สวัสดีค่ะ ไม่ได้ยืมล็อคอินใครมานะคะ ไม่ได้ตั้งกระทู้ครั้งแรกด้วยค่ะ 55555
คืองี้ค่ะ เราทำงานที่นี่มายังไม่ถึงปี เริ่มแรก เราก็มีความสุขดีค่ะ ตอนนั้นเราอยู่หอพักใกล้ที่ทำงาน มาทำงานโดยรถบริษัท
ผ่านมาได้สักพัก ที่บ้านอยากให้เรากลับมาอยู่บ้าน และขับรถไปทำงาน
ด้วยระยะทางจากบ้านไปที่ทำงาน ไปกลับก็ประมาณ 100 กิโลเมตร
เราจะมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถกับเติมน้ำมันเดือนละ 15,000 บาท ให้น้องไปโรงเรียน และค่าโทรศัพท์อีกประมาณ 2,000 บาท
และจุดพีคอยู่ตรงนี้ค่ะ --> เงินเดือนเราแค่ 16,000 บาท ! แต่เราจะมีรายได้อื่น ที่บริษัทจะเรียกกันว่าค่าตำแหน่ง 3,000 บาท กับเงินประเมินอีกไม่กี่ร้อยซึ่งเราไม่เคยได้ แล้วก็โอทีอีกประมาณ 1,600 - 2,200 แล้วแต่บางเดือน
นั่นหมายความว่า เงินที่เราจะได้รับอย่างแน่นอนในแต่ละเดือนคือ 19,000 บาท และที่ไม่แน่นอนอีกนิดหน่อยคือโอที
แปลว่าเราจะเหลือเงินใช้แน่ๆ 2,000 บาท แต่จะมากกว่านี้เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับว่าเดือนนั้นงานเยอะแค่ไหน
แต่ช่างมันเถอะค่ะ เงินเหลือน้อย เราหาเพิ่มได้ เรามาพูดถึงสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุขดีกว่า
1. เราเริ่มเหนื่อยกับการเดินทาง ผู้หญิงคนเดียวขับรถไกลๆทุกวัน จันทร์-เสาร์ มันไม่สนุกเลยค่ะ (ไม่หาที่พักใกล้ที่ทำงาน เพราะพ่อแม่อยากให้กลับมาอยู่บ้าน ตามที่เขียนไว้ด้านบน)
2. ผู้จัดการแผนกบุคคลชอบมีปัญหาเรื่องโอที ล่าสุดคือ นายเราเซ็นไปแล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่ไหมคะ แต่นางถือกระดาษใบนั้นกลับมาหานายอีกที แล้วให้นายเรียกเราไปถามว่า บางวันที่เขียนโอทีมาชั่วโมงเดียว ทำอะไร โดยคำถามที่นายถามเราคือ "ชั่วโมงเดียวจะเบิกเหรอ" บอกเลยเราพูดไม่ออกค่ะ ชั่วโมงเดียวของนาย เงินแค่ร้อยบาทสำหรับนาย แต่เรากินข้าวข้างทางได้สามจาน

และสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแย่คือ ทำไมนายไม่มีจุดยืน ทำไมนายที่เซ็นให้เราแล้ว แต่กลับเรียกเรามาถามด้วยคำถามแบบนี้ แล้วบอกให้เราเขียนให้ละเอียดว่าทำอะไรบ้าง บอกตรงๆเราเสียความรู้สึกมาก
3. ผู้จัดการแผนกบุคคลชอบมีปัญหากับการแต่งตัวของพนักงาน บอกว่าเขาเตือนพนักงานคนอื่นไม่ได้เลย เพราะลูกน้องนายก็แต่งตัวผิดระเบียบ (ไม่เอาชายเสื้อเชิ้ตใส่ในกางเกง) จุดพีคคือเขาเตือนเราเมื่อวาน แต่วันนี้กลับเป็นเขาเองที่ไม่เอาเสื้อใส่ในกางเกง เราก็แบบเฮ้ยย?? ไหนคุณบอกว่าให้แต่งตัวดีๆ เป็นตัวอย่างกับพนักงานระดับต่ำกว่า เรานี่เริ่มไม่ชอบหน้านางเลย
