จั่วหัวเรื่องมาแบบนี้ ทุกคนอาจจะสงสัย คนบ้าอะไรจะรักใครมาเกินสิบปีขนาดนี้ เรายังตกใจเลยว่าทำไมถึงลืมไม่ได้ซักที
ทั้งๆที่ไม่ใช่ครอบครัวหรือเพื่อนนะเนี่ย .. และวันนี้เราอยากมาเล่าเรื่องที่เราคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกคน และบางคน
อาจจะสมหวังและไม่สมหวัง แล้วแต่ว่าเราจะทำบุญร่วมกันมาขนาดไหนอ่ะนะ ส่วนเรื่องของเรา บอกได้เลยว่า มาแบบทุกรสแน่นอน
ทั้งฟรุ้งฟริ้ง มโนสูง บ้าบอ ตลก จนถึงเสียใจมากถึงมากที่สุด .. เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนเราอยู่ม.2 ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นเทอม 2 ด้วยเพราะเป็นช่วงกีฬาสี
แต่เดี๋ยวๆ จะเกริ่นแค่นี้ อาจจะยังไม่เข้าใจ เราขออธิบายอะไรเล็กๆก่อนแล้วกันเนอะ (เราขอไม่บอกชื่อจริงของแต่ละคนแล้วกันนะ
เพราะเพื่อนเรามันเป็นสิงห์นักสืบในนี้เกือบทุกคน กลัวมันจะเอากลับมาล้ออีก)
สมัยเราเป็นเด็กผมติ่งในโรงเรียนรัฐบาล ตอนนั้นเราเรียกได้ว่าใครเห็นจะคิดว่าเราเป็นทอมเลยทีเดียว และกลุ่มเพื่อนสมัยนั้น
มี 3 นางที่ท่าทางจะคล้ายเราชื่อ นู อีกคนจะเป็นป้าเฉิ่มของกลุ่มชื่อ อิม อีกคนจะเป็นตัวสีสันสุดในกลุ่มล่ะชื่อ พลู เรา 4 คน จะเป็นชาวหลังห้อง
เรียกง่ายๆเลย ว่าเราไม่ค่อยสนใจเรียน บางทีโดนย้ายไปนั่งติดถังขยะหลังห้องก็มี และเพื่อนในห้องจะเห็นกลุ่มเราเป็นพวกกลุ่มรวมคนแปลก
เพราะ 2 คนเป็นเหมือนทอมคู่ขา อีกคนก็ป้าเนิร์ดไม่สนโลก ไม่ค่อยสนใจเพื่อนร่วมโลก ส่วนอีกคนก็รักสวยรักงาม จะหวีผม ทาแป้ง
ปาดลิปส์มันเกือบตลอดเวลา และนั่นก็เป็นเหตุผลว่า พวกเราอยู่ด้วยกันมาได้ไง 12 ปี ....
เราเล่าประวัติความเป็นมาตอนสมัยติ่งไปแล้ว เริ่มเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยแล้วกัน เพราะเรื่องมันยังอยู่ในใจเรามาตลอดจนปัจจุบัน
ช่วงนั้นเป็นช่วงงานกีฬาสีของโรงเรียนพอดี เรากับเพื่อน 3 หน่อ ก็ปกติที่จะต้องขึ้นเชียร์ตามคำสั่งของพวกรุ่นพี่มอปลาย
จำได้ดีเลยว่า ตอนโดนพวกพี่เค้ากรอกหูเรื่องให้ชนะสีอื่น มันฮึกเฮิมขนาดไหน .. เรา นู อิมกับพลูขึ้นเชียร์ แหกปากร้องจนคอเกือบพัง
จนถึงช่วงที่เป็นการเบรคให้แต่ละสีเชียร์สแตนด์กัน เราจำได้ว่าเราจะเป็นสีที่สองต่อจากสีเขียว และนั่นแหละเป็นเวลาที่เราเห็นพี่เค้า
