คำว่า "พี่ชาย" เส้นบางๆของคำว่า"คนรัก" ......ใครเคยเป็นบ้าง

ก่อนอื่นเลย ต้องถอดLog in เพื่อมาเล่าความรู้สึก เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เจอกับตัวเอง แต่ ต้องใช้ตัวย่อ นามสมมุติของทุกบุคคล และ ปรับเปลี่ยนเรื่องราวเล็กน้อย เนื่องจากว่า เรื่องจริงเกี่ยวพันถึงชีวิตจริงในบางเรื่อง ซึ่งเพื่อนๆ และคนนั้น ก็ชอบเล่นPantip พอควร หากใช้เรื่องจริง ใช้เหตุการณ์จริงไป คงแย่กันทุกฝ่าย

---------------------------------------
Tag
ความรักวัยรุ่น = น้องเค้าวัยรุ่น
ปัญหาชีวิต = เพราะว่า ตอนนี้เป็นปัญหาชีวิตเกี่ยวพันในบางเรื่อง
ความรักวัยทำงาน = วัยทำงานนี่เนอะ
ปัญหาความรัก = คงไม่ต้องบอกละมั้ง
ศาลาคนเศร้า = เฮ้ออ! เหนื่อยใจ
---------------------------------------
บุคคลในเรื่องประกอบด้วย
A = เจ้าของกระทู้
B = ผู้หญิงคนที่เจ้าของกระทู้รัก
C = แฟนเก่าของB
--------------------------------------

การจะจีบใคร หรือรู้จักใครสักคน มันเป็นเรื่องยากมั้ยครับ?? สำหรับผู้ชายคนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ชายที่อยู่ในวัยทำงาน แล้วไปจีบผู้หญิงที่อยู่มหาวิทยาลัย... ผมA ผู้ชายธรรมดา มนุษย์เงินเดือนทั่วไป ที่เห็นได้ตามทั่วไปในประเทศนี้ กับ น้องB ผู้หญิงสาวแสนสวย แสนน่ารักมีเสน่ห์ ที่มีดวงตากลมโต ผิวขาวอมชมพู มีดีกรีระดับดาวคณะ ม. ชื่อดังกลางเมืองหลวง หนุ่มวัยจะ30 กับสาวสวยวัย 20ต้นๆ ระยะห่างของช่วงอายุเกือบ10ปี

การเจอน้องเค้าครั้งแรกนั้น มันเต็มไปด้วยความน่าหลงใหล มีเสน่ห์ น้องเค้ามัดใจผู้ชายคนนี้ ด้วยรอยยิ้มและดวงตาคู่นั้น เสียงเล็กๆที่สดใส เหมือนตรึงหัวใจผู้ชายคนนี้ให้ขยับไม่ไปไหน นอกจากการที่ผมต้องรู้จักน้องเค้าให้ได้

และด้วยการที่น้องB เป็นคนเฟรนลี่ในระดับหนึ่ง ทำให้เราสองคนรู้จักกันผ่านบุคคลที่สาม และได้คุยกันในระดับหนึ่ง ผมก็ต้องวางตัวเองในฐานะของคำว่า "พี่ชาย" ด้วยการที่อาวุโสกว่า และด้วยตนเองเป็นคนที่มีเหตุผล รูปร่างภายนอก และภาพลักษณ์ การแต่งตัวที่ดูเป็นผู้ใหญ่ การวางตัว การวางท่าทาง ลักษณะการพูดจา และด้วยการที่ผมไม่ตื้อ เพราะผมแค่อยากจะรู้จัก ไม่ไลน์ไปจิก ไม่ไลน์ถี่ เว้นช่องว่างให้เหมาะสม กับคนที่เพิ่งรู้จักกัน พาไปทานข้าวบ้างตามเวลาที่น้องเค้าสามารถไปได้(แต่ทุกๆครั้งก็บอกให้น้อง เค้าพาเพื่อนไปด้วยเสมอ) ทำให้น้อง B เค้าไว้วางใจและขยับฐานะผมเป็น"ที่ปรึกษา"

