ชอบ” สีตกจึงสอบเข้าพาณิชย์ตามคำสั่งของพี่ชาย แล้วเขาก็สอบได้
อยู่กรุงเทพฯ สีตกเป็นคนขยัยเรียนมาก เก็บเนื้อเก็บตัวไม่ไปไหน ตัดผมสั้นเกรียน การใช้จ่ายก็ประหยัด เพราะเขาถูกฝึกมาเช่นนั้น ส่วนผมรู้สึกเพลิดเพลินต่อสีแสงของเมืองหลวง ใหม่ๆก็ขยันเรียนดีอยู่หรอก แต่พอนานๆเข้า ใจก็เริ่มแตก-เตลิดไปไกลอย่างสนุกสนานมากกว่าเรียน ผลที่สุดปีนั้นผมสอบตก แต่สีตกสอบได้ ได้ในอันดับที่ดีเสียด้วย
ผมสอบไล่ตกแทนที่พ่อจะโมโห หรือแม่จะโกรธ แม่กลับปลอบใจผมว่า “อย่างเสียใจลูก ปีนี้ตก ปีหน้าเรียนใหม่ได้” พ่อแม่ของผมมักจะตามใจและเห็นใจลูกเช่นนี้เสมอ เรื่องนี้พอสีตกทราบถึงกับออกปากว่า “แกโชคดีจังที่มีพ่อแม่ใจดี ถ้าเป็บกันขืนสอบตก คงโดนพี่ชายตีตาย และอาจไม่ได้เรียนอีก”
พี่ชายของสีตกมีอาชีพขายของชำ ในสายตาของผมเห็นว่าเป็นคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวที่สุดคนหนึ่ง พี่ชายให้เงินสีตกใช้ประจำเดือนน้อยมาก น้อยจนน้องไม่สามารถกระดิกกระเดี้ยไปไหนได้ โรงเรียนปิดเทอมใหญ่แต่ละปี เมื่อสีตกกลับมาบ้านแทนที่พี่ชายจะปล่อยให้น้องได้เที่ยวกับเพื่อนรุ่นเดียวกันบ้าง กลับใช้งานต้องเหมือนน้องเป็นลูกจ้างคนหนึ่ง สีตกก็เป็นเด็กดีเหลือเกิน เขาช่วยพี่ชายทำงานอย่างไม่เกี่ยงงอน
ส่วนผม ปิดเทอมใหญ่กลับบ้านแต่ละครั้ง ทั้งพ่อและแม่โอ๋เสียจนเหลิง พ่อจะให้เงินใช้มากกว่าปกติ ส่วนแม่จะทำกับข้าวที่อร่อยและที่ผมชอบให้กิน ผมมีโอกาสแต่งตัวหล่อๆแบบหนุ่มชาวกรุง ขี่จักรยานลอยชายได้ทั้งวัน กลางคืนยังได้ดูภาพยนตร์และสนุกเฮฮากับเพื่อนๆ
มีอยู่หลายครั้งที่ผมได้พบกับสีตก ในขณะที่เขากำลังแบกถ่านส่งตามบ้านตัวดำเมี่ยม ชีวิตของเขาและผมช่างแตกต่างเหลือเกิน เขาเคยบอกกับผมอย่างน้อยใจว่า
“ทำไงได้เพื่อน ถ้ากับไม่ช่วยพี่ชายทำงาน พี่ก็จะไม่ส่งให้เรียน เมื่อไม่ได้เรียน กันก็จะต้องเป็นคนส่งถ่านอย่างนี้ตลอดชีวิต” ผมฟังแล้วรู้สึกสงสารเขาอย่างจับจิต
เมื่อโรงเรียนใกล้จะเปิดเทอม อย่าหวังเลยว่าสีตกจะได้นั่งรถด่วน หรือตู้นอนกลับกรุงเทพฯเหมือนผม หรือเพื่อนคนอื่นๆบางคน พี่ชายบังคับให้เขานั่งรถไฟชั้น3 ราคาถูก
“นั่งชั้นไหนมันก็ถึงเหมือนกันแหละ” พี่ชายว่า
