สะดุดรัก ภารกิจลับ ตอนที่ 5 คืนฟ้ามืด ...ที่เพรส

อัยกลั้นหายใจมองดูแสงสว่างสองสามดวงพาดผ่านตรงหน้า ที่ส่ายวอบแวมไปมาอย่างลุ้นระทึก ร่างผอมขดเบียดชิดกับหนุ่มนักเทนนิส อาศัยกอสูงของพุ่มดอกเฮลิโคเนียที่ใต้บันไดชั้นล่างช่วยพรางร่างในชุดนักเรียนของทั้งคู่ไว้ กิ่งก้านสูง ใบยาวหนา… ของพวกมันนับเป็นประโยชน์ต่ออัยและเควินอยู่มากโข

                       “ได้ยินเสียงแถว ๆ ชั้นสามนี่แหละ”

                       เสียงแหบห้าวของยามประจำตึกคนหนึ่งพูด ทั้งสามส่ายหัวไฟฉายไปตามจุดต่าง ๆ ของอาคาร บ้างก็ไล่ส่องตามขั้นบันได แนวระเบียงชั้นบน

                      “ใครจะขึ้นไปดูไหมละ ชั้นสามน่ะ”

                      อีกเสียงหนึ่งถามขึ้น เกิดความเงียบขึ้นมาขณะหนึ่ง

                     “หูแว่วไปมั้ง…”

                     เป็นเสียงคนหนุ่มกว่าพูด อีกสองคนถอนหายใจ

                    “แว่วพ่อเหรอ… เสียงดังลั่นตึก… จนยามหน้าโรงเรียนยังวิทยุมาถาม  กลัวผีก็เว้ามาซื่อ ๆ เด้”

                    ยามเฒ่าโมโหจนหลุดภาษาท้องถิ่นออกมา เควินพ่นลมหายใจทางจมูก อัยรีบกระทุ้งสีข้างเตือน

                    “อ่าว…พ่อบ่ย่านก็ขึ้นไปคนเดียวเด้ เฮาบ่ไป เฮาบอกแล้วว่าหูแว่ว หูแว่ว จะไปมีไผมาอยู่แถวนี้กลางค่ำกลางคืน”

                   ยามหนุ่มเถียง

                  “เออ ๆ พอ ๆ ทั้งคู่นั่นแหละ เฮ้อ! กูล่ะเบื่อ มาเข้าเวรพร้อมกับสองพ่อลูกเนี่ย เอาไงกันล่ะทีนี้ จะขึ้นไปดูไหม ถ้าไปก็ไปพร้อมกันนี่เลย”

                  อีกคนออกความเห็น อัยเห็นเขาส่ายหน้าไปมาในความมืดอย่างอิดหนาระอาใจ

                 “ผมไม่ไปอ่ะลุง ผมบอกแล้วว่ามันไม่มีอะไรหรอก”

                 เด็กหนุ่มยังอมเสียงหงุดหงิดเอาไว้ให้ได้ยิน

                “แล้วจะให้พ่อเขียนรายงานในสมุดว่าอะไร เสียงร้องดังลั่นทั้งตึก ใครก็ได้ยิน ให้กูบอกว่าหูแว่วเนี่ยนะ”  

                ผู้เป็นพ่อสวนเสียงดัง ก่อนจะที่เสียงลูกชายจะดังขึ้นมาอีกคำรบ ยามอีกคนก็รีบห้ามทัพเสียก่อน

               “เอาละ ๆ พอ ๆ ไอ้หนุ่ม…  เอ็งกลัว เอ็งก็อยู่นี่ ลุงกับพ่อเอ็งจะขึ้นไปดูเอง ถ้าขืนไปเขียนลงสมุดว่าหูแว่ว มีหวังโดนกันทั้งหมดนี่แหละ”

               “เฮอะ! ผมไม่สนหรอก ยังไงผมก็ไม่ไปดูเด็ด ๆ จะไล่ออกก็ยิ่งดี ผมไม่อยากจะอยู่แล้ว โรงเรียนอะไรก็ไม่รู้ มีแต่เรื่องได้ทุกวัน ผีเต็มโรงเรียนเลยมั้งเนี่ย”

                ยามหนุ่มว่าพลางยักไหล่ ก่อนผู้เป็นพ่อจะปรี่เข้าซัด ‘ผัวะ’ ลงกลางกระหม่อม

               “โอ๊ย! เจ็บนะ!”

