รู้สึกเครียดกับกระทู้อยากหนีออกจากบ้าน หนีจากพ่อแม่ (เอาแบบโลกไม่สวยนะคะ)

ในขณะที่หลายๆคนกำลังใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติสุข จะมีอยู่บางคนที่ใช้ชีวิตอย่างยากเย็น กว่าจะภาวนาให้วันหนึ่งๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สงสารคนที่อยู่ในฐานะลูก ลูกชาย ลูกสาว ที่ตกเป็นความหวังของพ่อแม่ที่มีภาวะจิตใจแปลกๆ ไม่มั่นคง ไม่เป็นผู้ใหญ่ และโลกแคบ แค่มีลูกก็เรียกได้ว่าเป็นพ่อแม่แล้วใช่ไหม แล้วคิดว่ามีวุฒิภาวะแค่ไหน แม้กระทั่งตัวของพ่อแม่เองนั้นบางครั้งยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าทำไมถึงเป็นคนสมบูรณ์แบบไม่ได้ แต่กลับหวังว่าลูกจะเป็นได้ พ่อแม่เองสมบูรณ์แบบกับปู่ย่าตายายหรือยัง แน่ใจนะ?

        สังคมไทยปลูกฝังเรื่องความกตัญญู เป็นเรื่องที่ดีและสมควรทำ แต่หลังจากที่มันกลายพันธุ์มาเป็นบรรทัดฐานแปลกๆ ข้อห้ามแปลกๆ ที่ห้ามสงสัยใคร่รู้ ห้ามเกลียด ห้ามโกรธ ห้ามหนี ห้ามเถียง ห้ามๆๆๆๆๆๆ  กับบุพการี เพราะเหตุผลที่ว่ามันเป็นบาป พ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณที่ทำให้เราเกิด โอเค ถ้าตั้งใจมีลูก พยายามเข้าใจลูก รับฟังลูก ไม่ขีดเส้นจนมันเป็นบ้า คำสอนเรื่องความกตัญญูคงซึ้งน่าดูราวโฆษณาไทยประกันชีวิต แต่!!! พอนึกถึงหัวอกลูกที่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจทำ แล้วเลี้ยงแบบโง่ๆ เลี้ยงแบบรักบ้างชังบ้าง เลี้ยงด้วยอารมณ์ แกต้องเชื่อฟังฉันคนเดียวเพราะชั้นสร้างแกมา... เห้ย มันก็น่าโมโหนะ ยิ่งมีคนมาสอนให้รักๆๆๆ มันไม่ยิ่งหงุดหงิดเหรอคุณ แทนที่จะรักกลับตรงข้ามสิ


         ลูกบางคนมีความผิดเพี้ยนทางอารมณ์ ใจนึกโกรธพ่อแม่ พอโกรธก็มารู้สึกผิด เกลียดตัวเอง แต่ก็ห้ามไม่ให้ตัวเองเกลียดไม่ได้อยู่ดี วนลูปความทรมาณ แล้วทำไมคนเป็นลูกต้องเกลียดตัวเอง ในเมื่อมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ที่ธรรมชาติสร้างมา จะบอกว่าธรรมชาติผิดที่บังอาจทำให้ลูกนึกโกรธพ่อแม่ด้วยเหตุที่เกิดจากพฤติกรรมแย่ๆ ของพวกเขาเองเหรอ  มันถึงมีคำพูดว่า ถ้าหยั่งงั้นพ่อแม่จะให้หนูเกิดมาทำไม??? เคยได้ยินคำนี้ไหม มีอีกหลายคนในประเทศไทยที่อยากขึ้นไทม์แมชชีนไปเอาขี้เถ้ายัดปากตัวเองตั้งแต่ยังเป็นทารกซะ จะได้ไม่ต้องเผชิญกับชีวิตแบบนี้ พ่อแม่แบบนี้


