เรื่องสั้น
รำลึกถึงแม่
จาก นิทานชาวสวน เรื่อง ชีวิตระหว่างสงคราม
ถึงเดือนกันยายน ๒๔๘๘ โรงเรียนก็เปิดสอนตามปกติ โรงเรียนเด็กเล็กใต้ถุนบ้าน ก็ต้องปิดไปเพราะไม่ได้ขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการ แม่กลับไปเป็นครูสอนที่โรงเรียนเดิม น้องก็เรียนต่อชั้นมัธยม ผมเข้าไปรายงานตัวที่โรงเรียนมัธยมวัดราชาธิวาสแล้ว เขาให้นักเรียนทุกคนสมัครสอบเข้าชั้นเรียนได้ ตามความสามารถ ผู้ที่เรียนต่อโรงเรียนอื่นมาแล้ว ก็สอบเข้าชั้นที่ตนจะต่อ ถ้าสอบไม่ผ่านก็เรียนชั้นเดิมก่อนโรงเรียนปิด ผมไม่ได้เรียนต่อที่ไหนเลย มีความรู้ชั้น ม.๕ เพียงเทอมเดียว ก็เสี่ยงสอบเข้าชั้นมัธยม ปีที่ ๖ บังเอิญผ่าน จึงได้เรียนที่ห้องเรียนชั่วคราว ใต้ศาลาการเปรียญ วัดราชาธิวาสริมแม่น้ำ จนถึงปลายปี มีการสอบไล่ ผลการสอบของผมได้ ๔๖ % จึงต้องเรียนซ้ำชั้น ม.๖ ใน พ.ศ.๒๔๘๙
และเคราะห์ร้ายส่งท้ายครอบครัวของเราคือ แม่ไม่สบายเป็นวัณโรค ค่อยมีอาการเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถสอนนักเรียนได้ ต้องลาออกมาอยู่บ้าน และไม่มีเงินค่าเล่าเรียนให้ผมเรียนต่อไปได้ ส่วนน้องให้ท่านผู้มีพระคุณรับไปอุปการะแล้ว ผมจึงต้องออกจากโรงเรียนมัธยมวัดราชาธิวาส กลับมาขายขนมถ้วยตะไล ตามที่ได้เคยขายเมื่อปลาย พ.ศ.๒๔๘๗ ต่อ ๒๔๘๘ เพื่อเลี้ยงแม่และตนเอง โดยได้ใบสุทธิเพียงสำเร็จชั้น ม.๔ เท่านั้น
แต่อีกไม่นานก็มีเคราะห์ดี เข้ามาช่วยฉุดชีวิตเราสองแม่ลูก คือมีญาติที่เป็นนายทหารยศร้อยโท ท่านเรียกแม่ว่าน้า มาเยี่ยมและเห็นความจนกรอบของเรา จึงเอาผมไปเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ใช้แรงงานที่กรมพาหนะทหารบก ในแผนกที่ ๓ ตั้งอยู่ที่เลยแยกเกียกกายลงไปท่าน้ำ ตรงข้ามวัดแก้วฟ้าจุฬามณี ซึ่งแม่ได้บันทึกไว้ว่า
จันทร์ ๑ กรกฎาคม ๒๔๘๙ ลุกชายเข้าทำงานที่ กรมพาหนะทหารบก ได้เดือนละ ๑๕๐ บาท เงินเดือนที่แท้ ๒๓ บาทเพิ่มอีก ๑๓๐ บาทต้องจาก ร.ร.ชั่วคราวเพื่อช่วยแม่หาเงิน ฉันได้ ๗๕ บาทเคยพอใช้เดี๋ยวนี้ไม่พอใช้แล้ว ของกินแพงขึ้นทุกวัน ข้าวสารถังละ ๑๖ บาท
ศุกร์ ๒๖ กรกฎาคม ๒๔๘๙ เขา(ผู้อุปการะ) ให้เงินมาใช้ ๒๐ บาท โดยไม่ได้ขอร้อง แกบอกให้ไปตัดผมแต่งตัวให้ดี จะให้มาทำงานบนตึก คงจะเป็นเพราะความกรุณา ถ้าจะใช้งานหนักก็จะป่วยอีก เพราะเป็นเด็กบอบบาง เออ...ขอให้เจริญยิ่ง ๆ เถิด ช่วยให้เข้าทำงานแล้ว ยังช่วยเหลือด้วยเงินอีก