การที่ผมได้รู้จักน้องเค้าคุยกับเค้ามากเรื่อยๆ ทำให้รู้ว่าน้องเค้ามีแฟนแล้วชื่อ C .....C เป็นผู้ชายวัยทำงานเช่นกัน แต่มีอายุน้อยกว่าผมประมาณ2-3ปี ยิ่งพอได้รู้ว่าน้องเค้ามีแฟน ทำให้ผมเริ่มจะเว้นช่องว่างมากขึ้น เริ่มคุยน้อยลงไม่ทักไปก่อน เพราะผมไม่อยากทำให้คนมีแฟนแล้วเค้าต้องขัดใจกัน หรือไม่สบายใจ และผมก็ผิดเอง ที่ผมไม่เช็คให้แน่ใจก่อนว่าน้องเค้าไม่มีแฟน เพราะตอนนั้นผมพูดเลยว่าผมหลงมาก แต่ด้วยเพราะความถูกต้องก็คือความถูกต้อง ไม่ว่าจะยังไง ผมไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวเด็ดขาด ....ผมพยายามถอย พยายามไม่พูดแซว พยายามไม่เย้าแหย่ กวนอารมณ์เหมือนทุกๆครั้ง แต่!น้องเค้ากลับเป็นฝ่ายที่ส่งรูปมาให้ดูเสมอว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ กินข้าวกับอะไร เราจะแหย่กันแข่งกันด้วยรูปของกินในแต่ละวัน มันมีความสุขมากจริงๆ พอโดนน้องเค้าถาม เค้าอ้อนบ่อยๆ ผมก็ยอมซิครับ คุยแบบเดิมๆ แต่คุยให้รู้จักกาลเทศะมากขึ้น คุยให้เป็นทางการมากขึ้น ........

ผ่านไปสักพัก ผมยิ่งตกหลุมรักน้องเค้ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องเก็บงำความรู้สึกนี้ไว้ ต้องยิ่งขุดหลุมมากขึ้นเรื่อยๆ ฝังคำว่า"รัก" ให้มากที่สุด ทุกๆครั้งที่ไปกินข้าว เรามักจะถ่ายรูปเล่นกัน ถ่ายรูปคู่กันเสมอๆ มีทั้งรูปป้อนข้าว(เพื่อนน้องเค้าถ่ายให้) รูปที่ทำมือรูปหัวใจเอามาต่อกัน ..ผมก็ได้แต่เก็บรูปคู่ไว้ในโทรศัพท์ ไม่กล้าแม้แต่จะตั้งเป็นภาพพักหน้าจอ ได้แต่ทำให้น้องเค้ามีรอยยิ้มและมีความสุขไปวันๆ เพราะน้องเค้าเครียดจากหลายๆอย่าง จนกระทั่ง........
น้องเค้ามาปรึกษาเรื่องแฟนที่คบอยู่ ว่าอึดอัด แฟนห้ามนู่นห้ามนี่ ทำตัวติด ถึงขนาดลางานมาเฝ้า มาดักรอ บังคับนั่นนี่หลายอย่าง ด้วยตำแหน่งที่ปรึกษา ผมจึงแนะนำแบบเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (ผมยังทำหน้าที่ที่ปรึกษาแบบจริงจังนะ ผมไม่เอาอารมณ์รักน้องเค้ามาทำให้แตกแยกกัน ผมแยกแยะถูกผิดดีชั่วเป็นครับ) และทุกครั้งๆที่ผมแนะนำอะไรไป ผมจะลงท้ายเสมอว่า "พี่เป็นแค่ที่ปรึกษา สุดท้ายคนที่จะเลือกทำหรือไม่ทำคือBเอง พี่เคารพการตัดสินใจของB"

