ก่อนอื่นขออนุญาตแนะนำครับ
ครอบครัวผมมีพ่อ แม่ และลูกสามคน ผมเป็นคนโตทำงานรับราชการ มีน้องชายคนกลางทำงานแล้ว และน้องสาว ฐานะทางบ้านก็ปานกลางครับ
น้องชายก็มีปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในบ้าน ณ ที่นี้ขออนุญาตไม่เล่า เพราะมันผ่านมาแล้ว
ปัญหาที่ผมจะมาระบายและขอความคิดเห็น คือ ..
น้องสาวผมซึ่งเรียนวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นอยู่ปี3 ได้ตั้งท้องระหว่างเรียน
ซึ่งปัญหานั้นก็ถูกแก้ไขแล้ว โดยพ่อแม่ก็ยอมอับอายโดยจัดแต่งงานขึ้นมา และพ่อแม่ก็รับเลี้ยงหลานเอง
ตอนนั้นน้องสาวก็ไม่อยากเรียนต่อที่เดิม ด้วยความที่อับอายเพื่อนๆ และรุ่นน้อง จึงขอไปเรียนต่อม.เอกชน
พ่อแม่ก็พยายามให้เหตุผลว่าม.เอกชนนั้นใช้ค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งบริเวณรอบๆม.ก็มีแหล่วงมั่วสุมเยอะ
จนสุดท้ายก็ผลักดันให้น้องสาวกลับมาเรียนต่อพยาบาล โดยดร็อปเรียนหนึ่งปี แล้วมาเรียนต่อปี4กับรุ่นน้อง
ต่อมาหลังแต่งงานไม่นาน น้องสาวก็ได้เลิกกันกับแฟน สาเหตุเพราะแฟนเจ้าชู้และคงเข้ากันไม่ได้(จากการประเมินของผมเอง)
สำหรับเรื่องเรียน น้องสาวได้บอกกับทางบ้านว่าประมาณเดือนธ.ค.58ก็จะจบแล้ว และได้ขอค่าใช้จ่ายทางบ้านเดือนละ 10000 บาท
ระหว่างเรียนต่อปี4นั้น ก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน อ้างว่าขึ้นเวรบ้างอะไรบ้าง แต่ผมก็รู้ว่าบางครั้งก็ไปเที่ยวกับแฟนคนใหม่(ดูจากเฟสบุ๊ค)
จนล่าสุดครูที่ปรึกษาของน้องสาวโทรมาคุยกับพ่อว่าน้องสาวไม่ได้เข้าเรียนตั้งแต่ 1 ส.ค.58
และไปทำเรื่องขอพ้นจากสภาพนศ.เพื่อจะไปสอบตำรวจที่ไหนไม่รู้ต่อ เห็นพ่อบอกว่าแฟนใหม่มันเป็นตำรวจ(มั๊ง)
วันนี้(15ก.ย.58)พ่อก็ได้พูดคุยกับครูที่ปรึกษาว่าจะเอายังไงดี โดยน้องสาวก็มีท่าทีจะไม่ไปเรียนต่อ เหมือนกับครั้งที่แล้ว
ถึงตอนนี้ผมฐานะเป็นพี่ชายรู้สึกเครียดมากๆกับปัญหาที่เกิดขึ้นของน้องสาว แต่ก็ยังไม่ได้คุย เพราะยังไม่รู้จะคุยยังไงดี
แต่ตอนผมเครียด ผมรู้ว่าพ่อกับแม่ก็ต้องเครียดกับเรื่องนี้มากกว่าผมแน่นอน
ก็เลยไม่รู้จะพูดยังไงกับน้องสาวดี พูดเบาๆไปจะดีขึ้นหรือแย่ลง หรือพูดแรงๆจะดีขึ้นหรือแย่ลง ก็ยังนึกไม่ออกจริงครับ
เครียดกับปัญหาของคนในครอบครัว
ครอบครัวผมมีพ่อ แม่ และลูกสามคน ผมเป็นคนโตทำงานรับราชการ มีน้องชายคนกลางทำงานแล้ว และน้องสาว ฐานะทางบ้านก็ปานกลางครับ
น้องชายก็มีปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในบ้าน ณ ที่นี้ขออนุญาตไม่เล่า เพราะมันผ่านมาแล้ว
ปัญหาที่ผมจะมาระบายและขอความคิดเห็น คือ ..
น้องสาวผมซึ่งเรียนวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นอยู่ปี3 ได้ตั้งท้องระหว่างเรียน
ซึ่งปัญหานั้นก็ถูกแก้ไขแล้ว โดยพ่อแม่ก็ยอมอับอายโดยจัดแต่งงานขึ้นมา และพ่อแม่ก็รับเลี้ยงหลานเอง
ตอนนั้นน้องสาวก็ไม่อยากเรียนต่อที่เดิม ด้วยความที่อับอายเพื่อนๆ และรุ่นน้อง จึงขอไปเรียนต่อม.เอกชน
พ่อแม่ก็พยายามให้เหตุผลว่าม.เอกชนนั้นใช้ค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งบริเวณรอบๆม.ก็มีแหล่วงมั่วสุมเยอะ
จนสุดท้ายก็ผลักดันให้น้องสาวกลับมาเรียนต่อพยาบาล โดยดร็อปเรียนหนึ่งปี แล้วมาเรียนต่อปี4กับรุ่นน้อง
ต่อมาหลังแต่งงานไม่นาน น้องสาวก็ได้เลิกกันกับแฟน สาเหตุเพราะแฟนเจ้าชู้และคงเข้ากันไม่ได้(จากการประเมินของผมเอง)
สำหรับเรื่องเรียน น้องสาวได้บอกกับทางบ้านว่าประมาณเดือนธ.ค.58ก็จะจบแล้ว และได้ขอค่าใช้จ่ายทางบ้านเดือนละ 10000 บาท
ระหว่างเรียนต่อปี4นั้น ก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน อ้างว่าขึ้นเวรบ้างอะไรบ้าง แต่ผมก็รู้ว่าบางครั้งก็ไปเที่ยวกับแฟนคนใหม่(ดูจากเฟสบุ๊ค)
จนล่าสุดครูที่ปรึกษาของน้องสาวโทรมาคุยกับพ่อว่าน้องสาวไม่ได้เข้าเรียนตั้งแต่ 1 ส.ค.58
และไปทำเรื่องขอพ้นจากสภาพนศ.เพื่อจะไปสอบตำรวจที่ไหนไม่รู้ต่อ เห็นพ่อบอกว่าแฟนใหม่มันเป็นตำรวจ(มั๊ง)
วันนี้(15ก.ย.58)พ่อก็ได้พูดคุยกับครูที่ปรึกษาว่าจะเอายังไงดี โดยน้องสาวก็มีท่าทีจะไม่ไปเรียนต่อ เหมือนกับครั้งที่แล้ว
ถึงตอนนี้ผมฐานะเป็นพี่ชายรู้สึกเครียดมากๆกับปัญหาที่เกิดขึ้นของน้องสาว แต่ก็ยังไม่ได้คุย เพราะยังไม่รู้จะคุยยังไงดี
แต่ตอนผมเครียด ผมรู้ว่าพ่อกับแม่ก็ต้องเครียดกับเรื่องนี้มากกว่าผมแน่นอน
ก็เลยไม่รู้จะพูดยังไงกับน้องสาวดี พูดเบาๆไปจะดีขึ้นหรือแย่ลง หรือพูดแรงๆจะดีขึ้นหรือแย่ลง ก็ยังนึกไม่ออกจริงครับ