อังคาร ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๘๙ เงินเดือนลูกออก เขาเอาไว้ใช้ส่วนตัว ๓๐ บาท ให้แม่ ๑๒๐ บาท ฉันซื้อกางเกงใหม่ให้เขาหนึ่งตัว ๒๘ บาท คงเหลือไว้ใช้ ๙๐ บาท
ชีวิตระหว่างสงครามของครอบครัวของเรา ก็สิ้นสุดลง แต่ก็ต้องใช้ชีวิตตามกรรมต่อไป หลังจากสงครามสงบ บ้านเมืองก็เปลี่ยนแปลง ผ่านทุกข์สุขร้อนหนาว ไปโดยไม่รู้อนาคต แต่ก็เป็นไปในทางที่เจริญขึ้น แม่เสียชีวิตด้วยวัณโรค เมื่อ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๕ อายุ ๕๘ ปี ผมไปเป็นพลทหารกองประจำการ ๑ เมษายน ๒๔๙๗ น้องสำเร็จการศึกษาฝึกหัดครูมัธยม บรรจุเป็นครู ร.ร.มกุฎกษัตริย์ พ.ศ.๒๕๐๐ น้าถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๕ อายุ ๘๕ ปี
ผมผู้เรียบเรียงเกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ ยศพันเอก และอยู่มาถึงวันนี้ อายุเข้า ๘๐ ปี ยังไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร.
#############
เรียบเรียงเมื่อ ตุลาคม ๒๕๕๓
รำลึกถึงแม่ ๑๓ ส.ค.๕๘
รำลึกถึงแม่
จาก นิทานชาวสวน เรื่อง ชีวิตระหว่างสงคราม
ถึงเดือนกันยายน ๒๔๘๘ โรงเรียนก็เปิดสอนตามปกติ โรงเรียนเด็กเล็กใต้ถุนบ้าน ก็ต้องปิดไปเพราะไม่ได้ขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการ แม่กลับไปเป็นครูสอนที่โรงเรียนเดิม น้องก็เรียนต่อชั้นมัธยม ผมเข้าไปรายงานตัวที่โรงเรียนมัธยมวัดราชาธิวาสแล้ว เขาให้นักเรียนทุกคนสมัครสอบเข้าชั้นเรียนได้ ตามความสามารถ ผู้ที่เรียนต่อโรงเรียนอื่นมาแล้ว ก็สอบเข้าชั้นที่ตนจะต่อ ถ้าสอบไม่ผ่านก็เรียนชั้นเดิมก่อนโรงเรียนปิด ผมไม่ได้เรียนต่อที่ไหนเลย มีความรู้ชั้น ม.๕ เพียงเทอมเดียว ก็เสี่ยงสอบเข้าชั้นมัธยม ปีที่ ๖ บังเอิญผ่าน จึงได้เรียนที่ห้องเรียนชั่วคราว ใต้ศาลาการเปรียญ วัดราชาธิวาสริมแม่น้ำ จนถึงปลายปี มีการสอบไล่ ผลการสอบของผมได้ ๔๖ % จึงต้องเรียนซ้ำชั้น ม.๖ ใน พ.ศ.๒๔๘๙