เราเชียร์สแตนด์ของสีแดง พี่เค้าอยู่สีเขียว ถึงช่วงที่สีเขียวเริ่มเชียร์และลีดมือจะเดินออกมาหน้าสแตนด์ตัวเอง เรากับเพื่อนก็เงียบดู
การเชียร์ของสีเขียวไปเรื่อย จนนูมันหันมาตีขาเราแล้วชี้นิ้วไปที่กลุ่มลีดมือสีเขียว .. สายตาเราหยุดที่ผู้ชายหน้าขาวๆ ตี๋ๆคนนึง
พร้อมกับหันไปมองหน้านู ที่ตอนนี้มันอาการคล้ายๆเรา แล้วพูดออกมาพร้อมกันว่า "กูชอบคนนี้"
หลังจากงานกีฬาสีผ่านไป .. เรากับนูคอยพร่ำเพ้อเหมือนคนบ้าถึงพี่คนนั้นทั้งวัน จนเพื่อนเราอีก 2 คนบ่นจนไม่รู้จะบ่นยังไงแล้ว
ก็คนมันชอบไปแล้ว ทนๆเอาหน่อย เราได้แต่เอามือไปแตะๆปลอบใจว่าทนหน่อยเพราะเอ็งมีเพื่อนเพ้อเจ้อ จำได้ว่าช่วงนั้นเรากับนู
จะโทรหากันบ่อยมากพูดถึงเรื่องพี่เค้าตลอด ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าอีกครั้ง มโนขั้นสูงมากบอกตรง เราคุยจนพี่บ่นว่าค่าโทรแพง
แต่เราหาได้สนไม่ ตอนนั้น ผู้ชายครอบครองสมอง 555 .. จนวันนึงเรากับนูและเพื่อนอีก 2 คนมาเรียนปกติ เพื่อนเราในห้องวิ่งมาหา
พวกเราที่โต๊ะ และบอกว่า ฉันรู้จักกับพี่คนนึงที่อยู่ห้องเดียวกับพี่ที่พวกแกเพ้ออยู่ ตอนนั้นเรากับนูมึนไปพักนึง ไม่ใช่ที่ยัยนี้ไปรู้จัก
แต่เป็นเพราะ มันไปรู้มาได้ยังไงว่า เรากับนูชอบพี่คนนี้อยู่ เหมือนมันมีสายสืบ เราสองคนเลยหันไปมองหน้าพลู เพราะก่อนหน้าที่พลู
จะมาอยู่กลุ่มเรา พลูจะรู้จักกับเพื่อนคนนี้มาก่อน เหมือนเพื่อนกลุ่มเก่า ... นั่นเองเลยเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราได้รู้จักกัน
หลังจากที่เพื่อนคนนี้ให้เราได้รู้จักกับ "พี่บิง" ซึ่งนางเป็นทอมที่น่ารักมากก และเป็นเพราะแกที่ทำให้เราได้รู้จักกับ "พี่เลย์"
พี่บิงเป็นเพื่อนคนละกลุ่มกับพี่เลย์ แต่สองคนนี้จะสนิทกันมากถึงขั้นที่ว่าชอบเรียกกันว่าที่รัก พี่บิงแกมาสารภาพที่หลังให้ฟังว่า
ตอนแรกแกแอบหวั่นไหวไปเหมือนกัน เพราะเวลาอยู่ด้วยกันแล้วมีรู้สึกดีแบบแปลกๆ.. เวลาหลังเลิกเรียนจะเป็นเวลาที่พี่บิงจะนัดเรา
มาหาแกที่รถตู้รับส่งหน้าโรงเรียนเพื่อคุยเรื่องพี่เลย์ ... เพราะเรื่องนี้ทำให้เราสามคนสนิทกันไวมาก แกจะบอกทุกครั้งว่าถ้าอยากจะเจอพี่เลย์
ให้สังเกตุผู้ชายหัวเกรียนสะพายเป้สีแดงไว้ และนั่นล่ะเลยเป็น point ที่เราจำได้ดีเวลาแอบส่องตามที่ตามต่างๆ .. เราเคยถามตัวเองนะว่า
ตอนนี้เราชอบพี่เค้าแบบไหน แต่สุดท้ายมันได้คำตอบว่า เหมือนแอบปลื้มรุ่นพี่ปกติ
