โค้งสุดท้ายเลือกตั้งพม่า"ซูจี"นำโด่งจ่อตั้งรัฐบาล ประกาศเป็นผู้นำเหนือปธน.

กระทู้ข่าว
เลือกตั้งพม่าโค้งสุดท้าย "ออง ซาน ซูจี" ผู้นำฝ่ายค้านมีคะแนนนำลั่นขึ้นเป็นผู้นำเหนือประธานาธิบดี หากเอ็นแอลดีชนะเลือกตังอาทิตย์นี้ ด้าน "ฉ่วย มาน" ประกาศร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล สหรัฐแย้มผ่อนคลายคว่ำบาตร-ปรับปรุงความสัมพันธ์
          วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของพม่าเข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้ว โดยที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ภายใต้การนำของนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน ยังคงได้รับการคาดหมายว่าจะกวาดคะแนนเสียงได้มากกว่าพรรคใด ถึงอย่างนั้น นางซูจีก็ไม่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เพราะติดรัฐธรรมนูญ แต่ในการแถลงข่าวครั้งสำคัญและครั้งสุดท้าย 3 วันก่อนเลือกตั้งอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้ นางซูจีประกาศอย่างชัดเจนว่า หากพรรคชนะเลือกตั้ง เธอจะเป็นผู้นำเหนือประธานาธิบดี
          นางซูจี แถลงภายในสนามหญ้าที่บ้านพักของเธอในเมืองย่างกุ้ง ซึ่งเคยเป็นสถานที่กักบริเวณเธอนานหลายปีในสมัยรัฐบาลเผด็จการทหารว่า หากพรรคชนะการเลือกตั้ง เธอจะทำหน้าที่บริหารรัฐบาล และมีประธานาธิบดีที่จะทำงานสอดคล้องกับนโยบายของพรรค เธอเปิดเผยว่า พรรคมีผู้สมัครที่พร้อมจะเป็นประธานาธิบดีแล้ว และเธอจะเป็นผู้นำที่อยู่เหนือกว่าประธานาธิบดี (I will be above the president) รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดข้อห้ามใดๆ เรื่องบุคคลที่จะอยู่เหนือตำแหน่งประธานาธิบดี
          คำประกาศของเธอถูกมองว่าเป็นการแก้ลำการครอบงำรัฐสภาของกองทัพ และเรียกขวัญกำลังใจผู้สนับสนุน
          สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จะมีหน้าที่ลงมติเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ห้ามบุคคลที่มีคู่สมรสหรือทายาทเป็นชาวต่างชาติดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้นางซูจีซึ่งมีสามีและลูกถือสัญชาติอังกฤษ ไม่สามารถรับตำแหน่งประธานาธิบดีได้
          การเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่จะมีพรรคฝ่ายค้านลงชิงชัย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนดุลอำนาจจากกองทัพและพรรคพันธมิตรเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี หากเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม แต่นางซูจี วัย 70 ปี กล่าวว่า มีความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งล่วงหน้า การข่มขู่คุกคาม และการโกง จนไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมที่สุดในรอบ 25 ปี นอกจากนี้ ผู้นำฝ่ายค้านพม่ายังแสดงความเป็นห่วงช่วงรอยต่อตั้งแต่การเลือกตั้งจนถึงการเข้าทำหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ในกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งเป็นเวลาค่อนข้างนาน
          ก่อนหน้านี้ เธอเคยขอให้ประชาคมโลกช่วยกันจับตาช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่ว่านี้ เพราะถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม
          สำหรับปัญหาชนกลุ่มน้อยโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ทางตะวันตก นางซูจีตอบคำถามนักข่าวเพียงว่า หากเอ็นแอลดีชนะเลือกตั้ง เธอสัญญาว่าทุกคนที่อาศัยในประเทศนี้ จะได้รับการเคารพสิทธิมนุษยชน แต่ก็บอกด้วยว่าไม่ควรจะกล่าวถึงสถานการณ์ชาวโรฮิงญาแบบเกินจริง
          คู่แข่งของพรรคเอ็นแอลดี คือพรรคการพัฒนาและสหสามัคคี (ยูเอสดีพี) ของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และอดีตนายทหาร ขณะที่กองทัพเองยังกุม 25 ที่นั่งในรัฐสภา เอ็นแอลดีต้องชนะให้ได้เสียงส่วนใหญ่ 67% ขณะที่ยูเอสดีพี ต้องการแค่ 1 ใน 3 เพื่อรวมกับกลุ่มก้อนของทหารในรัฐสภา
