ตอนที่ ๓๓ ความรู้อาจทำให้คนดูดี แต่ต้องตามตูดฝรั่ง
แท้ที่จริงคนไทยรู้จักกินอาหารมังสวิรัติ มาตั้งแต่สมัยกลิงบังยุคก่อนประระวัติศาสตร์ จนถึงยุคกลิงมอญจากตอนใต้ของประเทศอินเดีย ที่นำเอาศาสนาพุทธพร้อมอาหารมังสวิรัติ เข้ามาสู่ภาคใต้ของไทยถึงสาธุชนคนปักใต้สมัยนั้น จะยังกินปลาอยู่บ้าง ก็กิน “ข้าวปลาอาหาร” (กินข้าวกับปลาเป็นอาหาร)แบบอาหารการกินของคนโบราณเท่านั้น แต่จะไม่กิน “หมูเห็ดเป็ดไก่”สี่สิ่งต้องห้ามเป็นอันขาด กระทั่งวัฒนธรรมอาหารมังสวิรัติ sakahari ที่นำเข้ามาจากอินเดียได้หยั่งลง จนแกงเครื่องกับแกงส้ม แม้เครื่องแกงจะอ่อนแรงไปมากแล้ว แต่อย่างน้อยขมิ้นก็ยังเหลือไว้เป็นประจักษ์พยานต่ออาหารมังสวิรัติที่หายไป ตามกระแสโลกที่มาแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอาหารมังสวิรัติที่ยังไม่ลึกพอก็มีอันต้องเปลี่ยนไป ตามกระแสวัฒนธรรมอาหารจากชาติอื่นๆที่ทะลักไหลกันเข้ามาเช่นกัน จนคนไทยต้องกิน “มิตรคู่เรือนเพื่อนคู่ใจ” กินไก่ขันยามตามคนมุสลิม กินหมูสัตว์ป้องกันโรคร้ายตามคนจีน กระทั่งฆ่าวัวควายที่ช่วยทำไร่ไถนามาทำบาบีคิว ตามพวกบาทหลวงนักล่าเมืองขึ้นในสมัยนั้น เท่านั้นยังไม่พอ ยังกินแมวที่ช่วยจับหนู กินหมาเฝ้าบ้าน ไปจนถึงอะไรที่กระดุกกระดิกได้ก็ไม่เหลือ...!
มาวันนี้อาหารมังสวิรัติในประเทศไทยกำลังมาแรง ไม่ว่าอาหารเจจีน หรือ เวทเจ็ตเทอร์เรี่ยนของฝรั่ง ก็ถูกคนไทยมั่วเมาเข่งเอาว่าเป็นมังสวิรัติไปหมด จนเป็นที่รู้กันทั่วว่า มังสวิรัติเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ แต่เอาเข้าจริงหาได้เป็นไปตามราคาคุยเหมาไม่ ซ้ำร้ายกลับจะเป็นอาหารทำลายสุขภาพยิ่งกว่าเสียอีก เพราะความเข้าใจผิดคิดเอาเองว่า อาหารอะไรก็ได้ ถ้าไม่มีเนื้อสัตว์ก็มังสวิรัติทั้งนั้น
ครั้น “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”เป็นเสียอย่างนี้แล้ว แล้วจะไปเอาอะไรกับคนปรุง ที่จับตะหลิวเป็นแล้วปรุงให้อร่อยได้ก็เป็นแม่ครัวได้แล้ว โดยที่ไม่มีความเข้าใจในโภชนาครัวเรือนที่ถูกต้องเลย.... กลายเป็นว่า คนไทยกินเข้าไปแล้วจะเป็นจะตายอย่างไร ก็กรรมวิบากของเขาเอง ที่ต้องถูกลากพาไปหาหมอ นั่นล่ะหรือ !