4. วันนี้ เมื่อเช้านี้สดๆ ร้อนๆ ฝนตกหนักตั้งแต่ที่บ้านจนตลอดทางมาทำงาน และด้วยความรู้สึกที่เราเริ่มไม่โอเคกับที่นี่แล้วเพราะความเยอะสิ่งอย่างที่ได้บอกไป เรามาสาย คือไม่ได้ตั้งใจจะสายหรอกค่ะ แต่ฝนตก รถเยอะ และต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้ขับช้าลงกว่าปกติ อ่ะ พอมาถึง ตอนเช้าจะมีประชุมย่อยเพื่อสรุปงาน ปกติเรามีหน้าที่ Print เอกสารให้นาย แต่วันนี้เรามาถึงตอนทุกคนเริ่มประชุมกันแล้ว และความเนือยส่วนตัวทำให้เราไม่ได้ Print เอกสารไปให้ แล้วพอประชุมเสร็จ นายเดินมาตรงเราแล้วบอก "อ้าว! (ชื่อเรา) มาด้วยเหรอ นึกว่าไม่มา ไม่เอาเอกสารให้ผม" เรารู้นะคะว่าเราผิดที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่เรากลับรู้สึกไม่ดีกับคำพูดนี้ของนายเลย
มันคงจะจริง... ที่พอใจเราไม่มีแล้ว อะไรมันก็ไม่ดีเลยสักเรื่อง
ส่วนเรื่องที่เราบอกว่าจะลาออก เราเพิ่งรับงานฟรีแลนซ์ค่ะ เริ่มเดือนนี้เดือนแรก รายได้แค่พอดีกับค่าผ่อนรถ แต่เราก็ทำขนมขายด้วย ปกติรายได้เล็กๆ น้อยๆ สัปดาห์ละร้อยสองร้อยเอาไว้หยอดกระปุก
เราเลยคิดว่าจะออกไปอยู่บ้าน อย่างน้อยค่าน้ำมันก็ไม่มีทางถึงหกเจ็ดพันแบบเดิมแน่ รายได้จากงานฟรีแลนซ์ไว้เป็นค่าผ่อนรถ ส่วนรายได้จากการทำขนมขายไว้กินไว้ใช้ ไว้เติมน้ำมัน เงินเก็บคงยังไม่มีอย่างเดิม เพราะมันก็ไม่เคยมีมาตั้งแต่แรก
เราคิดว่าค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เก็บ มันก็คงจะมีอย่างเขา และเราว่าเราจะมีความสุขกว่านี้
แต่คิดอีกที... มันเสี่ยงเหลือเกิน กับการออกจากงานทั้งที่ยังไม่ได้งานใหม่
เราไม่อยากหนีปัญหาด้วยการลาออก มันบ่งบอกถึงความไม่เอาไหน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แค่นี้ก็ท้อ
แต่เราเหนื่อยเหลือเกิน... เราควรทำยังไงดี หรือเราควรปรับทัศนคติตัวเอง
ไม่มีความสุขกับการทำงานอีกต่อไปแล้ว ลาออกตอนนี้เสี่ยงเกินไปไหม
คืองี้ค่ะ เราทำงานที่นี่มายังไม่ถึงปี เริ่มแรก เราก็มีความสุขดีค่ะ ตอนนั้นเราอยู่หอพักใกล้ที่ทำงาน มาทำงานโดยรถบริษัท
ผ่านมาได้สักพัก ที่บ้านอยากให้เรากลับมาอยู่บ้าน และขับรถไปทำงาน
ด้วยระยะทางจากบ้านไปที่ทำงาน ไปกลับก็ประมาณ 100 กิโลเมตร
เราจะมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถกับเติมน้ำมันเดือนละ 15,000 บาท ให้น้องไปโรงเรียน และค่าโทรศัพท์อีกประมาณ 2,000 บาท
และจุดพีคอยู่ตรงนี้ค่ะ --> เงินเดือนเราแค่ 16,000 บาท ! แต่เราจะมีรายได้อื่น ที่บริษัทจะเรียกกันว่าค่าตำแหน่ง 3,000 บาท กับเงินประเมินอีกไม่กี่ร้อยซึ่งเราไม่เคยได้ แล้วก็โอทีอีกประมาณ 1,600 - 2,200 แล้วแต่บางเดือน
นั่นหมายความว่า เงินที่เราจะได้รับอย่างแน่นอนในแต่ละเดือนคือ 19,000 บาท และที่ไม่แน่นอนอีกนิดหน่อยคือโอที
แปลว่าเราจะเหลือเงินใช้แน่ๆ 2,000 บาท แต่จะมากกว่านี้เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับว่าเดือนนั้นงานเยอะแค่ไหน
แต่ช่างมันเถอะค่ะ เงินเหลือน้อย เราหาเพิ่มได้ เรามาพูดถึงสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุขดีกว่า