เหมือนเรื่องจะจบด้วยดี B และ C คุยกันใหม่ คุยกันดีๆ โดยมีผมแสดงความยินดีเหมือนเดิม (แต่ในใจนี่น้ำตาไหล ฝืนยิ้มอยู่ในใจ เจ็บปวดหัวใจมาก)เมื่อเวลาผ่านไป มีโทรศัพท์เบอร์แปลกเข้ามาหาผม ผมก็งงๆและรับ กลายเป็นว่า C โทรมาหาบอกให้ผมช่วยพูดกับB ให้หน่อย เพราะตอนนี้ B ไม่ฟังใครเลยนอกจากผม .............เช้ดเข้! งานเข้า จะถามหัวใจตูมั่งมั้ยT.T เอาก็เอาวะ ถึงขั้นนี้ละเป็นพี่ชายที่ดี ให้น้องๆทั้งคู่ ประสานงานรอยรักให้อีกครั้ง และเรื่องราวก็จบด้วยดีอีก C โทรมาขอบคุณผม....

ผ่านไปประมาณ2-3อาทิตย์ หลังงานวันเกิดB คราวนี้หนักกว่าทุกๆครั้ง คราวนี้B ถึงกับกรีดข้อมือ ส่งรูปมาให้ผมดู ส่งรูปตอนนอนซม นอนร้องไห้ เพียงเพราะเครียดเรื่องC อยากเลิกด้วยความงี่เง่าหลายๆประการ......ด้วยการที่ผมเป็นได้แค่พี่ชาย ผมทำอะไรไม่ได้จริงๆนอกจากปลอบใจเค้า และคืนนั้นผมร้องไห้เพียงเพราะผมไม่มีพลังพอที่จะปกป้องจะดูแลคนที่ผมรัก ผมต้องขุดหลุมคำว่ารักของผมลงไปให้ลึกอีก แล้วกลบคำว่า"รัก" ด้วยคำว่า "พี่ชาย"

หลังจากนั้นผมพยายามดูแล พยายามใส่ใจมากกว่าเดิมพยายามอยู่ด้วยตลอดไม่ให้B ทำร้ายตัวเอง จนในที่สุดเรื่องราวของB และC ก็ถึงบทตัดจบด้วยตัวของเค้าทั้งคู่ ผมที่ซึ่งเป็นคนกลางของทุกๆอย่างได้แต่ปลอบใจทั้งคู่ และไม่ได้รู้สึกดีเลย ถ้าเราจะเข้าเคลมมันจะดูไม่ดีมากๆ ในสังคมของหลายๆฝ่าย ทั้งครอบครัวB และเพื่อนพี่ ทำให้คำว่า"รัก"ของผมต้องลึกเข้าไปอีก  ผมได้แต่พูดกับBว่า รักครั้งนี้จบไปแล้ว ก็พักซะบ้าง อย่ารีบร้อน อย่าด่วนคบใคร อย่าเพิ่งรีบคุยกับใครใหม่ๆ อยู่กับตัวเองให้คำครหามันหายไปไปก่อน แต่.......เรื่องไม่เป็นเช่นนั้น พอB ได้หลุดจากC กลายเป็นว่า B หลุดแทบทุกอย่าง Bจากเดิมที่เฟรนลี่อยู่แล้ว เป็น Veryเฟรนลี่ ขึ้นไปอีก คุยกับใครหลายๆคนมากขึ้น ด้วยความที่Bน่ารักและสวย พร้อมดีกรีดาวคณะ ทำให้ไม่แปลกใจที่พอข่าวการโสดประกาศออกไปแล้ว มันมีผู้ชายมากมายเข้ามาหา ผมที่ยิ่งเตือนยิ่งห้ามกลายเป็นคนที่ถูกละเลยมากขึ้น Bเริ่มคุยน้อยลง เริ่มไลน์หาน้อยลง เริ่มไม่ส่งรูป ไม่พูดไม่กล่าวไม่บอกไม่อะไร ......