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานขนาดไหนตอนเรานัดคุยกับพี่บิง จนวันนึง เราเดินไปหาพี่เค้าปกติกับนู พอถึงที่รถตู้พี่เค้า เราไม่เห็นตัวพี่บิงแต่กลับ
เห็นเป้สีแดงที่นอนแผ่อยู่ที่พื้น เรากับนูมองหน้ากันแล้วก้มลงไปมอง ว่าใช่เป้ที่พี่บิงเคยพูดถึงตลอดมั้ย? จนเราได้ยินเสียงพี่บิงเรียกชื่อ
ตอนนั้นจำได้เลยว่า ภาพมันโคตรสโลว์เลยเวลาหันไปมองด้านหลังอ่ะ พอเห็นหน้าขาวๆหัวเกรียนด้วยหางตาเท่านั้นแหละ
เรากับนูพากันวิ่งหูตั้งไปหลบที่รถตู้อีกฝั่งทันที วินาทีนั้นเราได้ยินเรียนพี่บิงแกตะโกนชื่อเราดังมาก เพราะตอนนั้นเราคิดว่าพี่แกคิดว่า
เราชอบพี่เลย์คนเดียว และนูไปเป็นเพื่อนเฉยๆ แต่จริงๆไม่ใช่มันมาเก็บข้อมูล แล้วเราคือตัวหน้าด่านต่างหาก
เราไม่เคยวิ่งหนีอะไรได้ระทึกตัวเองขนาดนี้มากก่อนสาบานได้เลย สภาพตอนนั้นคิดดูง่ายๆคือ มีสาวสองนางผมสสั้นติ่งหูโผล่
ตัวกลมๆอวบๆหลบคู่กันข้างหลังรถตู้ที่ห่างจากรถพี่เค้ามา 4 คัน .. เราตั้งสติอีกรอบก่อนจะค่อยๆโผล่หัวออกมาส่องพี่เค้า ตอนนั้น
เราจำหน้าพี่เค้าได้อย่างดีเลย พี่เลย์ยิ้มขำกับพี่บิงที่เอาแต่มองหาเราทั้งคู่อย่างหงุดหงิดใจ อารมณ์เหมือนประมาณว่า พามาให้เจอ
กับวิ่งตูดเปิดหายไปไหนไม่รู้ ก่อนที่แกจะรู้สึกอะไรได้ซักอย่าง เราก็รู้ตัวทันที ว่ากระเป๋าจาคอบเรากับเพื่อนดันเขวี้ยงทิ้งที่กองกระเป๋า
พี่เค้าซะได้ ตอนนั้นรอยยิ้มพี่บิงโคตรเหมือนโจ๊กเกอร์ ในแบทแมนเลย .. เรากับนูเลยพยายามระงับสติแล้วค่อยๆเดินกลับไปหาพวกพี่เค้า
คำพูดตอนนั้นเราไม่เคยลืมเลยเพราะเป็นครั้งแรกที่พี่เลย์คุยด้วย
"ถ้าคราวหลังจะวิ่งหนีขนาดนั้น ก็อย่าทิ้งกระเป๋าไว้นะ เรากลับก่อนนะบิง เจอกันพรุ่งนี้" แล้วพี่เค้าก็สะพายเป้กลับไปกับเพื่อนพี่เค้าอีกคน
ถึงตรงนี้ บอกได้คำเดียวว่า ตอนนั้น เราโคตรฟินนนนนนนนนนนนนนนนน หน้าขาวๆ เสียงนุ่มๆ โคตรอบอุ่นเลย .. พอมาลองชั่งน้ำหนัก
ความคิดตัวเองดีๆแล้วว่า ถ้าแค่ปลื้มจะวิ่งหนีทำไม จะรู้สึกเขินทำไมเวลาที่พี่เค้ามอง จะพูดเหมือนร้องไห้ทำไมเวลาจะตอบรับคำพี่เค้า
เพราะงี้เองจากที่เราแอบปลื้มธรรมดามันกลายเป็นว่า เราแอบชอบพี่เค้าเลยจริงๆ และยังเป็นรักแรกที่เราเสียน้ำตามากที่สุดด้วย
*8 ปีแห่งความทรงจำ 4 ปีกับความผูกพันธ์* กับรุ่นพี่สมัยมอต้น...