               “เออ! ให้หัวแตกไปเลย! ไอ่ห่า! ไอ่ปากหมา กลางค่ำกลางคืนใครเขาให้พูดถึงผี บักคว(า)ย บักห่ากิน”

                ผู้เป็นพ่อบริกรรมคำด่าไม่ยั้ง ยามผู้ลูกสะบัดหน้าพรืดเดินจ้ำอ้าวออกไปจากอาคารเรียนโดยไม่ยอมหันกลับมามอง ปล่อยยามผู้พ่อบ่นด่าเป็นภาษาบ้านเกิดตามหลังหลายบท อัยเห็นเพื่อนยามตบบ่าแกเบา ๆ เป็นเชิงเตือน ก่อนจะพยักเพยิดชวนกันเดินขึ้นตึกไป
เสียงคุยกันของยามทั้งคู่ห่างออกไปแล้ว เควินจึงสะกิดหล่อน

                “เป็นไงบ้าง”

                อัยเพิ่งจะได้หันกลับมามองตัวเองว่าอยู่ในสภาพไหน หล่อนซุกตัวเบียดอยู่ในอ้อมแขนของเด็กหนุ่ม หยดน้ำบนกิ่งใบต้นเฮลิโคเนียร่วงหล่นลงพรมหัว ไหล่ หลัง จนเปียกไปแทบทุกส่วนของร่างกาย เมื่อขยับตัว หล่อนจึงได้รู้สึกเจ็บชาที่ขา

               “เป็นเหน็บ…”

               “หือ! ยูว่าอะไรนะ”

               เขากระซิบถาม ใกล้เกินไปจนอัยรู้สึกได้ กลิ่นเหงื่อจาง ๆ จากแผ่นอกหนา ลมจากริมฝีปากที่กระซิบอยู่ข้างใบหู แม้จะบอกตัวเองว่าหล่อนไม่ได้พิสมัยเจ้าหนุ่มนักเรียนใหม่คนนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า หล่อนได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ ร่างผอมสูงรีบกระถดตัวลุกขึ้นจากตักเขา น้ำหนักขาข้างที่ถูกทับอยู่นานเจ็บชาจนหนักอึ้ง มือใหญ่กำลังจะช่วยดันสะโพกหล่อนให้ลุกขึ้น เด็กสาวจึงรีบหันไปแหว

               “ไม่ต้องนะ! ฉันจะลุกเอง”

              อัยเดินกะเผลก ๆ ออกจากพุ่มเฮลิโคเนีย เควินขยับลุกขึ้นตามมาติด ๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวได้ยาวกว่าจึงเดินนำหล่อนมาก้าวหนึ่ง มือขยับยื่นมาทางเด็กสาวอย่างลังเล

             “มา .. ช่วย”

             อัยเดินได้ช้ากว่าที่หล่อนตั้งใจ จึงจำใจยื่นมือไปให้เขาช่วยดึง เควินดึงหล่อนให้เดินเร็วขึ้น อัยเบ้ปาก กัดฟันออกแรงเดินกระแทกให้เลือดเดินลงสู่ปลายเท้าให้เร็วที่สุด จนความเจ็บของขาข้างที่ชาก็ค่อยเบาบางลงและจางหายไป ทั้งคู่เดินลัดเลาะมายังด้านหลังโรงอาหาร มอเตอร์ไซค์ของอัยจอดอยู่ที่นั่น มีรถของคนครัวกับแม่บ้านบางคนที่อยู่เวรดึกจอดอยู่ใกล้ ๆ กันด้วย