         หลายๆคนพยายามสอนให้นึกถึงวันที่ไม่เหลือใคร ไม่มีพ่อแม่ คิดถึงวันที่ลาจากกัน อะ แล้วมันจะไปนึกออกได้ยังไงในเมื่อไฟยังอยู่ข้างหน้า ยังร้อน ยังอึดอัด สำลักควัน ทรมาณ ยังมองไม่เห็นทางออก จะไปให้คนที่สำลักอยู่ รู้สึกถึงวันที่ปอดโล่งๆ อ็อกซิเจนฟุ้งๆได้เหรอ  ขอใช้การเปรียบเทียบนิดนึงนะ นึกไม่ออกไปลองเผาบ้านดูก็ได้ อยากรู้จะรีบหาน้ำหาอากาศก่อน หรือนั่งมโนว่าไฟดับแล้วนะ เดี๋ยวก็ดับ แค่กๆ ทั้งที่ไฟยังเผาบ้านอยู่
อ้อ ละเชื่อไหม คนบางคนน่ะ มาเข้าใจคำว่า”ความสุข”หลังงานศพพ่อแม่ตัวเองนะ เยอะแยะ แต่เค้าแค่ไม่อยากประกาศ เพราะอะไร เดี๋ยวโดนประณาม ว่าไม่รักดี  กรรมเถอะค่ะ กรรม!! คุณไม่มีทางเข้าใจคนที่โดนเอง นรกในบ้าน หรือการที่มีพ่อแม่นิสัยเหมือนเด็กแต่มั่นในความเป็นผู้ใหญ่และไม่คิดจะฟังเสียงลูกๆ หรอกค่ะ คนบ้าเหรอ อยู่ดีๆจะอยากเกลียดพ่อแม่ ทั้งที่สังคมสอนกันปาวๆว่าให้รักพ่อแม่


        กระทู้นี้ตั้งเพื่อระบายล้วนๆ เหม็นเบื่อคำว่าอดทนนะ ยังไงก็แม่นะคะ พ่อนะคะ ยังไงคะ ห้ามมีอารมณ์ด้านลบเหรอ โกรธได้ไหม เกลียดนี่บาปกินกบาลเชียวเหรอ แล้วพ่อแม่บาปไหม หรือได้อภิสิทธิ์การเป็นผู้ให้กำเนิดเลยไม่บาป  


         พล่ามมามากมาย หล่อนจะแก้ปัญหาเองยังไงไม่ทราบ? ถ้าเป็นเราเรอะ หนีออกจากบ้านค่ะ แรกๆคงหยิบยืมบ้านเพื่อนสักคน จากนั้นทำงานเก็บเงิน กู้เรียน ถ้าไม่ไหว ทำงานก่อนแล้วต่อ กศน.ค่ะ  คงไม่ถึงกะโบยบินไปสวยๆ เริศๆ เพื่อตอกหน้าพ่อแม่ค่ะ เอาตามความสามารถ ยังไงก็ไม่อยู่แล้ว ใจมันไมม่ไหว รักแต่ไม่ไหว แต่ถามว่ายังคงดูแลไหม ดูแลค่ะ แต่จะอยู่ห่างๆ ชีวิตที่อิสระจะขอใช้ไหม ใช้ค่ะ เพราะส่วนตัวเรียนรู้ด้วยตนเองว่า ถ้าเสพสุขจนพอ จะหันหลังกลับมามองทุกข์ด้วยสติได้

          คงไม่ถึงกับเตลิดหรอกค่ะ ดีกว่าเสพทุกข์จนสติแตก เสี่ยงโรคทางจิตเกินไป และเสี่ยงต่อโศกนาฎกรรมด้วย สตินะคะ ดูว่าบุพการี หรือเรา ที่มีมากกว่ากัน ถ้ามั่นใจว่าเราสติดีกว่า โลกกว้างกว่า เลือกเองค่ะ ออ แล้วโดยธรรมชาติ การที่เรามั่นคงทางอารมณ์แล้ว เราจะอยากกลับมาเอง ด้วยใจและกายที่พร้อมค่ะ เปรียบคือ หิ้วน้ำ หิ้วถังออกซิเจนเตรียมรับไฟได้อย่างไม่หวั่นเกรงแล้ว น่าจะดีกว่านะคะ  

ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าลูกที่อยากหนีออกจากพ่อแม่ทุกคนจะน่าเห็นใจ บางคนอยากหนีด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น การประชดเอาสิ่งของราคาแพง เป็นต้น

แบบนั้นตามตัวได้ก็ตบคว่ำไปเถอะค่ะ ดูไปเป็นเคสๆ เอานะคะ

จบก็ได้ค่ะ ขอโทษสำหรับทัศนคติที่อาจไม่ถูกใจค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่