ทั้งๆที่ไม่ใช่ครอบครัวหรือเพื่อนนะเนี่ย .. และวันนี้เราอยากมาเล่าเรื่องที่เราคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกคน และบางคน
อาจจะสมหวังและไม่สมหวัง แล้วแต่ว่าเราจะทำบุญร่วมกันมาขนาดไหนอ่ะนะ ส่วนเรื่องของเรา บอกได้เลยว่า มาแบบทุกรสแน่นอน
ทั้งฟรุ้งฟริ้ง มโนสูง บ้าบอ ตลก จนถึงเสียใจมากถึงมากที่สุด .. เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนเราอยู่ม.2 ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นเทอม 2 ด้วยเพราะเป็นช่วงกีฬาสี
แต่เดี๋ยวๆ จะเกริ่นแค่นี้ อาจจะยังไม่เข้าใจ เราขออธิบายอะไรเล็กๆก่อนแล้วกันเนอะ (เราขอไม่บอกชื่อจริงของแต่ละคนแล้วกันนะ
เพราะเพื่อนเรามันเป็นสิงห์นักสืบในนี้เกือบทุกคน กลัวมันจะเอากลับมาล้ออีก)
สมัยเราเป็นเด็กผมติ่งในโรงเรียนรัฐบาล ตอนนั้นเราเรียกได้ว่าใครเห็นจะคิดว่าเราเป็นทอมเลยทีเดียว และกลุ่มเพื่อนสมัยนั้น
มี 3 นางที่ท่าทางจะคล้ายเราชื่อ นู อีกคนจะเป็นป้าเฉิ่มของกลุ่มชื่อ อิม อีกคนจะเป็นตัวสีสันสุดในกลุ่มล่ะชื่อ พลู เรา 4 คน จะเป็นชาวหลังห้อง
เรียกง่ายๆเลย ว่าเราไม่ค่อยสนใจเรียน บางทีโดนย้ายไปนั่งติดถังขยะหลังห้องก็มี และเพื่อนในห้องจะเห็นกลุ่มเราเป็นพวกกลุ่มรวมคนแปลก
เพราะ 2 คนเป็นเหมือนทอมคู่ขา อีกคนก็ป้าเนิร์ดไม่สนโลก ไม่ค่อยสนใจเพื่อนร่วมโลก ส่วนอีกคนก็รักสวยรักงาม จะหวีผม ทาแป้ง
ปาดลิปส์มันเกือบตลอดเวลา และนั่นก็เป็นเหตุผลว่า พวกเราอยู่ด้วยกันมาได้ไง 12 ปี ....
เราเล่าประวัติความเป็นมาตอนสมัยติ่งไปแล้ว เริ่มเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยแล้วกัน เพราะเรื่องมันยังอยู่ในใจเรามาตลอดจนปัจจุบัน
ช่วงนั้นเป็นช่วงงานกีฬาสีของโรงเรียนพอดี เรากับเพื่อน 3 หน่อ ก็ปกติที่จะต้องขึ้นเชียร์ตามคำสั่งของพวกรุ่นพี่มอปลาย
จำได้ดีเลยว่า ตอนโดนพวกพี่เค้ากรอกหูเรื่องให้ชนะสีอื่น มันฮึกเฮิมขนาดไหน .. เรา นู อิมกับพลูขึ้นเชียร์ แหกปากร้องจนคอเกือบพัง
จนถึงช่วงที่เป็นการเบรคให้แต่ละสีเชียร์สแตนด์กัน เราจำได้ว่าเราจะเป็นสีที่สองต่อจากสีเขียว และนั่นแหละเป็นเวลาที่เราเห็นพี่เค้า
เราเชียร์สแตนด์ของสีแดง พี่เค้าอยู่สีเขียว ถึงช่วงที่สีเขียวเริ่มเชียร์และลีดมือจะเดินออกมาหน้าสแตนด์ตัวเอง เรากับเพื่อนก็เงียบดู