             “แล้วฉันจะออกไปยังไงดี ไม่ให้ยามเห็น”

             ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ทำให้ทั้งคู่ต้องมองหน้ากัน เร่งขบคิดแก้ไข

             “ออกหน้าประตู…ก็ไม่ได้สินะ”

              เควินเหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือ สามทุ่มกว่าแล้ว ไม่ใช่เวลาที่เด็กหอจะออกมาเดินเล่นด้วย และยามหน้าประตูโรงเรียนจะคอยจดบันทึกยานพาหนะทุกคันที่เข้าออก ศาสตราจารย์สตีเฟ่นคงไม่ชอบใจแน่ หากรู้ว่าเขากับอัยยังอยู่ที่ตึกในเวลานี้

               “เลยเวลาที่อยู่กับศาสตราจารย์สตีเฟ่นมาชั่วโมงกว่าแล้ว”

                อัยกระสับกระส่ายร้อนรน แม่โทรตามหล่อนตั้งแต่ก่อนเข้าไปในห้องวิทยาศาสตร์นั่นแล้ว ป่านนี้ คงรอหล่อนแย่ ทำยังไงดี…

                “ยูรู้จักทางหลังสวนคอร์นมั้ย”

               เควินกระซิบรัวเร็ว เขาหมายถึงไร่ข้าวโพดด้านหลังโรงเรียน ติดกับบริเวณที่กำลังก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ที่สร้างมาร่วมสามปีแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะสร้างเสร็จ บริเวณนั้นรกร้างพอสมควร เวลาที่จะต้องไปเรียนที่ไร่ข้าวโพดพวกอาจารย์จึงนิยมพาลัดไปอีกทางซึ่งไกลกว่า แต่เป็นฝั่งของอาคารศิลปะซึ่งมีทัศนียภาพสวยงามและปลอดภัย นอกจากนั้น หลังไร่ข้าวโพดยังเป็นเขตของแม่น้ำประจำหมู่บ้าน โรงเรียนเพรสอาศัยแนวแม่น้ำเป็นเหมือนกับรั้วแบ่งอาณาเขตของโรงเรียนด้วยเช่นกัน อัยเคยได้ยินข่าวว่าพวกเด็กหอชั้นโต ๆ มักจะแอบครูหอพักมาสูบบุหรี่กับจู๋จี๋กันอยู่แถวนี้ด้วย

               “รู้จัก … ทำไม…ฉันไม่ไปที่นั่นหรอกนะ น่ากลัวจะตายไป”

               อัยส่ายหน้า สายตายังคงสอดส่ายไปรอบตัว เกรงว่ายามสักคนจะโผล่มาเจอพวกหล่อนเข้าในเวลานี้

               “แต่ที่นั่นมีทางออกไปนอกโรงเรียน โดยไม่ต้องผ่านยาม”

              เด็กหนุ่มพูดเสียงเรียบ อัยมองหน้าเขา

              โห .. เจ้าเด็กนักเรียนใหม่ เพิ่งมาอยู่เพรสได้แค่ครึ่งปีรู้ช่องลี้ชี้ช่องลับให้เด็กก้นกุฏิอย่างหล่อนได้ด้วย
ร้ายไม่เบา… ท่าทางโปรไฟล์คงจะแน่นครบครับ สุรา..กัญชา..นารี สเต็ปเด็กฝรั่งเสเพลเต็มขั้น…

              “งั้นก็รีบเลย”

               อัยรีบสอดลูกกุญแจปลดล็อกคอรถมอเตอร์ไซค์แต่เควินขัดขึ้น

              “แต่มันเป็นdamนะ ยูต้องเดินข้าม”

               แดม…อัยหยุดคิด … ฝายกั้นน้ำ! พระเจ้า !! เวลาสามทุ่มกว่า ป่าหลังโรงเรียนกับฝายกั้นน้ำ

               “นายจะบ้าเหรอเควิน! นี่มันหน้าฝนนะ น้ำเยอะแยะ ฉันจะไปเดินข้ามได้ยังไง!”