เปิดเรียนเทอมใหม่แต่ละปี ผมมีเงินใช้อย่างสบาย แต่สีตกได้เงินจากพี่ชายเมื่อหักค่ารถ ค่าเล่าเรียนแล้ว เหลือเงินให้ใช้ได้เพียง เป็นค่ากินอยู่ถึงสิ้นเดือนเท่านั้น โดยพีชายดีดลูกคิดกะมาพอดี จะเจียดเงินไว้เที่ยวหรือดูภาพยนตร์เพื่อพักสมองบ้าง แทบไม่ได้เลย
ผมรู้สึกเคืองพี่ชายแทนสีตกบ่อยๆ ที่ไม่เห็นใจน้องบ้าง โดยเฉพาะวัยหนุ่มอย่างเขา บางครั้งก็ต้องการความสนุกสนานกับเพื่อนบ้าง เมื่อโรงเรียนปิดเทอมแรก หรือหยุดเทอมกลางปี ซึ่งมีวันหยุดเพียง10วันนั้น อย่าหวังเลยว่าสีตกจะได้กลับบ้าน
“ปิดน้อยวัน ลื้อไม่ต้องกลับบ้านหรอก เปลืองค่ารถเปล่าๆ” พี่ชายจะกำชับไว้เช่นนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งสีตกแสดงน้ำใจโดยพยายามเจียดเงินซื้อของเล็กๆน้อยๆฝากพี่ชาย แทนที่พี่ชายจะดีใจหรือบอกขอบใจน้อง กลับตะคอกใส่น้องว่า “ลื้อซื้อมาทำไมวะ เสียดายเงิน” สีตกก้มหน้านิ่งไม่เถียงพี่ เขาเป็นน้องชายทีเกรงใจและเกรงกลัวพี่มากที่สุดในโลก
ความกดดันจากพี่ชายนี้เอง ทำให้สีตกมุมานะในการเรียน เมื่อเขาสำเร็จพาณิชย์ แทนที่เขาจะหยุดอยู่แค่นั้น เขากวดวิชาและสอบเข้าเรียนต่อที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ นับเป็นความก้าวหน้าและโชคดีของเขาอีกขั้น แต่กลับเป็นโชคร้ายของพี่ชาย เพราะต้องส่งน้องเรียนต่ออีกหลายปี
ขนาดสีตกเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งนับว่าเป็นผู้ใหญ่พอตัวแล้วก็ตาม แต่พี่ชายเคยปฏิบัติต่อเขาอย่างไรมาตั้งแต่ต้น ก็ยังปฏิบัติเช่นนั้น สีตกก็ใช้ความอดทนเป็นหลักยึดมั่น เพื่อมุ่งให้ถึงหลักชัย โดยไม่ท้อถอย
ส่วนผมนั้น ผลการสอบได้บ้างไม่ได้บ้างตามสะดวก แต่ตกมากกว่าได้ พ่อทนอายแทนผมไม่ไหวจึงส่งผมไปเรียนต่อเมืองนอก ผมไปเกอยู่เมืองนอกหลายปี กลับจากนอกพอดีกับที่สีตกเรียนสำเร็จ เขาได้ทำงานที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ถึงระยะนี้พี่ชายน่าจะเลิกยุ่งกับเขาได้แล้วแต่ก็ไม่วายยุ่ง พี่ชายเขียนจดหมายแกมบังคับให้เขาส่งเงินให้เดือนละ 500บาท ทุกเดือน (เทียบเท่า2,500 บาท ในสมัยนี้)
“อั๊วลงทุนให้ลื้อมามาก ลื้อเรียนจบมีงานทำก็ช่วยอั๊วบ้าง” ใจความในจดหมายของพี่ชายตอนหนึ่งว่ามาเช่นนั้น สีตกก็ยังเป็นสีตกคนเดิม เขาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบแต่อย่างใด สิ้นเดือนเขาก็จัดการส่งเงินให้พี่ชายไม่เคยขาด
ด้วยสังคมและอาชีพที่แตกต่างกัน มาระยะหลังผมจึงไม่ค่อยได้พบกับสีตกมากนัก บางครั้งก็ห่างกันเป็นปี