เช่นนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีตามโภชนาที่ถูกหลักวันนี้เราจะนำเสนอผัดบวบกับถั่วเขียว
วัตถุดิบ
๑ บวบเหลี่ยมสองลูกหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ แก่อ่อนกินได้หมด
ไม่ต้องตัดเอาส่วนเหลี่ยมทิ้งเลย(คุณค่าคือ บำรุงหัวใจเลือดไหลเวียนดีฯลฯ)
๒ ขิงสดหั่น ๒ กำมือแล้วตำให้ละเอียด (คุณค่า ดับลม,ป้องกันต้านมะเร็ง หัวใจ ฯลฯเป็นตัวทำให้บวบที่มีฤทธิ์เย็น กลายเป็นความอบอุ่นพอดีสมดุลร่างกาย)
๓ ถั่วเขียวแช่น้ำข้ามคืน ๒ กำมือ(โปรตีนที่ร่างกายดูดซึมได้หมด)
๔ กระเทียม ๓ หัวตำให้ละเอียด (คุณค่าป้องกันต้านมะเร็ง,ดูแลระบบฮอร์โมนเพศหญิงชายฯลฯ)
๕ ขมิ้นชัน ๒ แง่งตำให้ละเอียด (คุณค่าเด่น ดูแลกระเพาะลำไส้,ดูแลระบบฮอร์โมน ฯลฯ)
๖ น้ำมันมัสตาร์ดหรือน้ำมันมะพร้าว๓ช้อนโต๊ะ
๗ ดอกเกลือ ๑ ช้อนชาโดยประมาณ
๘ น้ำเปล่า ๑ ถ้วยน้ำพริก
วิธีทำ
๑ นำกระทะตั้งไฟปานกลางเจียว ขิง, กระเทียม, ขมิ้น พร้อมๆกันจนเหลืองหอม แล้วนำบวบที่หั่นเป็นลูกเต๋าลงไปผัด
๒ ผัดบวบพอสุกใส่ถั่วเขียว น้ำเปล่า เกลือ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดฝาไว้ 10 นาที ด้วยไฟปานกลางหรืออ่อน จากนั้นเปิดฝาคนไม่ให้ติดก้นกระทะสัก ๒-๓ ครั้ง จนกระทั่งบวบและถั่วเริ่มเปื่อยน้ำแห้งสักหน่อยก็เสร็จเมนูนี้ นำมากินกับจาปาตีนุ่มๆและข้าวขาวร้อนๆ เจริญอาหารดีมาก ลองดูครับ !
ผัดบวบให้กินแล้วร่างกายอบอุ่นทำอย่างไร ???
แท้ที่จริงคนไทยรู้จักกินอาหารมังสวิรัติ มาตั้งแต่สมัยกลิงบังยุคก่อนประระวัติศาสตร์ จนถึงยุคกลิงมอญจากตอนใต้ของประเทศอินเดีย ที่นำเอาศาสนาพุทธพร้อมอาหารมังสวิรัติ เข้ามาสู่ภาคใต้ของไทยถึงสาธุชนคนปักใต้สมัยนั้น จะยังกินปลาอยู่บ้าง ก็กิน “ข้าวปลาอาหาร” (กินข้าวกับปลาเป็นอาหาร)แบบอาหารการกินของคนโบราณเท่านั้น แต่จะไม่กิน “หมูเห็ดเป็ดไก่”สี่สิ่งต้องห้ามเป็นอันขาด กระทั่งวัฒนธรรมอาหารมังสวิรัติ sakahari ที่นำเข้ามาจากอินเดียได้หยั่งลง จนแกงเครื่องกับแกงส้ม แม้เครื่องแกงจะอ่อนแรงไปมากแล้ว แต่อย่างน้อยขมิ้นก็ยังเหลือไว้เป็นประจักษ์พยานต่ออาหารมังสวิรัติที่หายไป ตามกระแสโลกที่มาแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอาหารมังสวิรัติที่ยังไม่ลึกพอก็มีอันต้องเปลี่ยนไป ตามกระแสวัฒนธรรมอาหารจากชาติอื่นๆที่ทะลักไหลกันเข้ามาเช่นกัน จนคนไทยต้องกิน “มิตรคู่เรือนเพื่อนคู่ใจ” กินไก่ขันยามตามคนมุสลิม กินหมูสัตว์ป้องกันโรคร้ายตามคนจีน กระทั่งฆ่าวัวควายที่ช่วยทำไร่ไถนามาทำบาบีคิว ตามพวกบาทหลวงนักล่าเมืองขึ้นในสมัยนั้น เท่านั้นยังไม่พอ ยังกินแมวที่ช่วยจับหนู กินหมาเฝ้าบ้าน ไปจนถึงอะไรที่กระดุกกระดิกได้ก็ไม่เหลือ...!