               เควินโคลงหัว เขายืนเอามือล้วงกระเป๋ามองอัยอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดเสียเนือย

                “หรือยูจะมานอนกับไอก่อนดีล่ะ ไอโดนทัณฑ์บนอยู่พอดี นอนคนเดียว”

                “นี่!”

                อัยแหว เท้ากระถดถอยหนีเจ้าร่างยักษ์โดยอัตโนมัติ

                “ฉันจะเดินข้ามน้ำไปตอนนี้ได้ยังไงเล่า”

               ประธานนักเรียนสาวยืนหน้าหงิก เขม้นสายตามองคนตัวสูงกว่าร่วมยี่สิบเซ็นต์ตรงหน้าอย่างขัดเคืองใจ  เวลาตอนนี้จวนจะสี่ทุ่มอยู่แล้ว หล่อนยังคงยืนหลบแอบอยู่ในโรงเรียน พุ่มไม้ใบบังอาจจะดกหนาช่วยพรางสายตาผู้คนได้มาก แต่คงไม่เป็นเรื่องดีแน่หากถูกยามจับได้ เรื่องราวจะแพร่สะพัดไปปานไหน หากพรุ่งนี้เช้าข่าวว่อนออกไปว่า อัย ประธานนักเรียนถูกลงโทษเพราะอยู่ในโรงเรียนยามวิกาลพร้อมกับหนุ่มนักเทนนิส
ทั้งเรื่องผิดกฏ ... ทั้งเรื่องชู้สาว

                โอย...แค่คิดก็อยากจะตายลงไปเสียตอนนี้

                “ก็ยูอยากจะร้องเสียงดังแบบนั้นทำไมล่ะ”

                เควินจ้องหล่อนกลับ พูดเสียงเรียบ สายตาเฉยชาในความมืดราวกับจะกล่าวโทษว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้เป็นความผิดของหล่อน

                 “แต่นายเป็นคนทำให้เสียเวลานะ”

                 ภาพในหัววิ่งกลับมาเหมือนกำลังกรอม้วนวีดีโอรอบใหม่ เควินเดินย้อนกลับเข้าไปเพราะรางหลอดแก้วตกแตก หล่อนกรีดร้องเสียงดังเพราะรู้สึกว่ามีคนยืนขวางหน้าอยู่ สัมผัสได้จริง ๆ ว่าเป็นคน แต่กลับมองไม่เห็น คิดไปถึงแล้ว อัยก็รู้สึกใจสั่น

               มันเป็นเพราะอะไรกัน

              “ถ้ายูไม่อยากมีปัญหา ยูต้องไปที่หลังสวนคอร์นตอนนี้”

              อัยกำลังจ้องเขาตาขวาง นายเควินทำเสียงแข็งกับหล่อน ทั้งที่เป็นเพราะเขาแท้ ๆ ที่ทำให้หล่อนกำลังตกที่นั่งลำบากอยู่ในขณะนี้

              “ก็ถ้า...”

              ฟึ่บ!

              ร่างผอมถูกดึงจนปลิวหวือตามแรงช้างของเจ้าหนุ่มตัวล่ำ เควินดึงอัยมาหลบหลังพุ่มไม้ข้างทางไว้ทันเวลา ก่อนที่เสียงฝีเท้ากึกกักจะดังใกล้เข้ามา

             “อยู่เวรดึกแบบนี้ทุกคืนเลยเหรอคะ”

             เสียงหญิงสาวพูดขึ้นก่อน อัยรู้สึกคุ้น ๆ กับน้ำเสียงนี้ แต่ไม่กล้าเคลื่อนไหวให้เป็นที่ผิดสังเกต
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่