การเชียร์ของสีเขียวไปเรื่อย จนนูมันหันมาตีขาเราแล้วชี้นิ้วไปที่กลุ่มลีดมือสีเขียว .. สายตาเราหยุดที่ผู้ชายหน้าขาวๆ ตี๋ๆคนนึง
พร้อมกับหันไปมองหน้านู ที่ตอนนี้มันอาการคล้ายๆเรา แล้วพูดออกมาพร้อมกันว่า "กูชอบคนนี้"
หลังจากงานกีฬาสีผ่านไป .. เรากับนูคอยพร่ำเพ้อเหมือนคนบ้าถึงพี่คนนั้นทั้งวัน จนเพื่อนเราอีก 2 คนบ่นจนไม่รู้จะบ่นยังไงแล้ว
ก็คนมันชอบไปแล้ว ทนๆเอาหน่อย เราได้แต่เอามือไปแตะๆปลอบใจว่าทนหน่อยเพราะเอ็งมีเพื่อนเพ้อเจ้อ จำได้ว่าช่วงนั้นเรากับนู
จะโทรหากันบ่อยมากพูดถึงเรื่องพี่เค้าตลอด ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าอีกครั้ง มโนขั้นสูงมากบอกตรง เราคุยจนพี่บ่นว่าค่าโทรแพง
แต่เราหาได้สนไม่ ตอนนั้น ผู้ชายครอบครองสมอง 555 .. จนวันนึงเรากับนูและเพื่อนอีก 2 คนมาเรียนปกติ เพื่อนเราในห้องวิ่งมาหา
พวกเราที่โต๊ะ และบอกว่า ฉันรู้จักกับพี่คนนึงที่อยู่ห้องเดียวกับพี่ที่พวกแกเพ้ออยู่ ตอนนั้นเรากับนูมึนไปพักนึง ไม่ใช่ที่ยัยนี้ไปรู้จัก
แต่เป็นเพราะ มันไปรู้มาได้ยังไงว่า เรากับนูชอบพี่คนนี้อยู่ เหมือนมันมีสายสืบ เราสองคนเลยหันไปมองหน้าพลู เพราะก่อนหน้าที่พลู
จะมาอยู่กลุ่มเรา พลูจะรู้จักกับเพื่อนคนนี้มาก่อน เหมือนเพื่อนกลุ่มเก่า ... นั่นเองเลยเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราได้รู้จักกัน
หลังจากที่เพื่อนคนนี้ให้เราได้รู้จักกับ "พี่บิง" ซึ่งนางเป็นทอมที่น่ารักมากก และเป็นเพราะแกที่ทำให้เราได้รู้จักกับ "พี่เลย์"
พี่บิงเป็นเพื่อนคนละกลุ่มกับพี่เลย์ แต่สองคนนี้จะสนิทกันมากถึงขั้นที่ว่าชอบเรียกกันว่าที่รัก พี่บิงแกมาสารภาพที่หลังให้ฟังว่า
ตอนแรกแกแอบหวั่นไหวไปเหมือนกัน เพราะเวลาอยู่ด้วยกันแล้วมีรู้สึกดีแบบแปลกๆ.. เวลาหลังเลิกเรียนจะเป็นเวลาที่พี่บิงจะนัดเรา
มาหาแกที่รถตู้รับส่งหน้าโรงเรียนเพื่อคุยเรื่องพี่เลย์ ... เพราะเรื่องนี้ทำให้เราสามคนสนิทกันไวมาก แกจะบอกทุกครั้งว่าถ้าอยากจะเจอพี่เลย์
ให้สังเกตุผู้ชายหัวเกรียนสะพายเป้สีแดงไว้ และนั่นล่ะเลยเป็น point ที่เราจำได้ดีเวลาแอบส่องตามที่ตามต่างๆ .. เราเคยถามตัวเองนะว่า
ตอนนี้เราชอบพี่เค้าแบบไหน แต่สุดท้ายมันได้คำตอบว่า เหมือนแอบปลื้มรุ่นพี่ปกติ