1. เราเริ่มเหนื่อยกับการเดินทาง ผู้หญิงคนเดียวขับรถไกลๆทุกวัน จันทร์-เสาร์ มันไม่สนุกเลยค่ะ (ไม่หาที่พักใกล้ที่ทำงาน เพราะพ่อแม่อยากให้กลับมาอยู่บ้าน ตามที่เขียนไว้ด้านบน)
2. ผู้จัดการแผนกบุคคลชอบมีปัญหาเรื่องโอที ล่าสุดคือ นายเราเซ็นไปแล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่ไหมคะ แต่นางถือกระดาษใบนั้นกลับมาหานายอีกที แล้วให้นายเรียกเราไปถามว่า บางวันที่เขียนโอทีมาชั่วโมงเดียว ทำอะไร โดยคำถามที่นายถามเราคือ "ชั่วโมงเดียวจะเบิกเหรอ" บอกเลยเราพูดไม่ออกค่ะ ชั่วโมงเดียวของนาย เงินแค่ร้อยบาทสำหรับนาย แต่เรากินข้าวข้างทางได้สามจาน
3. ผู้จัดการแผนกบุคคลชอบมีปัญหากับการแต่งตัวของพนักงาน บอกว่าเขาเตือนพนักงานคนอื่นไม่ได้เลย เพราะลูกน้องนายก็แต่งตัวผิดระเบียบ (ไม่เอาชายเสื้อเชิ้ตใส่ในกางเกง) จุดพีคคือเขาเตือนเราเมื่อวาน แต่วันนี้กลับเป็นเขาเองที่ไม่เอาเสื้อใส่ในกางเกง เราก็แบบเฮ้ยย?? ไหนคุณบอกว่าให้แต่งตัวดีๆ เป็นตัวอย่างกับพนักงานระดับต่ำกว่า เรานี่เริ่มไม่ชอบหน้านางเลย
4. วันนี้ เมื่อเช้านี้สดๆ ร้อนๆ ฝนตกหนักตั้งแต่ที่บ้านจนตลอดทางมาทำงาน และด้วยความรู้สึกที่เราเริ่มไม่โอเคกับที่นี่แล้วเพราะความเยอะสิ่งอย่างที่ได้บอกไป เรามาสาย คือไม่ได้ตั้งใจจะสายหรอกค่ะ แต่ฝนตก รถเยอะ และต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้ขับช้าลงกว่าปกติ อ่ะ พอมาถึง ตอนเช้าจะมีประชุมย่อยเพื่อสรุปงาน ปกติเรามีหน้าที่ Print เอกสารให้นาย แต่วันนี้เรามาถึงตอนทุกคนเริ่มประชุมกันแล้ว และความเนือยส่วนตัวทำให้เราไม่ได้ Print เอกสารไปให้ แล้วพอประชุมเสร็จ นายเดินมาตรงเราแล้วบอก "อ้าว! (ชื่อเรา) มาด้วยเหรอ นึกว่าไม่มา ไม่เอาเอกสารให้ผม" เรารู้นะคะว่าเราผิดที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่เรากลับรู้สึกไม่ดีกับคำพูดนี้ของนายเลย
มันคงจะจริง... ที่พอใจเราไม่มีแล้ว อะไรมันก็ไม่ดีเลยสักเรื่อง
ส่วนเรื่องที่เราบอกว่าจะลาออก เราเพิ่งรับงานฟรีแลนซ์ค่ะ เริ่มเดือนนี้เดือนแรก รายได้แค่พอดีกับค่าผ่อนรถ แต่เราก็ทำขนมขายด้วย ปกติรายได้เล็กๆ น้อยๆ สัปดาห์ละร้อยสองร้อยเอาไว้หยอดกระปุก
เราเลยคิดว่าจะออกไปอยู่บ้าน อย่างน้อยค่าน้ำมันก็ไม่มีทางถึงหกเจ็ดพันแบบเดิมแน่ รายได้จากงานฟรีแลนซ์ไว้เป็นค่าผ่อนรถ ส่วนรายได้จากการทำขนมขายไว้กินไว้ใช้ ไว้เติมน้ำมัน เงินเก็บคงยังไม่มีอย่างเดิม เพราะมันก็ไม่เคยมีมาตั้งแต่แรก
เราคิดว่าค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เก็บ มันก็คงจะมีอย่างเขา และเราว่าเราจะมีความสุขกว่านี้
แต่คิดอีกที... มันเสี่ยงเหลือเกิน กับการออกจากงานทั้งที่ยังไม่ได้งานใหม่
เราไม่อยากหนีปัญหาด้วยการลาออก มันบ่งบอกถึงความไม่เอาไหน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แค่นี้ก็ท้อ
แต่เราเหนื่อยเหลือเกิน... เราควรทำยังไงดี หรือเราควรปรับทัศนคติตัวเอง