วันหนึ่ง ผมได้พบกับสีตกโดยบังเอิญที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ดูเขาสง่าและแต่งตัวภูมิฐานกว่าเก่า เราทักทายและสนิทสนมกันเช่นเดิม
“แกยังส่งเงินให้พี่ชายหรือเปล่าวะ” ผมอดถามถึงเรื่องนี้ไม่ได้
เขายิ้มก่อนตอบ
“แกยังไม่ลืม”
“ลืมยาก”
“กันส่งให้พี่ทุกเดือนแหล่ะ” เขาบอก
“ทำไมนะ พี่แกถึงเอาเงินแกลง” ผมว่า
“พี่อาจมีเหตุผลอะไรบางอย่างก็ได้”
“ถึงงั้นก็เถอะ มันไม่สมควรอยู่ดี เออ ถ้าพี่แกเดือดร้อนไม่ว่า นี่ฐานะก็ดี ไม่น่ารบกวนน้องเลย ” เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี “ช่างเหอะ เมื่อพี่อยากได้กันพอให้ได้ก็ให้ เพราะถึงอย่างไร พี่ก็มีบุญคุณกับกันมาก”
“ถ้าแกคิดเช่นนี้ แกไม่ต้องส่งเงินให้พี่ไปตลอดชีวิตหรือวะ” ผมอดเป็นห่วงไม่ได้
“ก็คงเป็นเช่นนั้นแหล่ะ ทำไงได้ หนี้สินที่เป็นเงิน กันพอใช้หนี้ให้หมดได้ แต่หนี้บุญคุณนี่ซิ ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด”
จากกันวันนั้น ผมได้รับทราบข่าวดีจากสีตกว่า เขาจะแต่งงานในเดือนหน้า ผมรับปากว่าจะไปช่วยงานเขาเต็มที่ สีตกซึ่งบัดนี้เปลี่ยนชื่อเป็น “ถนัดศรี” ได้จัดงานแต่งงานของตัวเองขึ้นที่สโมสรเทศบาลกรุงเทพมหานคร ซึ่งคู่สมรสของเท่าทำงานอยู่ที่นั่น
ในวันงานมีแขกเหรื่อมากมาย แต่ก็น่าแปลกใจที่พี่ชายซึ่งเปรียบเสมือนพ่อบังเกิดเกล้าของสีตก ไม่ได้มาในงานด้วย ผมทนสงสัยอยู่ไม่ไหวเช่นเคย จึงถามสีตกว่า
“ทำไมพี่แกไม่มาในงานวะ”
แทนคำตอบเขายื่นจดหมายของพี่ชายฉบับหนึ่งให้ผมอ่าน ใจความในนั้นตอนหนึ่งมีว่า
“หมู่นี้งานยุ่งทั้งวัน ไม่มีใครอยู่หน้าร้าน จะปิดร้านก็กลัวจะเสียลูกค้า อั๊วจึงมางานแต่งงานของลื้อไม่ได้ อั๊วได้ฝากเงินมากับอากู๋ 30,000 บาท (เทียบเท่า 150,000 บาทในสมัยนี้) เพื่อให้ลื้อเอาไว้ตั้งตัว ที่จริงเงินจำนวนนี้ของอั๊วเพียงไม่กี่พันบาท นอกนั้นเป็นของลื้อทั้งนั้น ก็เงินที่ลื้อส่งไปให้อั๊วประจำเดือนนั่นแหล่ะ อั๊วรวบรวมเก็บไว้ให้ลื้อ เมื้อลื้อแต่งเมียแล้ว ลื้อไม่ต้องส่งเงินไปให้อั๊วอีก แต่ขอให้ลื้อเก็บฝากออมสินไว้แทน เงินน้อยๆ ถ้าสะสมไว้ทุกเดือนก็จะมากไปเอง คนที่รู้จักเก็บรู้จักใช้เท่านั้น ถึงจะมีหวังเป็นเถ้าแก่ได้ จำไว้”

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่