ผมก็ไม่เรียกร้องอะไรเพราะผมอยู่ในฐานะที่ปรึกษา ในฐานะของพี่ชาย ผมได้แต่เตือนและพยายามพูดประโยคซ้ำๆออกไปเพื่อเตือนและดึงสติ จนถึงจุดไคลแม็กจุดที่ผมทนไม่ได้กับความรู้สึกของหัวใจตัวเอง วันนั้นเราไปกินข้าวกัน และเราก็ไปเดินห้างซื้อของแบบปกติ (ซึ่งก็มีเพื่อนน้องเค้าไปด้วย เพราะผมบอกให้ชวนไปกันหลายคนสนุกดีไม่เหงา เพราะน้องเค้าเพิ่งผ่านกิจกรรม ม. มาซึ่งมันเครียดมาก ไม่ได้หลับได้นอนกันเลย) ณ วันนี้ผมทั้งจับมือ จับแก้ม จับหน้าผากวัดไข้ ลูบหัวให้กำลังใจ>.< และมาถึงร้านรองเท้า ก็ตามประสาผู้หญิง จนน้องเค้าถูกใจรองเท้าคู่หนึ่ง ก็ขอลองใส่ ที่นี้มันมีเชือกมันผูกปมกันวุ่นวาย ผมได้คุกเข่าลงไปที่พื้น พร้อมกับจัดการรองเท้าคู่นั้น ทั้งถอดคู่เดิม , ใส่คู่ใหม่ , ผูกเชือก , จับมือพายืนขึ้น ,ถอดคู่ใหม่ ............คือแบบตอนนั้นไม่ไหวแล้วนะ ยิ่งฝังคำว่ารักมากแค่ไหน มันยิ่งจะดิ้นรนเพื่อออกมาให้ได้

(สำหรับผู้หญิง ที่ไม่รู้ความหมายของการคุกเข่าให้สำหรับผู้ชาย ขออธิบายว่า ผู้ชายเป็นเพศที่ยึดถือศักด์ศรีและเกียรติมาก การคุกเข่าให้ใครสักคน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงคนอื่นๆเคยโดนผช. คุกเข่าตรงหน้าทั้งถอดรองเท้าและใส่ ผูกเชือกรองเท้าให้  ผมไม่รู้ว่าผญ.คนอื่นๆมองว่าก็ปกติรึเปล่านะครับ แต่สำหรับผมนอกจากแม่แล้ว ก็มีผู้หญิงคนนี้ที่ผมคุกเข่าให้)

อีกทั้งด้วยบรรยากาศในห้างที่หนาวพอสมควร ผมถอดแจ็คเก็ตตัวเอง แล้วเอาไปคลุมที่ไหล่น้องเค้า น้องเค้าก็ตอบรับเป็นอย่างดี โดยไม่มีท่าทีรังเกียจแต่อย่างใด วันนั้นผมมีความสุขมาก ผมเหมือนผมได้ดูแลคนที่ผมรักเหมือนได้ดูแลคนรัก คนที่เป็นของเรา...........จนกระทั่งถึงเวลาจากลา ในขณะที่ผมเดินไปส่ง น้องเค้าที่BTS น้องเค้าได้พูดว่า ตอนนี้กำลังคุยกับคนๆหนึ่งอยู่ และมีความสุขมาก ทุกอย่างกำลังโอเค.......ตอนนั้นหัวใจที่พองโตของผม มันดับลงสนิท ผมได้แต่ฝืนยิ้มแล้วบอกว่า โอเคแล้วนี่ ถ้ามันโอเคน้องมีความสุขพี่ก็มีความสุขนะ ผมโคตรจะฝืนยิ้มเลยในช่วงเวลานั้น ผมได้แต่ขอเวลาให้ผมอยู่กับน้องเค้าต่อหน่อยเถอะ ผมยังไม่อยากปล่อยน้องเค้าไปไหน ผมรักน้องเค้ามากเหลือเกิน ยิ่งพี่ขุดคำว่ารักตัวเองให้ลึกมากแค่ไหน พี่ก็ยิ่งรู้ตัวว่ารักB มากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากส่งน้องB มีไลน์เข้ามาเครื่องผม ว่า "ขอบคุณนะคะ วันนี้มีความสุขที่สุดเลย ขอบคุณสำหรับทุกๆอย่าง"....................

Edit : แก้ไขคำผิด
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่