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานขนาดไหนตอนเรานัดคุยกับพี่บิง จนวันนึง เราเดินไปหาพี่เค้าปกติกับนู พอถึงที่รถตู้พี่เค้า เราไม่เห็นตัวพี่บิงแต่กลับ
เห็นเป้สีแดงที่นอนแผ่อยู่ที่พื้น เรากับนูมองหน้ากันแล้วก้มลงไปมอง ว่าใช่เป้ที่พี่บิงเคยพูดถึงตลอดมั้ย? จนเราได้ยินเสียงพี่บิงเรียกชื่อ
ตอนนั้นจำได้เลยว่า ภาพมันโคตรสโลว์เลยเวลาหันไปมองด้านหลังอ่ะ พอเห็นหน้าขาวๆหัวเกรียนด้วยหางตาเท่านั้นแหละ
เรากับนูพากันวิ่งหูตั้งไปหลบที่รถตู้อีกฝั่งทันที วินาทีนั้นเราได้ยินเรียนพี่บิงแกตะโกนชื่อเราดังมาก เพราะตอนนั้นเราคิดว่าพี่แกคิดว่า
เราชอบพี่เลย์คนเดียว และนูไปเป็นเพื่อนเฉยๆ แต่จริงๆไม่ใช่มันมาเก็บข้อมูล แล้วเราคือตัวหน้าด่านต่างหาก
เราไม่เคยวิ่งหนีอะไรได้ระทึกตัวเองขนาดนี้มากก่อนสาบานได้เลย สภาพตอนนั้นคิดดูง่ายๆคือ มีสาวสองนางผมสสั้นติ่งหูโผล่
ตัวกลมๆอวบๆหลบคู่กันข้างหลังรถตู้ที่ห่างจากรถพี่เค้ามา 4 คัน .. เราตั้งสติอีกรอบก่อนจะค่อยๆโผล่หัวออกมาส่องพี่เค้า ตอนนั้น
เราจำหน้าพี่เค้าได้อย่างดีเลย พี่เลย์ยิ้มขำกับพี่บิงที่เอาแต่มองหาเราทั้งคู่อย่างหงุดหงิดใจ อารมณ์เหมือนประมาณว่า พามาให้เจอ
กับวิ่งตูดเปิดหายไปไหนไม่รู้ ก่อนที่แกจะรู้สึกอะไรได้ซักอย่าง เราก็รู้ตัวทันที ว่ากระเป๋าจาคอบเรากับเพื่อนดันเขวี้ยงทิ้งที่กองกระเป๋า
พี่เค้าซะได้ ตอนนั้นรอยยิ้มพี่บิงโคตรเหมือนโจ๊กเกอร์ ในแบทแมนเลย .. เรากับนูเลยพยายามระงับสติแล้วค่อยๆเดินกลับไปหาพวกพี่เค้า
คำพูดตอนนั้นเราไม่เคยลืมเลยเพราะเป็นครั้งแรกที่พี่เลย์คุยด้วย
"ถ้าคราวหลังจะวิ่งหนีขนาดนั้น ก็อย่าทิ้งกระเป๋าไว้นะ เรากลับก่อนนะบิง เจอกันพรุ่งนี้" แล้วพี่เค้าก็สะพายเป้กลับไปกับเพื่อนพี่เค้าอีกคน
ถึงตรงนี้ บอกได้คำเดียวว่า ตอนนั้น เราโคตรฟินนนนนนนนนนนนนนนนน หน้าขาวๆ เสียงนุ่มๆ โคตรอบอุ่นเลย .. พอมาลองชั่งน้ำหนัก
ความคิดตัวเองดีๆแล้วว่า ถ้าแค่ปลื้มจะวิ่งหนีทำไม จะรู้สึกเขินทำไมเวลาที่พี่เค้ามอง จะพูดเหมือนร้องไห้ทำไมเวลาจะตอบรับคำพี่เค้า
เพราะงี้เองจากที่เราแอบปลื้มธรรมดามันกลายเป็นว่า เราแอบชอบพี่เค้าเลยจริงๆ และยังเป็นรักแรกที่เราเสียน้ำตามากที่สุดด้วย