และเคราะห์ร้ายส่งท้ายครอบครัวของเราคือ แม่ไม่สบายเป็นวัณโรค ค่อยมีอาการเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถสอนนักเรียนได้ ต้องลาออกมาอยู่บ้าน และไม่มีเงินค่าเล่าเรียนให้ผมเรียนต่อไปได้ ส่วนน้องให้ท่านผู้มีพระคุณรับไปอุปการะแล้ว ผมจึงต้องออกจากโรงเรียนมัธยมวัดราชาธิวาส กลับมาขายขนมถ้วยตะไล ตามที่ได้เคยขายเมื่อปลาย พ.ศ.๒๔๘๗ ต่อ ๒๔๘๘ เพื่อเลี้ยงแม่และตนเอง โดยได้ใบสุทธิเพียงสำเร็จชั้น ม.๔ เท่านั้น
แต่อีกไม่นานก็มีเคราะห์ดี เข้ามาช่วยฉุดชีวิตเราสองแม่ลูก คือมีญาติที่เป็นนายทหารยศร้อยโท ท่านเรียกแม่ว่าน้า มาเยี่ยมและเห็นความจนกรอบของเรา จึงเอาผมไปเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ใช้แรงงานที่กรมพาหนะทหารบก ในแผนกที่ ๓ ตั้งอยู่ที่เลยแยกเกียกกายลงไปท่าน้ำ ตรงข้ามวัดแก้วฟ้าจุฬามณี ซึ่งแม่ได้บันทึกไว้ว่า
จันทร์ ๑ กรกฎาคม ๒๔๘๙ ลุกชายเข้าทำงานที่ กรมพาหนะทหารบก ได้เดือนละ ๑๕๐ บาท เงินเดือนที่แท้ ๒๓ บาทเพิ่มอีก ๑๓๐ บาทต้องจาก ร.ร.ชั่วคราวเพื่อช่วยแม่หาเงิน ฉันได้ ๗๕ บาทเคยพอใช้เดี๋ยวนี้ไม่พอใช้แล้ว ของกินแพงขึ้นทุกวัน ข้าวสารถังละ ๑๖ บาท
ศุกร์ ๒๖ กรกฎาคม ๒๔๘๙ เขา(ผู้อุปการะ) ให้เงินมาใช้ ๒๐ บาท โดยไม่ได้ขอร้อง แกบอกให้ไปตัดผมแต่งตัวให้ดี จะให้มาทำงานบนตึก คงจะเป็นเพราะความกรุณา ถ้าจะใช้งานหนักก็จะป่วยอีก เพราะเป็นเด็กบอบบาง เออ...ขอให้เจริญยิ่ง ๆ เถิด ช่วยให้เข้าทำงานแล้ว ยังช่วยเหลือด้วยเงินอีก
อังคาร ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๘๙ เงินเดือนลูกออก เขาเอาไว้ใช้ส่วนตัว ๓๐ บาท ให้แม่ ๑๒๐ บาท ฉันซื้อกางเกงใหม่ให้เขาหนึ่งตัว ๒๘ บาท คงเหลือไว้ใช้ ๙๐ บาท
ชีวิตระหว่างสงครามของครอบครัวของเรา ก็สิ้นสุดลง แต่ก็ต้องใช้ชีวิตตามกรรมต่อไป หลังจากสงครามสงบ บ้านเมืองก็เปลี่ยนแปลง ผ่านทุกข์สุขร้อนหนาว ไปโดยไม่รู้อนาคต แต่ก็เป็นไปในทางที่เจริญขึ้น แม่เสียชีวิตด้วยวัณโรค เมื่อ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๕ อายุ ๕๘ ปี ผมไปเป็นพลทหารกองประจำการ ๑ เมษายน ๒๔๙๗ น้องสำเร็จการศึกษาฝึกหัดครูมัธยม บรรจุเป็นครู ร.ร.มกุฎกษัตริย์ พ.ศ.๒๕๐๐ น้าถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๕ อายุ ๘๕ ปี
ผมผู้เรียบเรียงเกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ ยศพันเอก และอยู่มาถึงวันนี้ อายุเข้า ๘๐ ปี ยังไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร.
#############
เรียบเรียงเมื่อ ตุลาคม ๒๕๕๓