          อีกด้านหนึ่ง นายฉ่วย มาน ประธานรัฐสภาพม่า ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศครั้งแรกนับจากหลุดจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคยูเอสดีพีเมื่อสิงหาคมว่า พรรคของนางซูจีได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศ และพร้อมจะร่วมมือกับพรรคของเธอในรัฐสภาหลังเลือกตั้ง เพื่ออนาคตและเสถียรภาพของประเทศ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าจะร่วมมือกันอย่างไร
          นายฉ่วย มาน และพันธมิตร ถูกประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ปลดจากหัวหน้าพรรคยูเอสดีพีเมื่อสิงหาคม โดยมีรายงานว่าสาเหตุหนึ่งมาจากการพบปะบ่อยครั้งและทำงานใกล้ชิดกับนางซูจีในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงสนับสนุนนางซูจีรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญจำกัดบทบาทกองทัพในทางการเมือง จนนำไปสู่การคาดการณ์ว่าอดีตนายพลหมายเลข 3 ของอดีตรัฐบาลทหาร อาจเป็นตัวเลือกประธานาธิบดีพรรคเอ็นแอลดีชนะเลือกตั้ง
          นักสังเกตการณ์ระบุว่า หากพรรคของนางซูจีพลาดไม่ได้เสียงส่วนใหญ่ การสนับสนุนจากนายฉ่วย มาน วัย 68 ปี อาจช่วยเธอจัดตั้งรัฐบาลได้
          ทั้งนี้ ปัจจุบัน ส.ส.ราว 60% สนับสนุนนายฉ่วย มาน แต่ยังไม่อาจคาดการณ์อิทธิพลของเขาในรัฐสภาชุดใหม่ ที่คาดว่าส.ส.ของยูเอสดีพีจะมีจำนวนลดลง
          ที่สหรัฐ นายเบน โรดส์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว ซึ่งกลับจากการเยือนพม่าเมื่อไม่นานมานี้ กล่าวเป็นนัยว่าการเลือกตั้งพม่าสุดสัปดาห์นี้ อาจนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มอีกและปรับปรุงความสัมพันธ์
          เมียนมาร์ ไทม์ส รายงานว่า นักวิชาการและนักวิจารณ์ในพม่าหลายคนแสดงความเห็นว่า การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพม่าตลอดสองเดือน สิ่งที่ขาดหายไปคือการโต้อภิปรายในประเด็นสำคัญของชาติ และไม่รู้ว่าผู้นำพรรคการเมืองเหล่านี้เตรียมแผนการใดไว้สำหรับประเทศ ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่แน่ใจว่าจะลงคะแนนให้กับใครและเพื่ออะไร นอกเหนือจากเรื่องตัวบุคคล
          นักวิชาการรัฐศาสตร์คนหนึ่ง กล่าวว่า เราไม่เห็นภาพนโยบายที่เฉพาะเจาะจงและชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ในประเทศ ส่วนนักเขียนและผู้พิมพ์โฆษณาอีกคน กล่าวว่า อยากได้ยินแนวทางแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ของประเทศ อย่างเรื่องเศรษฐกิจ เช่น จะปรับตัวรับระบอบทุนนิยมไร้ระเบียบที่เป็นอยู่เวลานี้ กับมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างไร
          นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า นักการเมืองฝ่ายค้านมักมุ่งอยู่สองเรื่องคือการเปลี่ยนรัฐบาล กับตั้งข้อสงสัยกระบวนการเลือกตั้ง มากกว่าการนำเสนอนโยบาย
          นายอู ถั่น เค ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยนักศึกษาพม่า กล่าวว่า เอ็นแอลดีพูดถึงการเปลี่ยนแปลง และประชาชนก็ดูเหมือนอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อลงมาแตะเรื่องนโยบาย กลับได้ยินนางซูจีพูดเพียงกว้างๆ
          นอกจากขาดนโยบายแล้ว อีกอย่างที่ขาดคือการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินหาเสียงของบุคคลและพรรค การบริจาคจากนักธุรกิจและอื่นๆ กฎหมายว่าด้วยเงินหาเสียงมีอยู่ แต่ข้อจำกัด มีแนวโน้มกระทบพรรคฝ่ายค้านมากกว่า
          ขณะเดียวกัน มีเสียงตำหนิสื่อว่า ให้ช่วยนำเสนอเกี่ยวกับนโยบายของพรรคต่างๆ มากพอ สถาบันประชาธิปไตยพม่าระบุว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจะได้ประโยชน์มากกว่าหากนำเสนอข่าวเชิงลึกและวิเคราะห์ เพราะจะช่วยให้วิเคราะห์และประเมินศักยภาพและนโยบายของผู้สมัครได้มากขึ้น


          คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 พ.ย. 2558 (กรอบบ่าย)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่