มาวันนี้อาหารมังสวิรัติในประเทศไทยกำลังมาแรง ไม่ว่าอาหารเจจีน หรือ เวทเจ็ตเทอร์เรี่ยนของฝรั่ง ก็ถูกคนไทยมั่วเมาเข่งเอาว่าเป็นมังสวิรัติไปหมด จนเป็นที่รู้กันทั่วว่า มังสวิรัติเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ แต่เอาเข้าจริงหาได้เป็นไปตามราคาคุยเหมาไม่ ซ้ำร้ายกลับจะเป็นอาหารทำลายสุขภาพยิ่งกว่าเสียอีก เพราะความเข้าใจผิดคิดเอาเองว่า อาหารอะไรก็ได้ ถ้าไม่มีเนื้อสัตว์ก็มังสวิรัติทั้งนั้น
ครั้น “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”เป็นเสียอย่างนี้แล้ว แล้วจะไปเอาอะไรกับคนปรุง ที่จับตะหลิวเป็นแล้วปรุงให้อร่อยได้ก็เป็นแม่ครัวได้แล้ว โดยที่ไม่มีความเข้าใจในโภชนาครัวเรือนที่ถูกต้องเลย.... กลายเป็นว่า คนไทยกินเข้าไปแล้วจะเป็นจะตายอย่างไร ก็กรรมวิบากของเขาเอง ที่ต้องถูกลากพาไปหาหมอ นั่นล่ะหรือ !
เช่นนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีตามโภชนาที่ถูกหลักวันนี้เราจะนำเสนอผัดบวบกับถั่วเขียว
วัตถุดิบ
๑ บวบเหลี่ยมสองลูกหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ แก่อ่อนกินได้หมด
ไม่ต้องตัดเอาส่วนเหลี่ยมทิ้งเลย(คุณค่าคือ บำรุงหัวใจเลือดไหลเวียนดีฯลฯ)
๒ ขิงสดหั่น ๒ กำมือแล้วตำให้ละเอียด (คุณค่า ดับลม,ป้องกันต้านมะเร็ง หัวใจ ฯลฯเป็นตัวทำให้บวบที่มีฤทธิ์เย็น กลายเป็นความอบอุ่นพอดีสมดุลร่างกาย)
๓ ถั่วเขียวแช่น้ำข้ามคืน ๒ กำมือ(โปรตีนที่ร่างกายดูดซึมได้หมด)
๔ กระเทียม ๓ หัวตำให้ละเอียด (คุณค่าป้องกันต้านมะเร็ง,ดูแลระบบฮอร์โมนเพศหญิงชายฯลฯ)
๕ ขมิ้นชัน ๒ แง่งตำให้ละเอียด (คุณค่าเด่น ดูแลกระเพาะลำไส้,ดูแลระบบฮอร์โมน ฯลฯ)
๖ น้ำมันมัสตาร์ดหรือน้ำมันมะพร้าว๓ช้อนโต๊ะ
๗ ดอกเกลือ ๑ ช้อนชาโดยประมาณ
๘ น้ำเปล่า ๑ ถ้วยน้ำพริก
วิธีทำ
๑ นำกระทะตั้งไฟปานกลางเจียว ขิง, กระเทียม, ขมิ้น พร้อมๆกันจนเหลืองหอม แล้วนำบวบที่หั่นเป็นลูกเต๋าลงไปผัด
๒ ผัดบวบพอสุกใส่ถั่วเขียว น้ำเปล่า เกลือ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดฝาไว้ 10 นาที ด้วยไฟปานกลางหรืออ่อน จากนั้นเปิดฝาคนไม่ให้ติดก้นกระทะสัก ๒-๓ ครั้ง จนกระทั่งบวบและถั่วเริ่มเปื่อยน้ำแห้งสักหน่อยก็เสร็จเมนูนี้ นำมากินกับจาปาตีนุ่มๆและข้าวขาวร้อนๆ เจริญอาหารดีมาก ลองดูครับ !